วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

บทพิเศษ. คำขอบคุณ

บทพิเศษ. " คำขอบคุณ " (ระหว่างคั่นเวลา)

        "เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล" ได้บันทึกเล่าเรื่องของแม่ และครอบครัวแม่ ตลอดจนเรื่องราวของบ้านเชิงแสหลากหลายเรื่อง.จนถึงขณะนี้มีผู้เข้าอ่านเกินกว่า ๑๕,๐๐๐ ครั้งแล้ว.ผมใคร่ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน และบางท่านก็เขียนข้อความมาพูดคุยกัน.

         ผมจำไม่ได้ว่าแม่หรือครูเป็นผู้สอนผมให้รู้จัก "ขอบคุณ".จำไม่ได้จริงๆ อันที่จริงแล้วเท่าที่ทราบมาเด็กเชิงแสไม่มักจะถูกสอนในเรื่องนี้นะครับ. คือ ไม่ใช่เพราะเรากระด้างหรืออะไรหรอก แต่เพราะอะไรผมก็ไม่ทราบ. ที่ว่าไม่ใช่เพราะความกระด้างนั้นผมยืนยันได้ว่าไม่มีแน่. ไม่ใช่แน่ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กๆเชิงแสมีคำสุภาพอยู่หลายคำ เช่นคำเรียกผู้ใหญ่ที่เป็นคำเฉพาะ ซึ่งใครได้ยินเข้าอาจตกใจ  คือ พูดกับผู้ใหญ่สรรพนามบุรุษที่ ๒ ว่า "ตัว"..."ตัวอี้ไปไล่วัวปาใด?"

      แต่ต้องยอมรับว่า.หากให้ละเอียดและพิถีพิถันถ้อยคำกว่านั้น.เด็กเชิงแสก็มีไม่มากนัก.จนเมื่อคุณครูสุพร  หมานมานะ มาสอนครูสอนพวกเราว่า หากผู้ใหญ่ถามว่า "รู้มั๊ย ครูเสรีมาแล้วยัง?"  หากนักเรียนไม่รู้.นักเรียนต้องตอบโดยใช้คำว่า "ไม่ทราบ ครับ"  จะตอบว่า "ไม่รู้" อย่างนี้ไม่ได้...ก็นับว่าครูเป็นคนแรกที่สอนผมเรื่องนี้.

     คำว่า "พวกเรา" นี่.แม่ไม่ให้ผมใช้นะครับ.แม่ว่าเป็นคำพูดที่ไม่เพราะ.ผมเคยพูดว่า "พวกเราไปเที่ยวกัน"  แม่ว่ากับผู้ใหญ่ต้องใช้ว่า "ต้องแหลงว่า  พวกผมไปเที่ยวกัน"

      แม่เป็นคนพูดดี.แม่สอนผมว่า "คนที่เขาบวชเรียนมาแล้ว จะเรียกชื่อโดยขึ้นต้นว่า "ไอ้" ไม่ได้แม้ว่าจะเป็นเพื่อน หรือเป็นผู้ที่อ่อนกว่าก็ตาม. แม่ว่าเพราะผู้นั้นได้บวชเรียนมาแล้ว.

         กล่าวถึงเรื่องอื่นไปเสียมากแล้วครับ. ก็ต้องกลับมาขอบคุณทุกท่านอีกครั้งนะครับที่ติดตามอ่าน.

        ..........................................................................................................................................

       " ไชยา  ชัยวงศ์ "

        ในบทนี้.มีไชยาได้เขียนความเห็น มาพูดคุย. จึงขอกล่าวเล่าถึงผมกับบ้านของไชยาไว้เพื่อเป็นอรรถรส......และหากมีท่านใดกรุณาเขียนความเห็นมาพูดคุยกัน ผมก็จะเขียนถึงบ้านของท่านนั้นด้วย...จะได้มั๊ยครับ?....ถือเสียว่า จะได้หายคิดถึงบ้านเกิด  หรือหวนคิดถึงวันเก่าเมื่อเรายังเป็นเด็กๆ...จะว่าไปเรื่องราวของชุมชนเล็กเล็กอย่างบ้านเชิงแส บ้านเกิดของพวกเรานี้ ผมเข้าใจว่ามีคนเขียนถึงกันไม่ค่อยมากนัก. อาจจะเพราะคนไทยเราไม่ค่อยชอบบันทึก.ก็เป็นได้??

         บ้านของน้าเขียวน้ากัญหากับบ้านของแม่ห่างกันเพียงสามบ้านคั่น.เมื่อผมเป็นเด็กผมไปที่บ้านน้าอยู่บ้าง จำได้ว่าบ้านหลังเดิมเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง.หัวไดบ้านอยู่ทางทิศตะวันตก.ที่ตั้งตำแหน่งอยู่ด้านหลังของบ้านน้าที่อยู่ปัจจุบัน. หลังจากที่ผมไปเรียนที่สงขลาแล้ว.น้าก็ปลูกบ้านใหม่. เป็นบ้านสองชั้นซึ่งผมอยากเรียกชื่อว่า " แบบแปลนพิมพ์นิยมนอกหนน "...เมื่อผมยังเรียนที่เชิงแส..มีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่พ่อพักเหนื่อยจากไถนาที่สวนตีน .ผมเคยถามพ่อว่า. บ้านสองชั้นราคาแพงหม้ายพ่อ? พ่อตอบว่า "น่าจะมากกว่าสามหมื่น"

        บ้าน " แบบแปลนพิมพ์นิยมนอกหนน " เป็นอย่างไร? คือ เป็นบ้านสองชั้น หลังคามุงกระเบื้องลอน ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูน ชั้นบนเครื่องไม้ ฝาผนังชั้นล่างเป็นปูน ประตูบานพับหน้าถัง. ฝาชั้นบนเป็นไม้. บางบ้านที่ชั้นบนมีระเบียงลูกกรง บางบ้านก็ไม่มีระเบียง.ทุกบ้านเหมือนกันหมดตรงที่หันหน้าบ้านออกนอกถนน. ไม่มีสวนหย่อมหน้าบ้าน....และที่สำคัญที่สุดคือ เอาวัวไว้ใต้ถุนบ้านไม่ได้???

         ที่เชิงแสบ้านแม่.มีบ้านสองชั้นอย่างนี้ที่ชายหนน นับตั้งแต่หน้าวัดกลางถึงคลองคด. ดังนี้ ริมถนนด้านทิศเหนือ มีบ้านน้าเวียน , บ้านน้าปิ่น ,บ้านพี่ปองพี่พิมพ์ , บ้านน้าฉ้วนน้าผอม , บ้านน้าจิตน้านี ,บ้านพี่สิทธิ์พี่พูน,บ้านผู้กองสุวรรณ บ้านน้าทิ่น  ,..ด้านฟากทิศใต้ถนนก็มี บ้านน้าวร ,บ้านน้าเลิศ ,บ้านน้าจัด, บ้านน้าเขียว, เป็นต้น

        บ้านสองชั้นอย่างนี้.ไม่ว่าจะปลูกที่ริมถนนใหญ่ หรือถนนซอยในหมู่บ้าน.. หลายหลังสร้างเป็นเรือนหอ นะครับ เช่นบ้านของพี่พิมพ์ สร้างเมื่อแต่งงานกับพี่ปอง. บ้านของพี่สิทธิ์สร้างเมื่อแต่งงานกับพี่พูน บ้านในซอยที่น่าจะสร้างเป็นเรือนหอ ก็เช่น บ้านพี่อุไรสร้างเมื่อแต่งกับน้านิต.

       บ้านสองชั้นแบบพิมพ์นิยมนอกหนนอย่างบ้านของน้าเขียวนี่. ควรต้องบันทึกไว้ว่า เมื่อแรกตั้งตั้งกิ่งอำเภอกระแสสินธ์ุ มีนายตำรวจระดับ "ผู้กอง" มาเช่าเป็นบ้านพัก (ผมน่าจะจำไม่ผิด)

       หากจะกล่าวให้ละเอียดเกี่ยวกับบ้านสองชั้นที่เชิงแสบ้านแม่.ผมควรต้องกล่าวด้วยว่า. " บ้านสองชั้นรุ่นแรก " เป็นอย่างไร?? และ บ้านสองชั้นรุ่นแรกควรอนุรักษ์ไว้เพียงใด??

      " บ้านสองชั้นรุ่นแรกที่เชิงแส "

       ๑. บ้านป้าฉีดครูพลอย.
       ผมขอกล่าวถึงบ้านของป้าฉีดและครูพลอย เป็น หลังแรกนะครับ เพราะป้าฉีดเป็นญาติสนิทของแม่. ป้าฉีดเป็นลูกของ ก๋งยก พี่ชาย ก๋งเห้ง ซึ่งเป็นก๋งของผม.เมื่อเล็กๆแม่จึงพาผมไปที่บ้านของป้าฉีดอยู่เสมอ.และผมก็จะได้ชอล์กขาวและชอล์กสีเหลืองมาเขียนที่ฝาบ้านแม่บ้าง เขียนที่เสาบ้านบ้าง

       บ้านสองชั้นรุ่นแรกของบ้านเชิงแสอย่างบ้านป้าฉีด.เป็นบ้านสองชั้นที่สร้างด้วยไม้ทั้งชั้นล่างและชั้นบน.และมี "ตีนเสา" สูงประมาณ ๕๐ เซ็นติเมตร พื้นบ้านนั้นเป็นพื้นไม้ทั้งสองชั้น. ชั้นบนไม่มีระเบียงครับ.อีกทั้งหลังคาเป็นทรงปั้นหยากระเบื้องดินเผา...พูดกันตรงๆ บ้านอย่างนี้แสดงถึงความมีฐานะของเจ้าของบ้านนะครับ...ที่เชิงแสเป็นชุมชนที่คนมีฐานะอยู่หลายครอบครัว จึงมีบ้านสองชั้นรุ่นแรกหลายหลังที่เดียว อย่างบ้านหลังที่ ๒ ที่ผมจะเล่าต่อไป.

      ๒. บ้านครูชื่นน้าเอียด.
      บ้านสองชั้นของน้าเอียด.ตั้งอยู่ที่ริมถนนกลางหมู่บ้าน หย่อมที่เรียกว่า ตกวัดกลาง ตัวบ้านยกพื้นเสาปูนสูงประมาณ ๖๐ เซ็น.บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีบันไดปูนซีเมนต์.คือบ้านครูชื่นนี้ไม่ได้หันหน้าออกสู่ถนน แต่หันข้างบ้านให้ถนน อาจเป็นเพราะสร้างมาก่อนทีการพูนหนนกลางบ้าน.

     เมื่อขึ้นผ่านปากประตูเข้าไป.มีทางปูดวยไม้หนาน่าจะตรงไปที่ห้องครัว.สองฟากทั้งขวามือ และซ้ายมือนั้น เป็นตัวบ้าน อย่างบ้านสองหลัง.เฉพาะด้านขวาไม้พื้นบ้านสะอาดตาเป็นที่สุด.ผมจำได้แม่นยำ ก็เพราะ น้าเอียดขายผ้าและชุดนักเรียน.แม่พาผมไปซื้อชุดนักเรียนที่บ้านน้าเอียดอยู่หลายครั้ง.การไปบ้านน้าเอียดจึงนับว่า. มีความสุขมากสำหรับผม.

      เมื่อสองปีที่แล้ว.ผมได้พบกับพี่พรลูกสาวคนโตของน้าเอียดครูชื่น.ที่งานเดือนสิบหนหลัง.ผมยังสอบถามเรื่องบ้านหลังนี้อยู่เลย.

     นอกจากจะขายเสื้อผ้าที่บ้านแล้ว. ในวันนัด คือวันอังคารและวันเสาร์ น้าเอียดยังขายผ้าที่ตลาดนัดหัวโคกสนามโรงเรียนวัดเชิงแสอีกด้วย.ร้านของน้าเอียดตั้งอยู่ร้านแรกสุดของแถวร้านค้าหลังคามุงจากริมสนามโรงเรียนด้านริมคลองใกล้ต้นคุระ.แม่ไม่เคยพาผมไปที่ร้านของน้าเอียด เพราะแม่จะพาผมไปซื้อชุดนักเรียนที่บ้านของน้าตามที่เล่าแล้วข้างต้น.

       ๓...(บ้านสองชั้นรุ่นแรกที่เชิงแส ยังมีอีกสองสามหลังครับ เช่นบ้านครูแอบ ศิริรักษ์ บ้านของครูเปื้อน จินดานาค เอาไว้เล่าต่อนะครับ...เริ่มดึกแล้ว)

        (วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙) เย็นใกล้ค่ำอย่างนี้.หากยังเป็นเด็กอยู่ที่บ้านเชิงแส ผมคงจะไม่ได้นั่งเล่าเรื่องบ้านสองชั้นอย่างที่กำลังเล่าอยู่ขณะนี้.พวกเรากำลังทำอะไร? เย็นใกล้ค่ำ ของบ้านเชิงแส ชาวบ้านและเด็กๆ ต่างก็กำลัง "เอาวัวเข้าคอก" นี่คือ งานหลักของผม...ไอ้แดง,อีดำ,ไอ้ขวัญ,ไอ้อุด..วัวทุกตัวเดินตามหัวนา.จากสวนตีน  มุ่งหน้าลงกินน้ำที่สระตีนหน้าบ้านก่อนที่จะเข้าคอกที่ใต้ถุนบ้านแม่...และเมื่อวัวหลายเจ้ามา "ทัง"กันบนถนนกลางหมู่บ้าน...ก็ต้องระวังอีกอย่าง นั่นคือ "วัวบ้าเหมีย" ซึ่งมักจะตามดมท้ายตัวเมียไปเข้าคอกอื่น.

         มาต่อที่บ้านสองชั้นเชิงแสรุ่นแรกดีกว่าครับ. บ้านครูเปื้อนน้าจำลอง จินดานาค.บ้านหลังนี้ผมไม่เคยเข้าไปในบ้าน.ได้แต่ผ่านๆ แต่เป็นบ้านไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่ริมคลองเชิงแสฟากทิศเหนือ ซึ่งนับว่าเป็นหย่อมบ้านตกวัดกลาง..ใกล้คลองควายอ่าง.คลองบริเวณบ้านของครูเปื้อนนั้น เป็นคลองที่ร่มรื่นมาก.มากไปด้วยร่มไม้ไผ่.ทั้งสองฟากคลอง.ฟากคลองทิศใต้เป็นบ้านของเพื่อนผม คือ พิท พัทบุรี , และสมนึก.บ้านของพิทที่ชื่อเล่นว่า ดำ นี้ เป็นที่ตั้งของโรงสี.ส่วนบ้านสมนึกเป็นบ้านริมคลองใต้ถุนสูง และมีนอกชานยื่นออกมาที่ชายคลอง.ถัดจากบ้านสมนึกเข้าไปด้านใน เป็นบ้านของลุงว่อนป้าหลับ...ขณะนี้บ้านของลุงว่อนไม่มีเสียแล้ว.คงเหลือเพียงบ่อน้ำ ๕ ปล้องที่ใกล้บันได.ไว้เป็นที่เตือนความจำถึงลุงและป้า กับ "น้าวาด"คนถ่อเรือพกผู้ใจดีแห่งบ้านเชิงแส.

        ครูเปื้อนและน้าลองมีลูกกี่คนผมไม่ทราบ.แต่ที่ผมจำได้ ๒ คน คือพี่นิรันด์ และจรรยา.

        ต่อไปเป็นบ้านสองชั้นของครูแอบ ศิริรักษ์...

   


   

   

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บทที่ ๑๗ ปางนู ที่ บ้านนา

บทที่ ๑๗ ปางนู ที่บ้านนา

        ขณะนี้. วันเสาร์ ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ ปลายปีแล้วครับ เช้าตรู่อย่างนี้ อากาศค่อนข้างเย็น. ช่วงนี้ประเทศของเรากำลังจะจัดตั้งศาลใหม่ขึ้นมาศาลหนึ่ง ชื่อว่า " ศาลอาญาคดีทุจริต " เพื่อทำหน้าที่ตัดสินเฉพาะคดีที่มีการทุจริตเท่านั้น โดยไม่รับพิจารณาคดีอื่น. และจะใช้ระบบการพิจารณาใหม่ คือ "ระบบไต่สวน" หมายความว่า ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ถามพยานเอง ทนายความจะถามไม่ได้ อันเป็นการมอบหน้าที่ควบคุมการพิจารณาอย่างเด็ดขาดไว้ที่ผู้พิพากษา

        ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ ยก "แผนกคดีทุจริตในศาลอาญา" ขึ้นเป็น "ศาลอาญาคดีทุจริต". แผนกคดีทุจริตในศาลอาญานี้ เป็นแผนกที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อ ๔ เดือนที่แล้วนี่เอง. และขณะนี้ ผมเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกนี้อยู่ครับ. ผู้พิพากษาผู้ใหญ่สองสามท่านพูดเล่นๆกับผมว่า นิกรเลื่อนตำแหน่งเร็วจัง. แต่ผมกลับรู้สึกไปอีกทางว่า ผมไม่มีความสามารถเลย รักษาแผนกเอาไว้ไม่ได้ แค่ไม่นานก็ถูกยุบเสียแล้ว (เพื่อยกแผนกขึ้นเป็นศาลใหม่). ผมก็คงต้องมีหน้าที่หาสถานที่ตั้งศาลใหม่นี้ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถวสามเสน ในพื้นที่เขตดุสิต. ตรงนี้ใกล้กับปากคลองสามเสน ท่านใดเคยเป็นนักเรียนรุ่นเก่าเหมือนผม เคยอ่านหนังสือแบบเรียนเรื่อง "นายเถื่อนเป็นนายเมือง" จำได้มั๊ยครับ...นายเถื่อนมาหาญาติที่บางกอก ก็นั่งเรือมาเข้าคลองสามเสนนี่แหละ

       ตลอดระยะเวลาที่ผมเป็นผู้พิพากษามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ขณะนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยอายุสี่ยิบเศษ ไม่ใช่หนุ่มเหลือน้อยเหมือนตอนนี้. และได้มาทำงานด้านการตัดสินคดีทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาองค์คณะผู้พิพากษาในแผนกคดีทุจริต ก็ได้ตัดสินคดีไปหลายเรื่องแล้วที่ทุกคนต้องรู้จักชื่อ คือ คดีทุจริตบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โดยได้พิพากษาจำคุกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สามคน คนละ ๒๐ ปี.นั่นคดีหนึ่ง หรืออีกคดีหนึ่งก็คือ คดีที่คุณหยิงท่านหนึ่งถูกฟ้องว่าจัดการสัมมนาเท็จเพียงเพื่อนำกฐินไปถวายวัด. ระยะเวลาของชีวิตที่ผ่านมา ผมคิดถึงชีวิตในวัยเด็กที่บ้านเชิงแสบ้านแม่บ้านนาอยู่เสมอ.

         ตอนเด็กๆ ผมอยู่บ้านนอกที่ใครๆ อาจจะคิดว่าห่างไกลความเจริญ ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่ตะเกียงน้ำมันก๊าดให้แสงสว่างแค่วอมแวมยามค่ำคืน. ไม่มีถนนหนทาง. จะไปมาหาสู่กัน ต้องเดินทาง "ทางรง" และตามหัวนาคันนา .แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดถึง ดูช่างเปี่ยมความสุขเสียเหลือเกิน... หากไม่มีความสุขก็คงจะไม่อาจเขียนได้มาจนถึงบทที่ ๑๗ แล้ว...จริงมั๊ยครับ.?...คงไม่มีใครทนเขียนเรื่องทุกข์ของตัวเองได้ยาวขนาดนี้แน่

        และ  ความสุขอีกอย่างหนึ่ง  คือความสุข เมื่อคิดถึงเรื่อง " ปางนู "

        หัวค่ำของวันหนึ่ง. ผมและเพื่อนๆ หลายคนชวนกันไปอาบน้ำที่ "สระตีน" ทุ่งด้านเหนือใกล้หมู่บ้าน ตักน้ำอาบกันที่ขอบสระเสร็จแล้ว เดินตัวเปียกกลับบ้านกัน. ครั้นถึงบ้าน และขณะที่ผมกำลังผลัดผ้าอยู่นั้น มีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ใช่กลุ่มที่ไปอาบน้ำด้วยกัน น่าจะไปอาบตอนหลัง ได้ตามมาที่บ้านของผม. ในมือนั้นเค้าถือ "ปางนู" มาด้วย เพื่อนคนนี้พูดถามผมขณะที่ยืนอยู่ที่พื้นดินข้างนอกชานบ้านว่า " สูลืมปางนู ไว้ที่สระตีน ตอนอาบน้ำ เอามาให้ " ปางนูที่เพื่อนคนนี้พูดถึงนั้น.ผมดูแล้ว เป็นปางนูทำด้วยปลายเขาวัว.  สวยเหลือเกิน. ผมตอบไปว่า "ไม่ใช่ของเรา "และ ผมไม่รับปางนูนั้นไว้..... ผ่านมา ๔๐ ปีแล้วไม่รู้ว่าหาตัวเจ้าของได้แล้วยัง

        เมื่อเพื่อนคนนั้นกลับไปแล้ว. พ่อเรียกผมไปหา พ่อนั่งอยู่ที่ในบ้าน พ่อพูดกับผมว่า "พ่อดีใจ ที่ลูกเป็นคนก้งโท้" ..."ก้งโท้" เป็นภาษาจีนของคนเชิงแส แปลว่า "ซื่อสัตย์"

         ผมภูมิใจในตัวผมเองตลอดมาว่า.ผมเป็นคนก้งโท้จากเชิงแส และสิ่งนี้เป็นผลอย่างสำคัญให้ผมทำงานอย่างซื่อสัตย์.โดยผมคิดถึงเรื่องปางนูในวัยเด็กอยู่เสมอ. ทุกวันที่ไปส่งลูกที่โรงเรียน ระหว่างทางผมสอนลูกโดยยกเรื่องนี้ขึ้นกล่าวหลายต่อหลายครั้ง.  การที่เด็กชาวนาบ้านนอกอย่างผมมีโอกาสทำงานสำคัญของประเทศ. ผมว่าส่วนสำคัญก็มาจากความซื่อสัตย์. ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นเครื่องสอนใจเด็กไทยทุกคน ว่า ผู้ที่ซื่อสัตย์นั้น แม้จะมีพื้นฐานและกำเนิดจากบ้านนอก แต่เราก็มีเกียรติอยู่ในทุกสถานที่ ทุกหมู่ผู้คน และที่สำคัญมีเกียรติในตัวเอง ทำให้ยกมือไหว้ตัวเองได้

         ชีวิตของผมมีแรงบันดาลใจจากเรื่องปางนูอยู่หลายครั้งนะครับ.อีกครั้งหนึ่ง เมื่อคราวที่ผมกราบลาพระครูปิยะสิกขการ พระมหาพร้อม ปิยะธัมโม เจ้าอาวาสวัดหัวป้อมใน พระที่เลี้ยงดูผมมา. เพื่อเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ่อท่านให้ผมไปหยิบหลวงพ่อทวดเป็นมงคลติดตัว. ผมเข้าไปในห้องนอนของพ่อท่าน. เห็นพระเครื่องหลวงพ่อทวดอยู่ในพานหลายสิบองค์. แต่ผมหยิบติดตัวมาเพียงองค์เดียว. ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังหลายครั้งเช่นกัน ผมสอนว่า ความซื่อสัตย์นั้น ต้องทำแม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น. เพราะตัวเราย่อมรู้ย่อมเห็นด้วยตัวเราเอง. หลวงพ่อทวดองค์นี้ผู้พิพากษารุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ดูพระเป็น ท่านดูแล้วก็พูดเล่นๆว่า " น่าจะหยิบมาเผื่อสักองค์ "

        ผมยกเรื่องนี้มาเล่า. ไม่ได้ต้องการอวดตัว ยกตัว. เพราะในอนาคตผมอาจจะทุจริตก็ได้. หากผมเกิดความละโมบ ไม่มีความสมถะเหมือนคำสอนของบรรพตุลาการ อีกทั้งยังปล่อยความต้องการของตนเป็นไปในทางที่ต่ำ. ไม่รักษาความดี ไม่รักษาความดีให้สมกับที่เป็นคนที่มีศาสนา. แต่ที่เล่ามาเพียงต้องการสื่อให้ทราบว่า.ชีวิตของเด็กบ้านเชิงแสนั้น เป็นชีวิตที่มีความสุข อุดมไปด้วยตัวอย่างและสิ่งดีๆ เรื่องปางนูนี้ คนที่เป็นเด็กดีกว่าผม ก็คือ เพื่อนของผมที่ถือปางนูมาถามผม นั่นเอง.

      " ศาลอาญาคดีทุจริต "

       หากใครถามผมว่า.ผมซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกคดีทุจริตอยู่ขณะนี้ ตั้งความหวังอะไรบ้างกับศาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศของเรา. ผมอยากจะบอกว่า...หากอีก ๑๐ ปีข้างหน้า สามารถยกเลิกศาลนี้เสียได้ ผมจะดีใจมาก. เพราะอะไร?

       เพราะ...ต่อไปประเทศของเรามีแต่คนสุจริต จะไม่มีใครต้องมาขึ้นศาลนี้อีกแล้ว. แล้วจะมีศาลอาญาคดีทุจริตไปทำไม. มีไปก็ไม่มีประโยชน์...ซึ่งความหวังของผมจะเกิดขึ้นและเป็นจริงได้หรือเปล่า...หรือจะต้องให้มีเด็กที่เชิงแสลืม "ปางนู" ไว้ที่ขอบสระตีนอีกสักหลายๆ ครั้ง

       อันที่จริงแล้ว. หากคนไทยทุกคน แค่เพียงรักษาศีลห้า ให้ได้ ตามที่รับศีลมา ประเทศเราก็ไม่ต้องมีศาลมายมายเลย. เช่น รักษาศีลข้อ ๑ ได้ ก็จะไม่ฆ่ากัน ความผิดฐานฆ่าคนตายก็ไม่เกิด , รักษาศีลข้อ ๒ ได้ ความผิดฐานลักทรัพย์ ก็ไม่เกิด. ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ก็ไม่มี ข้อหาคอร์รัปชั่น ก็ไม่มีศาลอาญาคดีทุจริตก็ไม่รู้จะตั้งไปเพื่ออะไร. เห็นมั๊ยครับ. แค่รักษาศีลข้อ ๒ เพียงข้อเดียว มีอิทธิพลถึงกับทำให้ศาลอยู่ไม่ได้.

       แล้วหากรักษาศีลข้อ ๓ ได้อีก. จะเกิดผลอะไร....ศาลครอบครัวครับ...ศาลครอบครัวหมดสิทธิตัดสินเรื่องหย่าเพราะเหตุเป็นชู้กัน...นี่คืออิทธิพลหรือผลของการรักษาศีล.

        แต่.  ความจริง อาจจะห่างไกลจากที่ผมกล่าว. ทุกวันนี้ ทุกคดีเพิ่มขึ้นมาก...โดยเฉพาะคดีทุจริต. ผมแปลกใจอยู่ตลอดมาว่า..พี่น้องชาวไทยเราทำบุญกันมากในแต่ละปี.ทั้งกฐิน ผ้าป่า งานวัด งานโยม อีกทั้งยามน้ำท่วม ประสบภัย ตลอดไปจนถึงชาวต่างชาติได้รับความเดือดร้อน แผ่นดินไหว เราคนไทยก็ยังช่วยเหลือนับร้อยๆล้าน... แต่ทำไมในบ้านเมืองเรากลับมีเรื่องการทุจริตมาก จนถึงกับต้องตั้งศาลขึ้นมากปราบการคอร์รัปชั่น.และผู้ที่ทุจริตนั้น ก็มีทั้งนักการเมืองที่ร่ำรวยมหาศาลอยู่แล้ว, มีทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ , มีทั้งข้าราชการการเมือง และข้าราชการท้องถิ่น, รวมตลอดถึงบริษัทห้างร้านเอกชนทั้งใหญ่โต และเล็กๆ ห้องแถว จนถึง ริมฟุตบาท. แทบจะกล่าวได้ว่า.ทั้งคนจนคนรวย คนใหญ่ คนเล็ก "ได้จังหวะได้ช่อง เป็นต้องโกง" และโกงกัน ในหลายรูป เช่น บุกรุกที่ตั้งแต่ภูเขา แม่น้ำ ริมคลอง ฟุตบาท ...นี่คือโกงพื้นที่,ส่วนโกงเงิน ก็คือ โกงภาษี และคอร์รัปชั่นงบประมาณ  ทำโครงการเป็นหลักล้าน ได้งานมานิดเดียว........ เมื่อผมบวชที่วัดเอก โยมชาวเชิงแสท่านหนึ่ง บ่นให้ผมฟังว่า พักหลังๆ เริ่มมีการโกงกันไปทั่ว

           " น้องหลวงรู้มั๊ย ถนนลาดลูกรังบางที่ ทำบางเหลือเกินลูกรังน้อยมาก วัวจามทีเดียว ลูกรังกระจายหมดแล้ว"

          เห็นภาพลูกรังฟุ้ง. จนแทบจะเผลอเอามือปิดจมูก./





   

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

บทที่ ๑๖ เชิงแส Online ณ บ้านชายเล

บทที่ ๑๖ เชิงแส Online ณ บ้านชายเล

     " เชิงแสบ้านแม่ ". เดินทางมาถึงบทที่ ๑๖ แล้ว . นับว่าเป็นจดหมายเหตุใน blog เรื่องยาว ที่มีพลัง และหลากหลายประเด็นที่สุดเกี่ยวกับชุมชนเล็กๆชุมชนนี้...จาก" บารเชิงแสะ " ซึ่งเป็นภาพวาดของบ้านเชิงแสและวัดทั้งสี่วัดในพื้นที่บ้านริมเลแห่งนี้ อันได้ถูกจารให้ปรากฏเพื่อการศาสนาอยู่ในแผนที่กัลปนาวัดฝั่งทะเลสาบด้านตะวันออก. และถูกเผยแพร่ออกสู่สังคมเมื่อครั้งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา..คำว่า." บารเชิงแสะ " ซึ่งอุบัติขึ้นในเอกสารคราวแรกนั้น. คงจะเดินทางสู่การรับรู้ของผู้คนอย่างเนิบช้าและมีการรับรู้กันไม่มากนัก. เป็นไปตามยุคสมัยของวิถีชีวิตในยุคก่อน. แต่ครั้นถึงยุคสมัยปัจจุบัน คำว่าเชิงแสและชีวิตชีวาตลอดจนเรื่องราวของผู้คนที่นี่กลับปรากฏอยู่มากมาย. ด้วยฝีมือของลูกหลานแห่งบ้านนี้.ทั้งที่อาศัยอยู่ที่บ้านเกิด หรือแถบถิ่นอื่ในภาคใต้ และที่กรุงเทพฯ.

       เชื่อหรือไม่ว่า. ขณะนี้.  หากคลิกค้นไปที่คำว่า " เชิงแส Facebook " หรือ " โรงเรียนชุมชนวัดเชิงแส Facebook " หรือที่ "คนบ้านเรา รักบ้านเชิงแส Facebook" ทุกท่านก็จะได้รับทราบเรื่องราวของพี่น้องลูกหลานร่วมบ้านเกิดและกิจกรรมที่นั่นทันที.ล่าสุดเพจ "คนบ้านเรา รักบ้านเชิงแส" ก็โพสต์ภาพพิธีแห่ผ้าห่มพระนอนที่วัดกลางให้ได้ชมกัน. ทำให้ภาพพีธีสำคัญและท่วงท่ารำวงของหนุ่มน้อยสาวน้อยรุ่นพี่ผมปรากฏไปทั่วกระแสออนไลน์. ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมโลกออนไลน์ของลูกหลานชาวเชิงแสที่ใช้ชื่อเฉพาะของตนในการสื่อสารอีกนับร้อยๆคน เช่น "นารถ จิตบรรจง" นายประตูมือ ๑ ทีมฟุตบอลของโรงเรียน. หรือ "อาเฝ้อ ลุงฝ้าย. facebook" พี่ฝ้ายของผมซึ่งเคยเป็นนักบอลหมายเลข ๑๐ ทีมโรงเรียน บัดนี้พี่ฝ้ายได้ขับกล่อมบทเพลงให้ท่านฟังอย่างเพราะพริ้ง.หรือเมื่อไปที่คำว่า. "Nipon Nakarabundit Facebook" พี่ชายแสนสนิทของผมซึ่งเคยเป็นอาจารย์โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย.พี่นิพนธ์ก็จะนำเรื่องของเชิงแสมากล่าวขานให้ได้ทราบกัน.แม้กระทั่งหากพิมพ์คำว่า "อินทผาลัม สวนพังการ เชิงแส" ทุกท่านก็จะได้พบกับไร่สวนผสมในท้องทุ่งเชิงแสบริเวณที่แต่เดิมเรียกว่า "หนองพังกาน". หนองพังกานนี้เป็นหนองน้ำใหญ่ที่สุดในทุ่งเชิงแสครับ.บริเวณนี้เป็นพื้นที่สูง จึงเป็นจุดแบ่งน้ำตามธรรมชาติ ที่จะไหลไปด้านทะเลหัวนอน กับด้านทิศเหนือของท้องทุ่งแล้วไปลงทะเสสาบที่คลองโรง. เรื่องหนองพังกานมีเรื่องจริงที่เล่าขานกันเรื่องหนึ่ง. คือ รุ่นพี่ผมคนหนึ่งไม่อยากไปโรงเรียน ครั้นเธอเห็นครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ ครูประจำชั้น  ป. ๑ เข้า คงกลัวครูมาก. จึงวิ่งหนีไปซ่อนที่หนองพังกาน.

     นอกจากนั้นน้องๆสาวรุ่นที่มาทำงานเทศบาลเชิงแส.ก็ส่งกระแสออนไลน์แห่งยุคสมัยใหม่ให้ได้เห็นกัน. อย่างเพจของ. "หนมเด็ก คนสวย Facebook". หรือ "Ja O Jang Facebook" สาวๆสมัยใหม่เหล่านี้ได้ส่งภาพเรื่องราวของบ้านเชิงแสออกสู่สังคมชาวเน็ต.ต้องยอมรับว่าภาพที่เห็นนั้นชวนให้คิดถึงบ้านและต้องพยายามคิดว่า.ภาพนี้คือที่ไหนของบ้านเชิงแส. บ้านแม่ของผม.

        แต่มี facebook ที่ผมอยากจะให้ลองเข้าไปดู คือ " กลุ่มศิษย์เก่ากระแสสินธ์ุวิทยา ". ซึ่งแม้ขณะนี้จะไม่มีความเคลื่อนไหวของข้อมูลมากนัก. แต่ก็มีสมาชิกกลุ่มเกินกว่า ๑,๐๐๐ สมาชิก นับว่าเป็นห้องใหญ่ในโลกออนไลน์ จากโรงเรียนในเขตชนบท. ในห้องดังกล่าวนี้ จะได้เห็นการทักทายกันของเหล่าศิษย์เก่าโรงเรียนกระแสสินธ์ุวิทยา. จากข้อมูลการพูดคุยกันทำให้ได้รู้ถึงความก้าวหน้าของศิษย์เก่าแห่งโรงเรียนนี้. ได้รู้ว่าใครทำงานที่ไหน ก็มีทั้งที่ทำงานอยู่แถวบ้านเกิดบ้าง ที่สงขลาบ้าง และที่ภาคใต้จังหวัดอื่นบ้าง. ตลอดจนที่กรุงเทพฯ ก็มีไม่น้อย. มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนถามถึงกันก็คือการเลี้ยงรุ่น ซึ่งขณะนี้ก็มีภาพการเลี้ยงรุ่นของศิษย์เก่าบางรุ่นเช่นกัน.

        ผมไม่ได้เรียนที่กระแสสินธุ์วิทยาหรอกครับ. แต่รู้เรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนนี้พอสมควร. และผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผมต้องเล่าเสียด้วย เนื่องจากการตั้งโรงเรียนนี้มีความดีของชาวเชิงแสหลายคนที่ควรจะจารึกไว้. และศิษย์เก่าของกระแสสินธุ์วิทยาอาจจะไม่ทราบ. หรือเคยทราบก็ลืมกันไปแล้ว...เรื่องเป็นดันี้ครับ.

       ขอเริ่มจากแรกตั้งโรงเรียนก่อนเลย. ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการตั้งโรงเรียนกระแสสินธุ์วิทยา คือ พระครูปิยสิกขการ ( พระมหาพร้อม ปิยะธัมโม ) เจ้าอาวาสวัดหัวป้อมใน สงขลา พ่อท่านพร้อมท่านเป็นพระที่เห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะทั้งทางธรรมของพระเณร และทางโลกของเด็กๆ. เมื่อผมได้เป็นเด็กวัดพักอยู่กับท่าน และต่อมาผมสอบได้กฎหมายที่ธรรมศาสตร์ วันที่กราบลาท่านเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ. พ่อท่านพระมหาพร้อมให้หลวงพ่อทวดผม ๑ องค์ เป็นพระผงรุ่นเก่า. แล้วกล่าวว่า "เธอมีพ่อแม่ส่งเสีย แต่ถ้าหากไม่มีพ่อแม่นะ เราส่งให้เธอเรียนได้ " ผมยังจำคำของท่านได้จนถึงทุกวันนี้. และพระผงหลวงพ่อทวดที่ได้มา ผมก็ยังคงเก็บไว้กับตัวเช่นกัน. ๓๓ ปีแล้ว ก็ยังอยู่.

      หลังจากได้ตั้งกิ่งอำเภอแล้ว ขณะนั้นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอยังตั้งไม่ได้. พ่อท่านพระมหาพร้อมจึงดำเนินการประสานงาน ติดต่อ กับราชการด้านการศึกษาด้วยตัวท่านเอง. จนได้รับอนุมัติงบประมาณและได้รับอนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียน. ( ยังไม่จบครับ ค่อยเล่าต่อ )/

       


วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ ๑๕ ภาพจากบ้านแม่ เชิงแสศึกษา

บทที่  ๑๕  " ภาพจากบ้านแม่  เชิงแสศึกษา "

             ขณะนี้ผมกลับจากงานพระราชทานเพลิงศพพระครูวิสุทธิศีลประยุติ (ตาหลวงสงวน ) แล้ว ได้ภาพต่างๆ ของบ้านเชิงแสมาหลายภาพทีเดียว ภาพเหล่านี้เป็นฉากบ้านเชิงแส บ้านแม่ ที่น่ากล่าวถึงมากเหลือเกิน ภาพแรกผมขอตั้งชื่อว่า

                 "ตามทางสู่เหย้า ทุ่งข้าวเชิงแส"
                  ก่อนที่จะได้โพสต์ภาพลงให้ได้เห็นกัน.  ผมขอบรรยายภาพเป็นทำนองเพลงนะครับ

                                                 " เชิงแส  ทิ้ง  โนด  มีโหนดกับนา
                                                 เก็บข้าว  วิดปลา  สุขตามประสาชาวทุ่ง
                                                 ในนานองน้ำยามข้าวสุก
                                                 ดังมุกประกายเกล็ดทอรุ้ง
                                                 หอมดินกลิ่นปรุง หอมทุ่งท้องนา
 
                                                    คันคลองหนำเก่า ตับเต่า เถาคัน
                                                  หลุมซอ แสงขัน หลากพืชหลายพันธ์ุลุยนัก
                                                  ยามเย็นแบกโพงไปริมหนอง
                                                  ในมือถือข้องจับลูกคลัก
                                                  ชายดมรั้วผักแกงส้มต้มกิน

                                                       ชีวิต    ชีวา
                                                  ชาวนา  โอบอุ่น   โยนอ่อน
                                                 กลางเพ็ญจันทร์เอนพักผ่อน
                                                 ยามย่ำค่ำนอน สุมไฟไล่ยุง
                                                 แสงธรรมกลางใจ สว่างกว่าแสงกลางกรุง
                                                 บ้านนอก แขนบอก ผ้าถุง
                                                 ตาเดินเคียนพุง  ยายนุ่งโจงเบน

                                                    เชิงแส  ทิ้ง   โนด มีโหนด นา เล
                                                 หวันเย็นโพล้เพล้  ชวนกันทิ่มสารใส่เผล้ง
                                                 ข้าวตอก  ออกษา  ลากพระ รับฐิน ครื้นเครง
                                                 ไหว้ก้ง  หนมเทียน   หนมเข่ง
                                                  โนราห์ รักเลง เพลงบอก หนังลุง "......

         " ภาพเก่าที่หายไป "

       เมื่อเข้าไปในโบสถ์วัดเอกหลังเก่าแล้ว. สิ่งที่เด็กเชิงแสอย่างผมต้องทำเป็นอย่างแรก คือ กราบหลวงพ่อเดิม กราบเสร็จก็ใช้ขันตักน้ำมนต์ในตุ่มสีเขียวอ่อนมาดื่ม. เหลือน้ำมนต์ในก้นขันอยู่หน่อยหนึ่ง เทใสฝ่ามือแล้วลูบหัว. ได้ทำอย่างนี้แล้วรู้สึกเป็นความสุขเหลือเกิน มีความปีติเกิดขึ้นในชีวิต. ดุจว่าชีวิตนี้เรามีที่พึ่ง หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ท่านได้คุ้มครองเรา ชาวเชิงแสหรือชาวบ้านอื่นจากที่ใกล้ที่ไกล เมื่อไปไหว้หลวงพ่อเดิมแล้ว ต้องดื่มน้ำมนต์ในตุ่มที่วางอยู่หน้าหลวงพ่อใบนี้แหละ.บางคนกรอกน้ำมนต์ใส่ขวดไปฝากญาติที่บ้านด้วยก็มีไม่น้อย.

      หลังจากนั้นเวลาของชีวิตเด็กบ้านนอกก็ว่าง. รอเวลาเย็นรอไปต้อนวัวที่ทุ่งสวนตีนบ้านให้เข้าคอก.สวนตีนบ้านที่ผมกล่าวถึงนี้ คือสวนที่อยู่ด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน. เวลาที่อยู่ในโบสถ์ผมชอบที่จะเดินดูภาพถ่ายซึ่งแขวนเรียงกันอยู่ที่ฝาผนังด้านทิศใต้. ภาพทั้งหกเจ็ดภาพเป็นภาพในกรอบไม้ขนาดยาวประมาณฟุตหนึ่งแทบทุกภาพ.ภาพขาวดำเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องของคณะกฐินสามัคคีจากกรุงเทพฯ นำคณะมาทอดทำบุญที่วัดเอก. แล้วชวนกันไปชมความงามของแหลมสมิหลา สงขลา. ภาพถ่ายของคณะกฐินที่แหลมสมิหลาดังกล่าวนั้น เรียงปีกันตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ เป็นต้นมา. ช่างเป็นภาพที่งามเหลือเกิน โดยเฉพาะงามด้วยความฝันของผมว่า. สักวันหนึ่งผมน่าจะได้ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ...ขณะนี้ไม่ทราบว่าภาพทุกภาพหายไปไหน .

     " เลือกผู้แทน "

    บ้านเชิงแส.แม้ว่าจะห่างไกลความเจริญของตัวเมืองสงขลาเหลือเกิน.แต่กับบรรยากาศของการเลือกตั้งแล้ว ผมรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้ตัวผมเสมอมา เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพ่อได้พูดถึงผู้แทนให้ผมฟังอยู่เสมอ. ผู้แทนที่พ่อพูดถึงบ่อยมีสองคน คือ นายคล้าย ละอองมณี. และนายสงบ ทิพย์มณี. กล่าวเฉพาะนายคล้ายนั้นไม่เพียงแต่พ่อหรอกครับ ชาวเชิงแสคนอื่นๆก็พูดถึงท่านอยู่เสมอ. เช่น แปะชมพี่ชายของแม่ ได้พูดถึงนายคล้ายว่า "นายคล้ายพูดว่า อยากให้หนนสายเขาแดงกับโนดลาดยางเสียที หนนสายนี้ไม่ได้ลาดยาง ก็จะมีคนเอาไปหาเสียงอยู่นั่นแหละ"
   พ่อกับนายคล้ายดูจะสนิทกันพอควร. คือใจนักเลงทั้งคู่ หากเป็นคนสมัยนี้คงจะไม่สนิทกันแน่ และอาจจะโกรธกันก็ได้. เนื่องเพราะเมื่อพ่อไปเป็นพยานในคดีแพ่งที่ศาลสงขลา นายคล้ายเป็นทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง พ่อเล่าผมว่า "นายคล้ายซักค้านพ่อหนักมาก". แต่ด้วยความที่ทั้งพ่อและนายคล้ายต่างเป็นลูกผู้ชายใจกว้าง. เมื่อเสร็จเรื่องคดีแล้วจึงคบหากันได้อย่างสนิท. ดังคราวที่ลูกนายคล้ายต้องเสียชีวิตลง พ่อก็ได้ร่วมงาน พ่อถามนายคล้ายว่าฝ่ายก่อเหตุติดต่อมาบ้างมั๊ย? นายคล้ายตอบอย่างคมคายอย่างผู้ใหญ่ว่า. "เขายังไม่ได้ติดต่อมาเลยพี่เพียร. เขาอาจจะเห็นว่าเรายังอยู่ในช่วงเสียใจก็ได้"
    เมื่อมีการเลือกผู้แทนทุกคราว. ผมเห็นโปสเตอร์แผ่นเท่าสมุดวาดเขียนติดอยู่ที่เสาศาลาวัด และที่เสาร้านขายข้าวแกงในโรงเรียน. การหาเสียงที่วัดกันด้วยความดีนั้น ในหมู่บ้านหนึ่งๆจะติดแผ่นหาเสียงกันเพียงเล็กน้อย. แต่กระนั้นก็ตาม ที่ผมสงสัยอยู่เสมอ คือ ข้อความใต้ภาพของนายคล้ายที่เขียนว่า..."ทนายความ ชั้น ๑ "..นั้นหมายความว่าอะไร.  ?
    ผมเรียนกฎหมายจนถึงชั้นเนติบัณฑิต. โดยลืมไปว่า เมื่อตอนเล็กๆ เคยติดใจในเรื่องนี้. หลังจากที่ผมเป็นผู้พิพากษาได้ ๕ ปี ผมไปรับราชการประจำที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี.วันแรกที่ผมจะขึ้นพิจารณาคดี ผู้พิพากษารุ่นพี่ได้แนะนำว่า ที่สุราษฎร์มีทนายความอยู่คนหนึ่ง เป็น " ทนายความ ชั้น ๒ ". นั่นแหละ จึงทำให้ผมคิดถึงคำว่า ทนายความชั้นหนึ่ง ขึ้นมาอีกครั้ง. เพราะทนายความชั้นหนึ่งสามารถว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร และขณะว่าความในศาลทนายความชั้นหนึ่งมีสิทธิสวมครุย. แต่ทนายความชั้นสองว่าความได้บางจังหวัดและขณะว่าความไม่มีสิทธิสวมครุย. 
       

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

บทที่ ๑๔ จีนเชิงแส

บทที่  ๑๔  จีนเชิงแส......๐๐๐๐๐๐๐..............................................................................................................................................................................................+++++++++++
         บ้านเชิงแสเป็นชุมชนโบราณมานานกว่า  ๔๐๐ ปี แล้ว คำว่า "เชิงแส" มาจากภาษาขอมดั้งเดิม ในสมัยอยุธยาเขียนโดยใช้อักขระว่า "บารเชิงแสะ"  อ่านว่า " บ้านเชิงแส ".  ซึ่งแปลว่า "นาส่วนข้างล่าง" หรืิอ "บ้านปลายนา" ...เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...ชาวจีนมาอยู่ที่เชิงแสเมื่อใด?............๐๐๐๐๐๐๐๐..............................................................................................................................................................................................++++++++++
            บทนี้ผมจะกล่าวถึง "จีนเชิงแส"  ซึ่งกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้  เป็นบรรพบุรุษของชาวเชิงแสในปัจจุบันนับแล้วได้เป็นพันๆคน. จีนคนแรกเดินทางมาถึงเชิงแสในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ . ต่อมาได้มีชาวจีนเดินทางมาตั้งบ้านเรือนที่เชิงแสอย่างต่อเนื่อง. คนจีนที่มาอยู่ที่เชิงแสนั้น ไม่ได้มุ่งตรงมาเลยทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางช่วงที่ ๒  คือ ได้มาอยู่ที่ตำบลอื่นก่อน แล้วต่อมาจึงมาอยู่ที่เชิงแส. ยกตัวอย่าง เช่น "จีนซุนเฮาะ" ทวดของผม เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับน้องชายคนหนึ่ง ชื่อว่า "จีนผ้อง". เมื่อมาถึงแผ่นดินไทย จีนซุนเฮาะและจีนผ้องสองพี่น้องได้พักอาศัยอยู่ที่ตำบลระวะก่อน แล้วเฉพาะจีนซุนเฮาะผู้พี่ จึงเดินทางต่อมาที่บ้านเชิงแส. ซึ่งขณะนั้นได้มีคนจีนอาศัยอยู่บ้างแล้ว เช่น เตี่ยของแปะล่อง บ้านตั้งอยู่ใกล้วัดเอก , ....+++...ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องถึงรัชมัยต่อมา มีชาวจีนมาอาศัยอยู่ที่เชิงแส ดังนี้...... "ก๋งเซ่งคุ่น"  ,  "ก๋งยี่เซ่ง"  ,  "ก๋งซุนเฮาะ" ,   "ก๋งจิ้ว" ,   "ก๋งเม้งกี่  แซ่ออง"  ,  "ก๋งเอี่ยม"  ,  "ก๋งสุย"  ,   "ก๋งหลีย่อง"  ,  "ก๋งกู้เซ่ง"  ,  "ก๋งฉาวเท่า"  , "ก๋งกี่เตียง"  , "ก๋งกี่โถ"  , "ก๋งกี่เท่า" , "ก๋งนอง" , "ก๋งโหย แซ่อุ่ย" ...นอกจากนั้นยังมีคนจีนที่ผมไม่ทราบชื่อแต่ทราบสายสกุลลูกหลาน เช่น ทวดของน้าแอบ ชัยเชื้อ ก็เป็นคนจีน. ต้นสกุลนิลวงศ์พ่อของกำนันฉิ้น ก็เป็นคนจีน . ศพคนจีนซึ่งตั้งอยู่ที่เนินดินนาของลุงอิ่มป้าเป้า ก็เป็นจีนแน่นอน.  ชาวจีนเชิงแสจึงมีอยู่มาก มากมานานแล้ว ทำให้เข้าใจผิดไปว่าชื่อบ้านของแม่มาจากคำว่า ซินแส  ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย... เชิงแส ไม่ได้มาจาก ซินแส แต่อย่างใดทั้งสิ้น...........๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐................................................................................................................................................................................+++++++
           ขณะนี้ผมได้เตรียมที่ดินได้แปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ตั้งอยู่ที่สวนตีนที่ "หนองไอ้เสือ" ใกล้กับเลียบหัวโจรซึ่งเป็นที่ฝังศพก๋งของผม  ผมตั้งใจว่าในชีวิตของผม ผมจะสร้าง  "สุสานจีนเชิงแส"  ขึ้นให้ได้ . ,ผมขอเล่าประวัติที่ดินแปลงนี้เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงพระคุณของเจ้าของที่ดินเดิม. ที่ดินแปลงนี้เดิมเป็นของ "ทวดขวัญแก้ว" ทวดชายท่านนี้มีที่ดินอยู่พอสมควร แต่ทวดไม่มีบุตร ครั้นชราเจ็บป่วยลง ได้มีบุคคลสองคนไปช่วยดูแลปรนนิบัติ บุคคลทั้งสองนั้น คือ "ก๋งผอม" ลูกชายของก๋งซุนเฮาะ กับ "คุณตายน"  ทวดขวัญแก้วจึงยกที่ดินประมาณ ๔ ไร่ให่ก๋งผอมและคุณตายนได้แบ่งกัน ... เมื่อก๋งซุนเฮาะเสีย ก๋งผอมจึงใช้ดินส่วนที่ได้แบ่งมานี้เป็นที่ฝังศพก๋งซุนเฮาะซึ่งเป็นบิดา...............................๐๐๐๐๐๐๐๐...............................................................................................................................................................................................+++++++
          คนจีนรุ่นแรกๆ ที่มาอยู่ในบ้านเชิงแสได้สืบทอดธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลไว้ที่เชิงแสหลายอย่าง. เช่น ภาษา , อาหาร , ประเพณีไหว้บรรพบุรุษ , เมื่อได้มาตั้งรากฐานที่แผ่นดินใหม่แล้ว ชาวจีนเหล่านี้ได้แต่งงานกับคนไทยสืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ุเป็นคนไทยเชื้อสายจีน บุคคลสำคัญแห่งบ้่านเชิงแสที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนท่านแรกที่ผมจะเล่าถึง คือ ..." พระราชปริยัติโกศล ( เสถียร  ฉันทโก  ป.ธ. ๙ ) "  เจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร์  เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพฯ ......๐๐๐๐๐๐๐๐๐.............................................................................................................................................................................................+++++++++
            ท่านเจ้าคุณเสถียรเล่าให้ผมฟังว่า  " เราเป็นคนบ้านเชิงแส  เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐  มีโยมก๋งสุยเป็นปู่ และก็มีโยมเตี่ยจูห้องเป็นพ่อ. เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเชิงแสของพระอาจารย์เมฆ เมื่อครบบวชแล้วท่านเป็นพระอุปปัชฌาย์บวชให้. บวชแล้วได้มาพักที่วัดกลางกับพระอาจารย์เขียว......+++
           

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ ๑๓ เชิงแสบ้านฉัน ; สารพันปกิณกะ

บทที่  ๑๓  " เชิงแสบ้านฉัน ; สารพันปกิณกะ "..........................................๐๐๐๐๐๐๐๐..................................................................................................................................................................................................++++++++++..........
          ผมตั้งใจจะเริ่มต้นบทนี้เสียก่อนทำบุญเดือนสิบ. เพื่อว่าลูกหลานของบ้านเชิงแสกลับไปทำบุญให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและบรรพชนผู้ล่วงลับแล้ว. จะได้มีเวลาพูดคุยสนทนากันถึงเรื่องที่ผมกล่าวถึงในบทนี้ หรือจะได้ไปดูสถานที่จริงกัน. เนื้อหาในบทนี้เป็นคำถามและคำตอบประมาณ ๕๐ หัวข้อ คล้ายๆ กระดานสนทนาความรู้เบ็ดเตล็ด ทำนองนั้น.  ผมขอเริ่มคำถามเลยนะครับ.............++++++, ๑. คำว่า  "เชิงแส" ไม่ได้มาจาก ซินแส อย่างแน่นอน แล้วคำว่าเชิงแส แปลว่าอะไร?  ๒. "วัดรักษ์" แห่งบ้านเชิงแสตั้งอยู่ที่ไหน? ๓. โรงสีแห่งแรกของบ้านเชิงแสซึ่งเป็นการร่วมหุ้นกันระหว่างครูหลัก มุสิกรักษ์ และ คุณตาปั้น สุวรรณโณ ต้องเลิกกิจการเพราะอะไร? ๔.ท่านรู้หรือไม่ว่า ที่เชิงแสเคยมีวิกหนัง ใครเป็นเจ้าของ และโรงภาพยนตร์แห่งแรกของบ้านเชิงแส ตั้งอยู่ที่ไหน? ๕. "นายศุข ประเพณีเชิงแส" ที่ปรากฏชื่อในแผนที่กัลปนาวัดพะโคะ เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อสามร้อยสามสิบกว่าปีมาแล้วนั้น นายศุขบรรพชนคนเชิงแสท่านนี้ ทำหน้าที่อะไร? ๖. "หนองปทิ่นพระครูเอก" คืออะไร และตั้งอยู่ที่ไหน?  ๗. ใครเป็นประธานทำพิธีเปิดโรงเรียนวัดเชิงแส (เมฆประดิษฐ์) ?  ๘. "คลองหมารัง" อยู่ที่ไหน? ๙. จุดแบ่งน้ำกลางทุ่งเชิงแสที่นับว่าเป็นสันปันน้ำให้ไหลไปทางทะเลหัวนอนและไปทางคลองโรงนั้น ตั้งอยู่ที่ไหน? ๑๐. ที่ชาวบ้านเชิงแสพูดว่ามีเบี้ยอยู่  "โขก" หนึ่ง นั้น หมายความว่ามีิเงินเท่าใด?...................๐๐๐๐๐๐๐๐.....................................................................................................................................................................................+++++++....
           ต่อไปเป็นคำถามข้อที่ ๑๑ ถึง ข้อที่ ๒๐ .,.....๑๑. ใครเคยเห็นเจดีย์ที่วัดเอกบ้าง?  , ๑๒. ชาวจีนเข้ามาอยู่ที่บ้านเชิงแสเมื่อประมาณรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ทำไมที่วัดเชิงแสใต้จึงมีป้ายสุสานของ "คนตระกูล ถู" ซึ่งป้ายดังกล่าวมีอายุสามร้อยปีเศษแล้ว เป็นเพราะเหตุใด ? , ๑๓. ก่อนที่จะเผาศพกันที่ป่าช้าในปัจจุบัน เดิมคนเชิงแสมีป่าช้าที่ไหน? , ๑๔. คำว่า "ทางรง" และ  "ชายดม" เป็นคำภาษาไทยใช่หรือไม่ และทั้งสองคำนี้ แปลว่าอะไร? , ๑๕. ชาวเชิงแสคนแรกที่ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา คือใคร? , ๑๖. ใครรู้จักกำนันคนแรกของตำบลเชิงแสบ้าง? ,๑๗. ขณะนี้ชาวเชิงแสบ้านใดยังใช้ "ป้อย" ตวงข้าวสารอยู่อีกบ้าง? , ๑๘. เครื่ิองบดยาของพ่อท่านเขียววัดกลาง อยู่ที่ใด? , ๑๙. มีใครรู้ประวัติของศพจีนที่ตั้งอยู่ที่นาของลุงอิ่มป้าเป้าบ้าง? , ๒๐. ลิเกคณะบุษบาแสดงที่เชิงแสกี่ครั้ง? .....คำถามทั้งหมดนี้ยากหรือเปล่าครับ?.....+++...ต่อไปคำถามคำตอบตั้งแต่ข้อที่ ๒๑ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ พืช และสัตว์น้ำ...จนถึงข้อที่ ๓๐ ..............๐๐๐๐๐๐๐...........................................................................................................................................................................................+++++++++.........
            เริ่มเลยนะครับ., ข้อที่ ๒๑. ท่านใดรู้จัก "มาบโปปุ้น" บ้าง? ,  ๒๒. รู้หรือไม่ว่า "เก๊กป้าพิน" กับ "จูดป้าจัน" เหมือนและต่างกันอย่างไร? , ๒๓. ท่านยังจำ "ปลาพรม" ได้อยู่อีกหรือไม่? , ๒๔. รู้หรือไม่ว่าที่ทะเลบ้านเชิงแสมี "ปลาวาฬหัวบาตร" อยู่จำนวนหนึ่ง และทั้งทะเลสาบสงขลาขณะนี้มีเจ้าหัวบาตรเพียง ๒๐ ตัวเท่านั้น? , ๒๕. ใครยังจำ "บ้านนายเรียว" อยู่อีกบ้าง ยกมือขึ้น? , ๒๖. ขณะนี้ "ต้นโพธิ์เล" ที่บ้านเชิงแสยังเหลืออยู่กี่ต้น? , ๒๗. "ลูกกลุ้มกล้ำตาวัว" เป็นอย่างไร ยังมีอยู่ที่เชิงแสอีกหรือไม่ ใครรู้บ้างช่วยตอบที? , ๒๘. ถ้ากลับบ้านเดือนสิบนี้ เรายังจะได้กิน "หวา , ผักริ้น , ขี้ไต้ " พืชน้ำทั้งสามชนิดนี้อีกหรือไม่? , ๒๙. ที่ว่า "คลองคด " นั้น มีทั้งหมดกี่คดกันแน่ ใครเคยนับบ้าง? , และ ข้อที่ ๓๐. ท่านทราบหรือไม่ว่าที่ทะเลบ้านเรา มีการพบปลากระเบนพันธุ์ใหม่ของโลก และมีการตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่สงขลาว่า "SINGOREAN" ...๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐.............................................................................................................................................................................+++++++++++......
             ต่อไปเป็นกระดานสนทนาคำถามคำตอบเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้. ข้อที่  ๔๑.บ้านใครยังคงใช้ "ไม้ขัดหม้อ" อยู่บ้าง? , ๔๒. กระสอบที่เชิงแสมีกี่ชนิด  ท่านรู้จักเครื่องใช้ที่ชื่ออย่างนี้หรือไม่ "สอบนั่ง"  , "สอบนอน"  ,  "สอบหนาด"  , "สอบปู้เท้" ?  ๔๒. ลูกหลานบ้านเชิงแสยังจำ "ครกบด" กับ "ครกสี"  ได้อยู่หรือไม่?  ,  ๔๔. เครื่องมือใช้หาปลาที่เรียกว่า "หยรุด " กับ "สร้อน" ต่างกันอย่างไร? , ๔๕. ที่บ้านใครยังใช้ "ตะเกียงเจ้าพายุ" ช่วยบอกด้วย?  ,  ๔๖. บริเวณที่เรียกกันว่า "ดอนนายสน" เคยมีการตั้งบ่อนไก่ชน ระยะเวลาที่ขันน้ำจม ชาวบ่อนว่า "อัน" ใครนึกออกบ้าง? , ๔๗. ท่านรู้จัก "ไม้หมก" หรือไม่ เมื่อเด็กๆ ใครเคยโดนไม้ชนิดนี้บ้าง ยกมือขึ้น? , ๔๘. ท่านรู้จัก "หินเหล็กไฟ" ที่ใช้ตีเพื่อจุดยาสูบ หรือไม่ ? , ๔๙. ในงานไหว้ทำไมต้องใช้พลูจากตำบลคูเต่า ? , ๕๐. "ชัว" คืออะไร? ชาวเชิงแสคนใดเรียกชัวว่า " microphone".................๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐......................................................................................................................................................................................++++++++++++++......
               คงต้องต่อคำถามไปอีกเสียแล้ว เพราะยังมีปกิณกะของบ้านเชิงแสอยู่อีกพอควรที่เดียว . ต่อข้อที่ ๕๑.  "พระเขน"  กับ  "เขน" ต่างกันอย่างไร? ,  ๕๒. พ่อท่านเมฆห้ามมิให้ใครเอาใบจากที่กอจากวัดหัวนอนไปสูบยา  หากใครสูบเข้าจะเป็นโรคอะไร? , ๕๓. ขณะนี้ที่บ้านเชิงแส ใครยังคง "เหนียดยา" อยู่อีกบ้าง? ,  ๕๔. ลิเกที่มาแสดงที่เชิงแสมากครั้งที่สุด  คือ ลิเกคณะ "แก้วราหู" ใช่หรือไม่? , ๕๕. เด็กที่เชิงแสคนใดยังเล่น  "เมืองลูกฉุด"  "ม้าหางแดง"  และ " ไม้ขวิด" อยู่อีกบ้าง ?  , ๕๖. ท่านยังจำ "ตับจาก" ได้หรือไม่? , ๕๗. คาถาที่ชาวเชิงแสใช้รักษาคนที่ถูกหมากัด มีว่าอย่างไร? และเพราะเหตุใดขณะที่รักษาต้องใช้การพ่นหมากพร้อมกับ "เหยียบ" ไปด้วยพร้อมๆ กัน ? , ๕๘. ชาวจีนที่เชิงแสมีทั้งหมด ๑๐ ตระกูลใช่หรือไม่? ใครเป็นลูกหลานของ  "จีนกี่ย่อง"  , "จีนเอี่ยม"  ,  "จีนกี่เถ้า"  ,  "จีนนอง"  , "จีนโหย แซ่อุ่ย"  บ้าง ยกมือขึ้น?

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทที่ ๑๒ เชิงแส ;ริมเล เสน่ห์บ้านนา

บทที่ ๑๒ เชิงแส ;ริมเล เสน่ห์บ้านนา


        บ้านนาบ้านนอกแต่ละที่แต่ละแห่งนั้น แม้จะเป็นชุมชนของคนชนบทเหมือนกันก็ตาม แต่ความมีเสน่ห์ของแต่ละที่ไม่เหมือนกันครับ บ้านนาของอีสานตอนล่างแถวๆลำน้ำมูล มีเสน่ห์ของความอดทนในการต่อสู้กับความแห้งแล้งและบรรเจิดของความหวังเมื่อถึงคราหน้าเกี่ยว ประมาณเหมือนที่พงศ์เทพ กระโดนชำนาญ บรรยายว่า..."กำด้ามเคียว มือเรียวเกี่ยวรับรวง รวงข้าวลีบร่วงลงดิน"...+++..ส่วนเสน่ห์ของท้องทุ่งบ้านนาภาคกลางนั้น ต่างแบบจากอีสานอยู่มากทีเดียว เพราะบ้านนาภาคกลางจะมีบรรยากาศของคุ้งน้ำเข้ามาเสริมเสน่ห์ทุ่ง เอาเป็นว่าอย่างที่ ศรคีรี ศรีประจวบ บรรยายไว้ในเพลง "ทุ่งรัก" ที่ว่า..."แดดบ่ายปลายคุ้ง ท้องทุ่งรวงทอง ฝนทรงเมื่อเดือนสิบสอง หัวใจพี่กลับนองรักน้องนางทุ่ง ...กระจับ จอก แหน เป็นแพลอยติดก้นคุ้ง.."...+++...สำหรับบ้านนาบ้านทุ่งอย่างบ้านเชิงแสบ้านแม่ของผม ก็มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเดิมผมเคยคิดว่าเป็นเสน่ห์ความงามของแปลงนาระหว่างต้นตาลนับแสนต้นริมทะเลสาบสงขลา ที่มีการทำนาโดยชาวไทยใต้ผสมเชื้อสายจีน..เดิมผมคิดอย่างนั้นจริงๆ คิดมานานแล้ว...แต่เพิ่งรู้ตัวว่า ที่ผมคิดไว้นั้น ไม่น่าจะใช่ ...เพราะแท้จริงแล้ว เสน่ห์ของบ้านนาเชิงแสกลับอยู่ที่..."สำรับบ้านนา อาหารบ้านทุ่ง" ต่างหาก...ดังนั้นบทนี้ผมจะเล่าถึงเรื่องเสน่ห์ด้านอาหารการกินสำรับกับข้าวของชาวเชิงแสครับ รับรองว่า ทุกสำรับนั้นเป็นของหากินยากเสียแล้วในยุคนี้ขณะนี้ ยกตัวอย่างให้ฟังก็ได้ เช่น...++.๑."น้ำเคยปากไห"...++.๒."หนาง"...++.๓."เคยจี"...++.๔."กุ้งเค็ม สูตรป้าเพียร"...++.๕."ขนมม่อซี่ สูตรป้าลับ"...++.๖."หมูต้มส้มแขก"...++.๗."ไข่ปลาเจี้ยน"...++.๘."ปลาดุกร้า"...++.๙."ต้มเลือดเครื่องในหมู"...++.๑๐."เหนียวงานไหว้"...++.๑๑."ปลาริ้วจี กับ ปลาตรับอับเกลือ"...++.๑๒."น้ำเคยขี้ปลาเด"...++.๑๓."ต้มเค็มลูกคลัก"...++.๑๔."หนมโคหัวล้าน"...++.๑๕."ลาซับน้ำผึ้ง"...ฯลฯ...ซึ่งผมขอเริ่มจาก"หมูต้มส้มแขก" และ "ต้มเลือดเครื่องในหมู" ก่อนนะครับ

        เสร็จจากงานทำบุญชักพระวันออกพรรษาแล้ว คู่บ่าวสาวที่ผู้ใหญ่และคนเถ้าคนแก่ได้ "แหลงกันไว้แล้ว" ก็ดูฤกษ์งามยามวันดีกำหนดการงานแต่งที่เรียกว่า "ยกหัวขันหมาก" เด็กๆอย่างผมและเพื่อนๆก็เฝ้ารอฟัง "เสียงเครื่องไฟ" ซึ่งเจ้าภาพบ้านเจ้าสาวได้ว่ามาเปิดไฟฟ้าแทนแสงตะเกียงและเปิดเพลงในงาน งานแต่งงานมงคลสมรสนั้นที่เชิงแสบ้านผมเรียกว่า "งานไหว้" งานไหว้งานนี้เจ้าสาวเป็นชาวเชิงแส เธอชื่อว่า "พี่น้อย" พี่น้อยเป็นหญิงสาวที่สวยมาก หน้ารูปไข่ ไว้ผมยาว ร่างสูงเหมือนคุณตาของเธอ แต่ผิวนวลนั้นออกจะคล้ำไปหน่อย ทั้งๆที่แม่และพ่อของพี่น้อยที่ผมเรียกว่าน้า เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ความสวยของพี่น้อยเป็นความสวยแบบธรรมชาติสาวบ้านนา สวยโดยไม่ต้องใช้ครีมไข่มุกกวนอิม ของนายห้างประจวบ จำปาทอง บ้านของพี่น้อยเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงดูสะอาดตาตั้งอยู่ที่ชายคลอง ผมไม่ได้พบพี่น้อยเธอบ่อยนักเพราะเธอไปเรียนตัดเสื้อที่ในเมือง เรียนจบแล้วก็มีจักรเย็บผ้ามารับจ้างเย็บเสื้อเย็บผ้าที่บ้าน ต่อเมื่อถึงหน้านานั่นแหละผมจึงได้พบพี่น้อยบ่อยขึ้น ซึ่งก็นับว่านานๆครั้งเพราะนาอยู่คนละที่กัน การ "เข้างาน" ในงานไหว้ครั้งนี้จะมีขึ้นที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว...งานไหว้จัดขึ้น ๓ วัน วันแรกเป็นวันก่อนเข้างาน เครื่องไฟเริ่มมาตั้งแต่เช้าของวันนั้น วันที่สองเป็นวันเข้างาน มีการเลี้ยงแขกกินงานกินเลี้ยงกันทั้งวันจนถึงมื้อค่ำ วันที่สามเป็นวันไหว้ ขันหมากของเจ้าบ่าวมาถึงและพิธีไหว้มงคลสมรสอยู่ในวันที่สามนี้...ตั้งแต่เริ่มงานวันแรก แม่และญาติพี่น้องตลอดจนเพื่อนบ้านที่เป็นผู้หญิงนำโดยคุณน้าเอื้อนภรรยาของคุณครูบวร ได้มาช่วยกันจัดครัวใหญ่เป็นที่หุงข้าวต้มแกงที่กอไผ่ริมรั้ว ภายในเขตบ้านเจ้าสาวบริเวณด้านหลังบ้าน ส่วนน้าหลวงฝ่ายชายที่ชำนาญการนึ่งข้าวด้วยกะทะใบบัว ก็มาเตรียมก้อนเส้าใหญ่ตั้งเตาที่ใต้เงากอไผ่ใกล้ๆกัน และที่ขาดไม่ได้เลย! ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด! สำหรับบุคคลที่คล่องงานโยธาสารพัดอเนกประสงค์ ก็คือ "บ่าวหมุน" แห่งบ้านโคกพระท่าคลองหัวนอน บ่าวหมุนเป็นชายร่างค่อนข้างหนา สูงราว ๑๗๐ เซนติเมตร เห็นจะได้ บ่าวหมุนได้มาช่วยงานของชาวเชิงแสทุกงาน บ่าวหมุนถนัดงานสารพัดที่เป็นงานหนักต้องใช้แรงกาย ไม่ว่าจะเป็นตักน้ำ เฉียงฟืน หาบถ้วยจานชามมาจากวัด แบกข้าวสาร เป็นต้น ...ภาพของบ่าวหมุนอยู่ในความทรงจำของผมอยู่เสมอมา...ขออภัยจริงๆ หากผมจะกล่าวว่า เมื่อผมเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผมตั้งความหวังว่า ผมจะโชคดีอย่างยิ่ง หากในศาลที่ผมเป็นหัวหน้านั้นมีเจ้าหน้าที่ศาลที่เป็นคนขยันการงาน ซื่อสัตย์ และไม่มีปากมีเสียงเช่นเดียวกับบ่าวหมุน...+++..การเข้างานอย่างนี้ แม่ครัวนับว่าสำคัญมาก คุณน้าแม่ของพี่น้อยและป้าหนูยายของเธอ นัดพูดคุยวางแผนงานครัวกับคณะฝ่ายแม่ครัวมานานหลายวันแล้ว เพราะต้องเตรียมการหลายอย่าง ตั้งแต่การโดยสารเรือยนต์ไปซื้อ หอม กระเทียม ส้มแขก น้ำตาลทราย น้ำปลา ซีอิ๊ว และขนมโรง ที่ตลาดพัทลุง ซึ่งคนเชิงแสบ้านผมเรียกตัวเมืองพัทลุงว่า "สี่กัก" คือ สี่แยก นั่นเอง จะไปพัทลุงก็บอกว่าไปเมืองลุงไปสีกัก นอกจากนั้น ก็ยังต้องเตรียมการเรื่องอาหารคาวอาหารหวานไว้เลี้ยงแขกหลายหม้อให้พอเพียง ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ขนมสำหรับคู่แต่งงานใหม่ต้องนำไปไหว้คนเฒ่าคนแก่ในเวลากลางคืนหลังวันแต่งประมาณ ๓ วัน อันนี้เป็นธรรมเนียมสำคัญของชาวบ้านเชิงแสเลยทีเดียว

        เช้าวันแรกนั้น แม่และฝ่ายหญิงฝ่ายต่างนำ "เหล็กขูด" มีดหั่นหมู เขียง ครกตำเครื่องแกง กันไปที่บ้านงานเตรียมช่วยทำครัว เมื่อไปถึงก็ได้ยินเสียงน้าเอื้อนสั่งบ่าวหมุนว่า "เหล็กขูดไม่พอคน หมุนช่วยไปเอาเหล็กขูดจากครัววัดกลางมาให้ที" หลังจากนั้นไม่นานน้าท้วมก็หาบหมูมาให้แม่ครัวช่วยกันหั่นเป็นชิ้น น้าท้วมบอกว่า เดี่ยวน้าหีดภรรยาแกจะนำเลือดหมูตามมา ให้ได้ต้มจืดเลือดหมูกับเครื่องในกินกันก่อน พวกแม่ครัวฝ่ายหญิงตั้งวงขูดมะพร้าวกันบนเสื่อพวกหนึ่ง มะพร้าวนี้ญาติๆของฝ่ายเจ้าบ่าวนำมาให้นับร้อยลูก เป็นมะพร้าวจากเกาะใหญ่ทั้งนั้น ฝ่ายหญิงอีกพวกที่บนแคร่ไม้ต่างเริ่มลงมือช่วยหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นๆ น้าเอื้อนล้างส้มแขกผึ่งลมไว้ให้พอนิ่ม...ที่บนบ้านพี่ผู้หญิงสาวๆ ช่วยกันติดสายรุ้งหลากสีสวยงามเป็นรัศมีกลมกระจายไปโดยรอบที่ห้องโถงของบ้าน ส่วนคนแก่ๆฝ่ายหญิงดูความเรียบร้อยของหมากพลู...และห้องหอซึ่งต่อเติมออกไปทางทิศตะวันออกของตัวบ้านใหญ่ งานทุกอย่างราบรื่นสมกับเป็นงานมงคลจริงๆ....+++..ไม่นานนักน้าหีดก็หาบเลือดหมูมา โดยมีลูกชายรุ่นเดียวกับผมเดินตามมาด้วยและในมือของเขานั้นได้ถือของสำคัญอย่างยิ่งมา นั่นคือ "กระเพาะเยี่ยวหมู" ๒ กระเพาะ ที่ว่าสำคัญก็เพราะเด็กๆจะได้นำมาเตะเล่นเหมือนลูกฟุตบอล น้าท้วมบอกว่าให้เป่าลมเสียใหม่ให้ตึงๆ น้าหลวงคนครัวจึงให้ไปหักก้านมะละกอที่หน้าบ้านครูบวรมาเป็นท่อเป่า ได้ก้านมะละกอมาแล้ว น้าท้วมเสียบก้านมะละกอด้านหนึ่งเข้าไปในกระเพาะหมู แล้วให้เด็กๆช่วยจับปากกระเพาะไว้ให้แน่น น้าเป่าลมเข้าไปไม่กี่พรืด กระเพาะหมูก็ตึง พวกเราช่วยกันใช้ยางรัดจนแน่น แล้วเฮโลพากันไปเตะกันอย่างชุลมุนแสนสนุก โดยมีเสียงผู้ใหญ่ตะโกนมาว่า "พากันไปฉัดไกลๆ ผู้ใหญ่จะทำครัว"

         "ต้มเลือดเครื่องในหมู" มีชื่อเรียกอีกให้สั้นเข้าอีกอย่างว่า "ต้มเลือดหมู"...เป็นแกงจืดที่อร่อยมาก และนานๆจึงจะได้ทำกันสักครั้ง เนื่องจากต้องใช้เลือดหมูสดและเครื่องในหมูทุกอย่างผสมกันต้มเป็นหม้อใหญ่ๆ แกงประเภทนี้เป็นแกงรวมทำกินกันก่อนในหมู่วงของเจ้าภาพ,ยกใส่ถาดให้ผู้อาวุโส และล้อมวงกินกันในพวกคนครัวผู้มาช่วยงาน...คือเป็นแกงในครัว ไม่นำไปเลี้ยงแขก...วิธีทำไม่ยากเลย เริ่มจาก ตั้งหม้อใหญ่ใส่น้ำต้มให้เดือด ใส่เลือดหมู ตามด้วยชิ้นของเครื่องใน ประเภท ตับ ปอด ใส้อ่อน ต่อด้วยหมูสามชั้นหั่นชิ้นเล็กๆ หัวหอมปอก ๒ กำมือใหญ่ๆ ต้มจนเดือดพอสุก ใส่เกลือ น้ำตาลเพื่อชูรส ปิดท้ายด้วยพริกไทยดำตำละเอียด ขณะที่แกงเดือดอยู่นั้น ก็เตรียมตัวล้อมวงรอชิม ท่ามกลางไอหอมของต้มเลือดหมู...พี่ละอองบอกว่า "สุกแล้วๆ จัดเท่ให้คนเฒ่าคนแก่เลย"...+++ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้อาวุโสทั้งคุณตาคุณยายที่นั่งยนหมากเคี้ยวพลูกันอยู่ที่บนบ้านนั้น มีบุคคลสำคัญสำหรับงานไหว้คนหนึ่งด้วย ท่านผู้อาวุโสท่านนี้ คือคนที่ผมเรียกว่า "ลุงมุก" ลุงมุกป้าจันบ้านตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดหัวนอน ลุกมุกเป็น "หมอทำขวัญบ่าวสาว"...งานแต่งงานที่บ้านเชิงแสนั้น มีหมอทำขวัญบ่าวสาว เช่นเดียวกับงานบวชท่ี่ต้องมี หมอทำขวัญนาค หมอทำขวัญบ่าวสาวทำหน้าที่ให้พรและสั่งสอนอบรมทุกเรื่องให้คู่บ่าวสาวทราบ ใช้เวลาสั่งสอนอบรมในวันพิธีนานมากๆเลยทีเดียว ...เรื่องที่สอนก็เช่น การครองรัก การครองเรือน การทานอาหารที่ทำให้มีน้ำนม การเลี้ยงลูก เยอะมากเลย...ผมกับพี่ๆผู้หญิงลูกสาวของลุงมุกสนิทกันทุกคน เพราะเมื่อผมเป็นเด็กผมไปกินข้าวที่บ้านลุงมุกหลายครั้ง อีกทั้งลูกชายคนเล็กของลุงมุกกับผมก็เป็นเพื่อนกัน เขาชื่อว่า "แก้ว" เมื่อหลายปี่ก่อนผมขับรถเช่าจากสนามบินหาดใหญ่ ผ่านวัดพะโคะเมื่อเย็นมากแล้ว วันนั้นมีงานที่วัดพะโคะ ผมได้พบกับแก้วเพื่อนเก่าของผม เมื่อผมไปทัก แก้วจำผมได้ และถามผมว่า "มึง กร ลูกน้าเพียร หมันไหม้?" ผมตอบว่า "หมันแล้วแก้วเหอ" แก้วเลยบอกว่า "หลบบ้านอีกคราวหลัง ขอให้ซื้อกางเกงขายาวมาฝากสักตัว" ผมโชคดีอยู่อย่างที่กลับเชิงแสครั้งใด ก็มักจะพบเพื่อนๆ เมื่องานทำบุญทอดผ้าป่า ที่ป่าช้าเชิงแส วันที่ ๑๑ เมษายนที่ผ่านมา ได้พบเพื่อนเก่าอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า "แจก" เราพบกันขณะผมกำลังถ่ายภาพวัดกลาง แจกจำผมไม่ได้ แต่ผมจำเขาได้ดี ถามว่าแจกจะไปไหน แจกว่า "ไปวัดเอก" ผมเลยขับรถไปส่งแจกที่วัดเอก แจกเขาเป็นเจ้าประจำกับวัดเอก ผมส่งแจกลงจากรถแล้ว พาไปนั่งที่หน้าโรงครัวตามที่แจกต้องการ แล้วผมขอถ่ายภาพของแจกมา ๑ ภาพ แจกวางมาดยิ้มเย็นให้ผมเก็บภาพด้วยความเต็มใจ...ทั้งแจกและแก้วเป็นเพื่อนเก่าของผมครับ...เพื่อนเก่าที่เชิงแส...!..........๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐................................................................................................................................................................................+++++++++++++++.................
              หลังจากอิ่มม้ือเช้าด้วยอาหารบ้านทุ่งตำหรับเชิงแสแล้ว . แม่ครัวทุกคนเริ่มหั่นหมูกันต่อ เพราะจะต้องทำกับข้าวชนิดแรก นั่นคือ "ต้มส้มแขก" .สำรับประเภทนี้ พอที่จะจัดเข้าในประเภทแกงจืดได้เหมือนกัน แต่เป็นแกงจืดที่มีรสชาดของความเปรี้ยวนำ ตามด้วยหวานอมเค็ม น้าเอื้อนหัวหน้าแม่ครัวตั้งกระทะใบบัวบนก้อนเส้า. แล้วใส่น้ำสามส่วนสี่  เติมฟืนเร่งไฟจนน้ำเดือด น้าบอกให้ลูกมือนำหมูเนื้อแดงและหมูสามชั้นชิ้นใหญ่เท่าหมูพะโล้ มาใส่ลงในกระทะ . เมื่อหมูสุกจนนุ่มดี ก็ใส่ซีอิ๊วขาวลงไป ตามด้วยเกลือและน้ำตาลทราย. ได้ที่แล้วจึงใส่ชิ้นส้มแขกหลายฟายมือ  ตั้งไฟต่ออีกไม่นาน. รสแกงหอมอร่อยก็อวลกลิ่นทั่วลานเงาไผ่ . เป็นกลิ่นแกงกลิ่นกับข้าวแรกของงานไหว้. ขณะเดียวกัน น้าหลวงฝ่ายชายก็เริ่มนึ่งข้าว ด้วยกระทะใบบัว  ครอบด้วยถังใหญ่ ใต้ถังเป็นถาดข้าวสารน้ำปริ่ม  วางเป็นระเบียบอยู่ในชั้นไม้เนื้อแข็งประมาณ ๑๒ ถาด. เป็นวิธีหุงข้าวที่แปลกตามาก ถ้าไม่ใช่งานไหว้อย่างนี้ ก็มักจะไม่หุงกัน . งานแต่งพี่น้อย แม้จะเป็นคนเชื้อจีน แต่บ้านนาบ้านทุ่งอย่างบ้านเชิงแส อย่างนี้ กับข้าวเลี้ยงแขกอีกอย่างที่ ขาดไม่ได้ นั่นคือ "แกงคั่ววัว"  ซึ่งจะมีการตีหัววัว ก่อนมีการชำแหละ. ทำไมไม่ฆ่าวัวโดยวิธีอื่นก็ไม่รู้ . แกงคั่วเนื้อวัวเป็นอาหารเลี้ยงแขกประเภทแกงเผ็ด . ปัจจุบันเรียกกันติดปากว่า "คั่วกลิ้ง" . ชื่อที่เรียกว่าคั่วกลิ้ง  ผมเพิ่งได้ยินครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๓๙  ปีนั้นผมรับราชการที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี. แต่วิธีทำคั่วกลิ้ง กับวิธีทำคั่ววัวที่เชิงแสบ้านผมนั้นแตกต่างกัน.  เอาคร่าวๆ ก็คือ คั่ววัวที่เชิงแสเป็นคั่วแห้งที่ใส่กะทิ ...+++.ซึ่งแม่ครัวที่ขูดมะพร้าวเสร็จแล้ว ได้เตรียมช่วยกันทำเครื่องแกง ...เรียกว่า "ทิ่มเครื่อง" คือตำเครื่องแกงนั่นเอง....+++ เสียงตำเครื่องแกงหลายครก ดังสนั่นทั่วคลองเชิงแส . ในขณะที่เสียงเครื่องไฟก็เริ่มเปิดเพลง...++++."ขันหมากมาแล้ว"...ของขุนพลเพลงชื่อดังแห่งยุค "ยงยุทธ  เชี่ยวชาญชัย"...จากนั้นก็ต่อด้วยเพลง "รักพี่จงหนีพ่อ" ...แล้วเป็นเพลง "สัจจะชาวนา" ...ซึ่งมีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า ..."พี่เป็นคนจน  รถยนต์ก็ไม่มีจะขี่  มีแต่เกวียนเทียมควายชั้นดี อยากเอาไปให้ขี่ก็อายเหลือทน...",..และเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่ทราบ เมื่อจบเพลงชุดของยงยุทธ เชี่ยวชาญชัย  แล้ว . เพลงชุดใหม่ของขุนพลเพลงจากราชบุรี ที่ชื่อว่า "เพชร โพธาราม " ก็ดังขึ้น .,..ใช่แล้วครับ ...+++ " รักคนชื่อน้อย"...+++.ชื่อเดียวกับเจ้าสาวของงานนี้  นั่นเอง........๐๐๐๐๐.....................................................................................................................................................................................................++++++++...........
          เพลง "รักคนชื่อน้อย" ... ขึ้นต้นว่า ..."ผมหลงรักคนผู้หญิงชื่อน้อย  เฝ้ารัก  เฝ้าคอย  แต่น้อยไม่ยอมเห็นใจ  เมินหน้าหนีไม่มีเยื่อใย  ไม่แลเหลียว  ไม่ยอมเคียงใกล้ ...โอ้! ..ใจน้อยดำเหลือทน..+++"...เพลงนี้ผู้แต่ง คือ "ครูสุชาติ  เทียนทอง"..เพชร  โพธาราม ร้องเพลงไว้มาก . ที่ดังติดใจแฟนเพลงลูกทุ่งอีก  คือ เพลง .." ต.ช.ด. ขอร้อง" และเพลง " สุโขทัยระทม" ที่แต่งโดย "ครูจิ๋ว พิจิตร " (ซึ่งเป็นชาวอ่างทอง) ...+++...ระหว่างที่ฟังเพลงจากเสียงเครื่องไฟงานไหว้อยู่อย่างเพลิดเพลิน. น้าเล็กผู้ที่มีฝีมือเลิศรสด้านการทำขนม โดยเฉพาะขนมชั้น ก็เตรียมการหุงข้าวเหนียว  เพื่อทำ "เหนียวงานไหว้"  คุณยายหนูและพี่น้อยเจ้าสาวลงจากบ้านมาเพื่อจะช่วยทำ "หัวเหนียว" ทุกคนร้องห้ามบอกว่า. พี่น้อยไม่ต้องช่วยหรอก เจ้าสาวไม่ต้องช่วย เดี๋ยวจะเหนื่อย ให้ไปพักผ่อน . เจ้าสาวนี่ที่เชิงแสไม่ได้เรียกเจ้าสาวหรอกครับ เรียกว่า  "นางสาว" ฟังแล้วแปลกดี...การทำเหนียวงานแต่งงานหรืองานไหว้คราวนี้ ทุกคนที่มาช่วยทำครัวต่าง ช่วยกันนำ "สรวด" ซึ่งภาคกลางเรียกว่า "หวด" มาเป็นภาชนะในการนึ่งข้าวเหนียว . นับรวมแล้วถึง ๑๐ ใบ ซึ่งล้วนแต่เป็นสรวดดินเผาอย่างดีจากเกาะยอทั้งสิ้น. บริเวณที่นึ่งข้าวเหนียวก็อยู่ใกล้ๆ กับที่ตั้งวงกันขูดมะพร้าวนั่นเอง  น้าเล็กบอกว่าเมื่อนึ่งข้าวเหนียวเสร็จแล้ว ชั้นที่จะทำ "เหนียวหลบ" ต้องไปทำในครัวบนบ้าน . น้าเล็กดูจะระวังเรื่องความสะอาดของข้าวเหนียวเป็นพิเศษจริงๆ  แต่ที่สำคัญแม่บอกว่าเหตุที่ต้องหลบเหนียวกันบนบ้าน เพราะไม่อยากให้กะทิอยู่ใกล้ความร้อนหรือบริเวณที่มีแสงแดด . จึงต้องทำเหนียวหลบที่บนครัวซึ่งเป็นที่ร่ม ...ผมลืมบอกไปว่า คำว่า "เหนียวหลบ หรือ หลบเหนียว" ของบ้านเชิงแส นั้น กรุงเทพฯ เขาเรียกว่า "ข้าวเหนียวมูน" ...ซึ่งที่กรุงเทพฯ ร้านที่แพงและพอจะอร่อยก็มีร้าน " ก พานิช" " ถนนตะนาว ไม่ไกลศาลฎีกานัก ....+++..ในการทำเหนียวงานไหว้ไว้เลี้ยงแขกครั้งนี้ แม่รับทำ "หัวเหนียว" เพราะแม่มีฝีมือทำขนมอร่อยหลายชนิดขนม ยกตัวอย่าง เช่น ขนมถาด , ขนมเท่ดิบ , ขนมเท่สุก , และขนมมันโท้นึ่ง (ที่กรุงเทพฯ คือ ขนมมันสำปะหลังนึ่ง) ทุกชนิดที่กล่าวถึงนั้น ผมพยายามหาที่กรุงเทพฯ แล้ว . ไม่มีที่ไหนเท่าฝีมือแม่...! พูดตรงๆ นะครับ ขนาดว่าที่ "ร้านศิลปาชีพ ๙๐๔" ซึ่งมีบรรจุภัณฑ์ที่ดี และขนมมันนึ่งหลากสีสวย แต่รสชาติก็สู้มันโท้นึ่งฝีมือแม่ไม่ได้จริงๆ...เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะขนมของแม่ใช้น้ำตาลโตนด จึงทำให้รสหวานของขนมเป็นรสหวานนวล ไม่หวานแหลม นั่นเอง........๐๐๐๐๐๐๐๐๐......................................................
        (ขณะนี้มีข้อขัดข้องด้านการเผยแพร่ข้อความและภาพ  ผมพยายามแก้ไขหลายครั้งแล้ว ยังไม่สำเร็จ การเผยแพร่เพิ่มเติมใช้เวลานานมาก บางครั้งเพียง ๑ ย่อหน้า ต้องใช้เวลาถึง ๒ ชั่วโมง...สอบถามผู้รู้บางท่านบอกว่า เป็นเพราะข้อมูลมากเกินไปหรือเปล่า? ก็ จะรีบแก้ไขครับ ...จะให้ทันขันหมากเจ้าบ่าวพี่น้อย...เรื่องข้อขัดข้องในการเผยแพร่ข้อความนี้ ไม่รู้ว่า "บ่าวหมุน" แห่งบ้านเชิงแส,โคกพระ . จะช่วยผมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้?...เพราะนี่ใช้ระบบ "3G"...แต่ที่เชิงแสนั้นมีแค่ 2G ...คือ "เคยจี กับ ปลาจี"..ครับผม.........๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐............................................................................................................................................................................................++++++++++++++++++................
            เมื่อคืนวันศุกร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ใครได้ดูข่าวในพระราชสำนักบ้างไม่ทราบ?   หากใครได้ดู ก็จะได้เห็นข่าวที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินไปที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง นครศรีธรรมราช . และได้ทอดพระเนตร พันธ์ุข้าวพื้นเมือง ประมาณ ๓ สายพันธ์ุ  หนึ่งในนั้น มีพันธ์ุ   "ไข่มดริ้น" .รวมอยู่ด้วย ดูข่าวแล้วให้คิดถึงบ้านแม่ที่เชิงแส . ซึ่งขณะนี้ทุุ่งท้องนาแห่งบ้านเชิงแสไม่มีข้าวไข่มดลิ้นเสียแล้ว . จะมีก็แต่เรื่องราวที่ผมเล่าไว้ในบทที่ ๖ ...ช่วงนี้งานผมยุ่งมากจริงๆ ไม่ได้เขียนเล่าบ่อยนัก เว้นแต่มีเรื่องที่เห็นว่าสำคัญ . ที่เกี่ยวพันกับบ้านเรา . สำหรับภาพต่างๆ ก็เพียงแต่เตรียมไว้ ไม่ได้นำมาลงให้ชมกัน .อดใจรอหน่อยครับ ...ขณะนี้เรื่องราวของเชิงแสบ้านแม่ที่ผมเขียนอยู่นี้ มีผูเข้าชมเกือบถึงหนึ่งหมื่นคนแล้ว ...+++...แต่ผมยังแก้ปัญหาเรื่องการพิมพ์ข้อความไม่ได้อยู่เหมือนเดิมครับ ...สงสัยจะต้องขอช่วย "พี่หลวงโชติ " เสียแล้ว  พี่หลวงโชติลูกลุงรุ่ง ช่วยผมได้หรือไม่ผมไม่รู้ แต่ "ช่วยจันทร์" ได้แน่ๆ เพราะมีนามสกุลว่า "ช่วยจันทร์" ...+++..................๐๐๐๐๐๐๐.......................................................................................................................................+.........................................................+++++++++++.........
           ใกล้ค่ำวันศุกร์ เมื่อวาน มีเหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" !! ที่อำเภอเบตง ยะลา น่าเศร้าใจมากทีเดียวครับ พี่น้องไทยพุทธ และ ไทยมุสลิม ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก .  "เบตง" หรือที่คนเชิงแสออกเสียงเป็น "เบะตง" อำเภอนี้เป็นถิ่นที่สงบสุขมานานแล้ว ไม่น่าจะเจอกับเหตุอย่างนี้เลย . ชาวเชิงแสบ้านเราไปทำการทำงานและมีบ้านอยู่ที่อำเภอเบตงหลายคน ญาติของผม คือ ลุงไสว แสงแก้ว และครอบครัวไปตั้งหลักปักฐานกันอยู่ที่เบตง อยู่นานหลายสิบปี . ผมไปเบตงครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๔ พ่อพาไปเยี่ยมพี่ปรีชาพี่ชายคนที่ ๒ . เบตงเป็นอำเภอใหญ่ที่น่าอยู่ มีลำคลองน้ำใสไหลเชี่ยวผ่านตัวเมือง  ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีน . เมื่อผมมีลูกสาว ปี ๒๕๔๔ อายุลูกได้ ๗ เดือน ผมและครอบครัวไปเยี่ยมแม่ที่พักอยู่กับน้องที่ตัวจังหวัดยะลาแล้ว ก็ไปเยี่ยมญาติที่เบตง จนพากันไปเที่ยวมาเลเซีย โดยมีพี่สุภาพลูกของลุงไสวนำเที่ยว. "เบตง" แห่งนี้เป็นอำเภอที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอ .ปลายเดือนสิงหาคมปีนี้ผมก็มีโปรแกรมจะไปทำบุญที่อำเภอเบตง ...ถึงจะมีเหตุการร้ายแรงอย่างไร. ก็จะไปให้ได้ ...เราต้องไปให้กำลังใจกัน...ให้ทุกคนมีกำลังใจต่อสู้ และฝ่าฟันอุปสรรค..เราจะผ่านพ้นภัยให้ได้...+++..ขอให้พี่น้องไทยภาคใต้ จงปลอดภัย และมีกำลังใจต่อสู้ ...ผมให้กำลังใจครับ....++ ให้กำลังใจพี่น้องใต้ครั้งนี้ หากมีเวลา ก็อ่าน เชิงแสบ้านแม่ฯ บท "จารึกสังฆคุณสองแผ่นดิน" ก็ได้ครับ ...เพราะ พ่อท่านรื่น ชาวเชิงแสเคยมาสร้างวัดไว้ที่เบตง ....๐๐๐๐............................................................................................................................................................................................................+++++++++++++.............
                ช่วงนี้ทั้งทำงานคดี  และต้องเป็นประธานประชุมจัดระเบียบตลาดคลองหลอดรอบศาลฎีกา  ประชุมกับฝ่ายทหาร  ฝ่ายตำรวจ และฝ่าย กทม.  แทบทุกคืนตอนสองทุ่ม  ...งานจัดระเบียบเป็นไปได้ดีพอสมควร ขณะนี้ตกลงกับผู้ค้าทั้ง ๑,๐๐๖ ราย ได้เรียบร้อยแล้ว และมีการประเมินว่าเริ่มมีความปลอดภัยมากขึ้น . ผมจึงเข้าพื้นที่ริมคลองในเวลากลางคืนได้ งานค่อนข้างเสี่ยงทีเดียว ก็อย่างว่าแหละครับ . ตลาดนี้เป็นตลาดคลองหลอด ไม่ใช่ตลาดคลองคดสำคอแดงที่บ้านเรา งานจัดระเบียบย่อมเป็นงานยาก . ต้องใช้หลากหลายวิชา แต่ที่สำคัญต้องทำงานอย่างให้เกียรติกัน ทั้งผู้ร่วมงาน ที่เราได้ตั้ง "กองอำนวยการร่วม"  และต้องให้เกียรติผู้ค้าทุกคนด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ผู้ค้าระดับแกนนำนั้นผมรู้จักแทบทุกคน .มีผู้เป็นห่วงเป็นใยผมอยู่พอควร มีอะไรก็ให้ข้อมูลอยู่เสมอ บางคนให้เงินมาเป็นหมื่น เพราะรู้ดีว่าทำงานอย่างนี้ต้องใช้เงินพิเศษมากจริงๆ มันเป็นงานนอกระบบ แต่อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม . ท่านประธานศาลฎีกาก็มาเยี่ยมผมขณะที่ผมอยู่ในพื้นที่ . ท่านเมตตาผมมาเยี่ยมเยียนทักทายสารทุกข์สุกดิบสองครั้ง เป็นการส่วนตัว . เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ที่ผ่านมา เสร็จงานวันรพีแล้ว ท่านประธานศาลฎีกาชวนผมไปดูพื้นที่การก่อสร้างศาลฎีกาเฉลิมพระเกียรติที่กำลังสร้างอยู่นี้ ท่านประธานศาลฎีกาพูดขำๆ ว่า "โครงการนี้เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา แต่มีอุปสรรคมาก คงสร้างเสร็จในวาระ ๙๐ พรรษา" ขณะนี้ผมเริ่มเขียนเรื่องราวการก่อสร้างศาลฎีกาไว้ในลักษณะของจดหมายเหตุ. .......+++...ท่านที่สนใจให้  search  ค้นหาไปที่คำว่า " ศาลฎีกา ; สารานุกรมจดหมายเหตุ" ...+++...ตกลงว่างานแต่งของพี่น้อยผมยังเขียนค้างอยู่ ยังไม่ได้เขียนต่อเสียที่  มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกอยู่เรื่อยๆ .....ไม่ว่ากันนะครับ .................................๐๐๐๐๐๐๐............................................................................................................................................................................................+++++++++
            ช่วงนี้ที่กรุงเทพฯ ฝนตก. ผมไม่สบายเป็นไข้หวัด เมื่อเป็นหวัดอย่างนี้ ก็พานให้คิดถึงบ้านแม่ที่เชิงแส. คือ คิดถึงลูกอมชนิดหนึ่ง ผมเรียกว่า "ลูกอมหวัด" ซึ่งผมสันนิษฐานว่า ลูกอมหวัดนี้น่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของ "ลูกอมฮอลล์" เพราะรสชาติคล้ายใกล้เคียงกัน  ลูกอมหวัดมาถึงบ้านเชิงแสเมื่อใดผมไม่ทราบ และคงจะไม่มีใครได้บันทึกไว้ ผมรู้แต่ว่าเงินสลึงหนึ่งก็ซื้อลูกอมหวัดได้สามสี่เม็ด . ที่เรียกว่าลูกอมหวัดนั้นน่าจะมาจากสรรพคุณบรรเทาอาการเจ็บคอ . แต่ถึงจะไม่เจ็บคอก็อมได้ ตามธรรมดาเม็ดหนึ่งก็อมได้คนเดียว . แต่ที่เชิงแสผมเคยเห็นเด็กๆบางคนแบ่งกันอม ก็มีเหมือนกัน คนที่อมก่อนก็รีบๆอมรีบดูด คนที่อมทีหลังก็ยืนรอ . แต่ถ้ามาทันเวลาก่อนที่เจ้าของเขาจะเอาใส่ปาก ก็ขอได้ เจ้าของใจดีกัดแบ่งครึ่งให้ ได้แบ่งกันอม . ชีวิตเด็กบ้านนอกเป็นอยู่กันอย่างนี้. ครั้งหนึ่งพี่ละอองลูกสาวคนโตของป้าเชย ถูกเบอร์ ๒ บาท จึงซื้อลูกอมหวัดถุงใหญ่มาเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาแสดงความยินดี . ผมก็ไปแสดงความยินดีด้วย จึงได้ลูกอมหวัดมา ๒ เม็ด , ลูกอมหวัดที่บ้านเชิงแสมีเพื่อนลูกอมที่สนิท ชื่อว่า "ลูกอมเนย" ....ขณะนี้ที่เชิงแสร้านไหนยังขายลูกอมหวัดและลูกอมเนยอยู่บ้างครับ???..........................๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐..............................................................................................................................................................................................++++++++++++
              เมื่อวาน...ผมเปิด Fb.ของตัวเองดูข้อมูลครั้งแรกในรอบสามเดือน  ต้องขออภัยที่ไม่ได้รับใครเป็นเพื่อนเลย  แต่ขอให้ทราบนะครับว่า. ผมรับเป็นเพื่อนทุกคน.,...ดีใจมากที่มีเพื่อนจากเชิงแสคนหนึ่งได้อ่านเรื่องเชิงแสบ้านแม่. นอกจากจะดีใจแล้วก็ให้รู้สึกเขินๆ ปนๆกับกังวลว่าจะเขียนไม่ดี., จะพยายามเขียนให้ดีครับ  เพื่อจะได้คืนความสุขให้พี่น้องชาวเชิงแส ชาวระโนด และชาวสงขล ตลอดจนผู้อ่านทุกท่าน .,++++...เพื่อนจากเชิงแสที่ผมกล่าวถึงนี้ เธอชื่อว่า "สุคนธ์" . ซึ่งทั้งบ้านเชิงแสบ้านเกิดผมมีคนชื่อสุคนธ์อยู่สามคน .สวยๆทุกคน บ้านของสุคนธ์ตั้งอยู่กลางบ้านใหญ่ทางไปริมคลอง ,ละแวกนั้นมีบ้านญาติของแม่สองบ้าน คือบ้านของแปะชม จีระโร พี่ชายแม่ และบ้านของป้าฉีด รัตนวิไล (ป้าฉีดเป็นลูกก๋งยกซึ่งเป็นพี่ชายของตาผม) บ้านของสุคนธ์เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง เสาปูน หันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันออก ส่วนด้านทิศตะวันตกนั้นมีประตูเล็กๆ แต่ไม่มีบันได.,+++ ..คนบ้านเชิงแสมีบ้านลักษณะอย่างนี้อยู่หลายหลัง .,กล่าวถึงชื่อคนที่ซ้ำกันแล้ว เชิงแสบ้านแม่ของผม มีคนที่ชื่อซ้ำกันมากที่สุด คือ ชื่อว่า "เนี่ยว" เช่น ., ยกเนี่ยว , บ้วนเนี่ยว , รักเนี่ยว, เฉ้งเนี่ยว , บุญเนี่ยว , วัดเนี่ยว , อั้นเนี่ยว ,และ  เนี่ยว (เฉยๆ) .   ,นอกจากนั้น คือชื่อว่า "เลี่ยน"  เช่น พี่ๆ น้องๆ ยายของผม ซึ่งมีทั้ง .,เลี่ยน , ขุ้ยเลี่ยน , และ คุณยายเลียนแห้ง เป็นต้น) .............๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐.................................................................................................................................................................................++++++++++++++
              (ดูเหมือนว่า...ผมจะแก้ปัญหาเรื่องการอัพเดตข้อมูลได้แล้ว. ..จึงขอต่อเรื่องงานแต่งพี่น้อยนะครับ)+++...........๐๐๐๐๐๐๐๐๐............................................................................................................................................................................................++++++++++++++
                แม่และน้าเล็กเตรียม  " ผัดหัวเหนียว " อย่างเต็มฝีมือ. เครื่องหัวเหนียวงานไหว้ที่แม่จะทำในวันนี้มีพร้อมอยู่แล้วที่ในถาด. ดูเรียงรายไปหมดใกล้ๆตัวของแม่ ทั้งมะพร้าวขูดขาวสะอาดที่พูนเต็มถาด, ถั่วใต้ดินคั่วตำพอบุบในถาดถัดไป ถั่วใต้ดินตามคำเรียกของชาวเชิงแส ก็คือถั่วลิสงนั่นเอง,เม็ดหัวครกเผาแกะเจียะออกแล้ววางไว้ในถาดใกล้กัน, และที่สำคัญน้ำตาลโตนดสีนวลหอม ในหม้อเคลือบที่แม่กำลังตักใส่กระทะบนอั้งโล่เตาถ่าน, ได้ยินแม่พูดกับน้าเล็กว่า " น้ำผึ้งโหนดเจ้านี้หอมจัง ". น้าเล็กจึงบอกแม่ว่า " ฉานให้ยายหนูสั่งมาจากโคกพระ น้าอบเหอ แลตะ เป็นน้ำผึ้งใหม่ทั้งเพ้น ".เมื่อน้ำผึ้งโหนดเดือด ปุด ๆ ได้ที่แล้ว. แม่ใส่ถั่วลิสงและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไปผัดก่อน จากนั้นจึงใส่มะพร้าวขูดลงไป. แม่ใช้ไม้พายผัดหัวเหนียวจนเสร็จ ในเวลาไล่เลี่ยกับที่น้าเอื้อนให้พวกแม่ครัวนำข้าวเหนียวสองกะละมังมาถึงในครัว. น้าเล็กจึงเตรียมทำ "เหนียวหลบ" น้าเล็กแบ่งข้าวเหนียวใส่กะละมังขนาดกลาง นำหัวกะทิที่ใส่เกลือไว้แล้ว ราดลงในข้าวเหนียวพอชุ่ม ใช้ไม้พายคู่มือที่เตรียมมาพลิกคนกลับให้ข้าวเหนียวเข้ากับหัวกะทิ. คงเป็นเพราะอย่างนี้กระมังครับ ที่เชิงแสจึงเรียกว่า " เหนียวหลบ" . สังเกตดู จะเห็นเคล็ดลับในการทำเหนียวมูนว่า หลังจากมูนเหนียวหรือหลบเหนียวอย่างที่เล่าแล้ว น้าเล็กจะนำกะละมังมาครอบอบอีกขั้นตอนหนึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย....+++...เมื่อทั้งเหนียวหลบและหัวเหนียวเสร็จเรียบร้อยแล้ว. แม่และน้าเล็กก็ตักมาให้คนเถ้าคนแก่ทานกันก่อน. ป้าลับที่มีฝีมือทำขนม "ม่อชี่" กล่าวชมว่า "ทำเหนียวหลบได้หรอยจัง"..................๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐......................................................................................................................................................................................+++++++++++
                 ในวันงานที่ขบวนเรือขันหมากเจ้าบ่าวมาถึง. น้าเอื้อนหัวหน้าแม่ครัวได้เพิ่มกับข้าวงานแต่งงานพี่น้อยขึ้นอีกสองอย่าง. คือ  "ผัดหมี่" และ " หนางหมู". ซึ่งสำรับกับข้าวของชาวเชิงแสทั้งสองประเภทนี้ผมขอข้ามไป จะไม่เล่าถึงรายละเอียดนะครับ....งานไหว้ที่เชิงแสบ้านแม่ของผม. ยังมีพิธีกรรมอีกสองอย่างที่ผมจะต้องกล่าวถึง ก็คือ ..."พีธีเวียนสาดเวียนหมอน"  และ " พีธีรับไหว้" โดยพีธีเวียนสาดเวียนหมอนนั้น ทำในคืนส่งตัวเจ้าสาว . ส่วนพีธีรับไหว้มีในคืนที่สองหรือคืนที่สามก็ได้. สำหรับงานแต่งพี่น้อย ในเวลาหัวค่ำของคืนที่สามคุณป้าของพี่น้อย. ได้นำพี่น้อยและเจ้าบ่าวมาที่บ้านแม่. เมื่อมาถึงคุณป้าพี่น้อยร้องเรียกพ่อและแม่ว่า " น้าเพียร  น้าอบ เฮ. อี้พาลูกหลานมาไหว้ขอศีลขอพร " พ่อบอกว่า "ขึ้นมาตะ วัง. วัง. อีัพลัดหัวได."...แม่ว่า "อี้พลัดไซร้ ฉานเอาเกียงมารับแล้ว".................๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐.............................................................................................................................................................................................++++++++++++
               ขณะที่คุณป้าพี่น้อย พี่สมปอง และพี่น้อย ขึ้นมาเช็ดเท้าที่นอกชาน ผมก็ปูเสื่อทั้งสองผืนที่ระเบียงบ้านเสร็จพอดี.  พ่อกับแม่นั่งคู่กันบนเสื่อเพื่อทำพิธีรับไหว้ โดยนั่งหันหน้าออกไปทางนอกชาน. ส่วนพี่น้อยและพี่สมปองนั่งคู่กันตรงข้ามกับพ่อและแม่. คู่สมรสต่างประคอง "อยอง" ซึ่งเป็นพานขนาดเล็กที่ใส่หมากพลูมาวางไว้หน้าพ่อและแม่  แล้วก็ไหว้กราบ จากนั้นเปิดผ้าคลุมอยองออก แล้วส่งให้พ่อ.  พ่อรับแล้ว เก็บหมากพลูไว้ พร้อมกับให้พรว่า " การที่ได้ไหว้ ได้แต่งกันนี้ ถือว่าทำบุญมาด้วยกัน จึงได้พบกัน ได้แต่งงานอยู่กินกัน ให้ประพฤติอยู่ในศีลในธรรม พระธรรมจะได้คุ้มครองเธอทั้งสอง ขอให้มีความรักต่อกันให้ยั่งให้ยืน ถือไม้เท้ายอดทอง ตะบองยอดเพชร..." พ่อให้ศีลให้พรพี่ทั้งสองเสร็จแล้ว แม่ก็นำเงิน ใบสิบสองใบสีน้ำตาลใหม่ๆ ใส่ในอยองเป็นการรับไหว้ ...จากนั้นพิธีสำคัญ สำหรับผมก็มาถึง คือคุณป้าของพี่น้อยให้ผมไปเอาจานมาใส่ขนมโรง. ผมบอกว่า เตรียมจานไว้ใส่ขนมตั้งแต่เมื่อวานแล้วได้ความจากที่ผู้ใหญ่พูดกันว่า คู่บ่าวสาวจะอยู่ที่เชิงแสประมาณ ๗ วัน พี่น้อยก็จะไปอยู่กับครอบครัวของเจ้าบ่าวที่ตลาดระโนด. ไปเปิดร้านตัดเสื้อที่นั่น เพราะเจ้าบ่าวเป็นตำรวจนายสิบโทประจำที่โรงพักอำเภอระโนด นั่นเอง.............๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐...........................................................................................................................................................................................++++++++++
             ผมเล่ามาถึงตอนนี้. ก็ขอคุยโม้เสียเลยนะครับว่า ลูกสาวบ้านเชิงแสนั้น เป็นหญิงที่งามกิริยา การศึกษาอบรมดี มีความขยัน เป็นแม่บ้านแม่เรือน. เท่าที่จำได้ทั้งสาวๆรุ่นพี่ๆของผม และรุ่นผมสวยๆ กันทั้งนั้น . ยกตัวอย่างก็ได้  เป็นตัวอย่างเรียงตามอายุนะครับ  คนแรกเลย บ้านหัวนอน , "พี่อุบล" ลูกสาวครูวิทย์ครูของผม ,คนต่อมา บ้านหน้าวัดกลาง พี่ๆลูกคุณครูแอบ อย่าง "พี่พรทิพย์" ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ดุษฎี ,คนต่อไป บ้านตกวัดกลาง รุ่นเดียวกับผม เธอชื่อ "จรรยา" ชื่อเล่นว่า (นึกไม่ออกเสียแล้ว..) ,คนต่อไปบ้านใหญ๋ หย่อมบ้านผม ก็มี "พี่ถวิล" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น รัชนก  , คนต่อไป " เกษร" ญาติของผม ,ต่อไปที่บ้านสวนตีน ก็มีสาวๆ หลายคน งามๆทั้งนั้น , ต่อไป กลุ่มบ้านคลองคด มี "พี่นิภา และ พี่พิมพ์" ....เรียกว่า กองเอ จริงๆ......ใครที่ไม่มีชื่อ ขอให้เติมเอาเอง ก็แล้วกันครับ.............๐๐๐๐๐๐..................................................................................................................................................................................................++++++++++++
           
                 "ต้มเค็มลูกคลัก"

                  สำรับบ้านนาอีกอย่างหนึ่งสำหรับบ้านทุ่งอย่างเชิงแส  คือ  "ต้มเค็มลูกคลัก" ...ต้มเค็มลูกคลักนั้นเป็นแกงที่ทำกินกันตามขนำปลายนา โดยหลังจากเก็บข้าวเสร็จแล้ว น้ำในนาเริ่มแห้งขอดลง. ที่ลุ่มในนาเริ่มเป็นปลักน้ำระหว่างซังข้าว ปลาหมอ, ปลากระดี่ , ปลาช่อนตัวเล็ก, รวมถึงปลาดุกนาตัวเล็กๆ เริ่มดิ้นไหลตามร่องน้ำระหว่างกอซังข้าวแห้ง . ปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้  คลักรวมกันตามแอ่งน้ำขอด . กลิ่นทุ่งยามนี้หอมซังข้าวแห้ง ผสมรากกอข้าว และกลิ่นน้ำขอด เป็นกลิ่นหอมทุ่งเชิงแส เมื่อเริ่มเข้าเดือนเมษายน . ปลาที่เป็นลูกคลักตามท้องนามีอยู่ทั่วไป จะเป็นนาของใครก็วิดปลาจับปลาลูกคลักได้ โดยเจ้าของนาไม่ห้ามไม่หวง.....+++....วันนี้..หลังจากปล่อยวัวที่สวนตีนหมู่บ้านแล้ว. ฝูงวัวเริ่มเล็มหญ้าไปทางทุ่งด้านทิศตะวันออกของสวนปู่ปุ่นย่าดำ. ผมและเพื่อนๆ จึงชวนกันไปเล่นที่สวนของลุงชอนป้าป้อง...."ลุงชอนและป้าป้อง"...สองท่านนี้ปลูกบ้านอยู่ที่สวนตีนด้านทิศเหนือของสระข่อย. สวนของลุงด้านทิศใต้ติดกับสวนลุงเซ้งป้าเตี้ยง . บริเวณสวนของลุงชอนร่มรื่นมากเพราะมีต้นโพธิ์เลใหญ่เป็นแถวกั้นเป็นแดนเป็นรั้วทางทิศตะวันตกของบ้าน. ใต้ร่มโพธิ์เลที่ร่มนั้นมีแคร่ไม้กระดานให้ทุกคนได้นั่งได้นอนเล่นกัน...เมื่อผมไปถึงมีลุงๆหลายคนนั่งอยู่ที่แคร่ไม้. ลุงคนหนึ่งร้องเรียกผมว่า .."นิกร. มาพอดี  มา  มา ช่วย " จุดหลัง " ให้ลุงที  จุดให้หลายหนวยนะ คันหลังอยู่หลายวันแล้ว  เดี๋ยวหวันเที่ยงจะต้มเค็มลูกคลักให้กินเล่นกัน"...
             
               ผมนั่งลงจุดหลังให้ลุง. ลุงบอกว่า "ได้แรงดีจัง"...ระหว่างนั้นมดแดงสองสามตัวไต่ลงมาที่โคนต้นโพธิ์เล . ลุงอีกคนเห็นเข้าจึงแกล้งถามลุงเล่นๆว่า "รอยจุดที่หลังพันนี้ ...เอามดแดงบีบใส่ได้ไหม้พี่หลวง? "...ลุงร้องเอ็ดตะโรว่า " เฮ้อ!..ไม่ได้ ไม่ได้  ห้ามหล็อกเหล็ก  อย่าหล็อกเหล็ก ..แสบหลัง" แล้วเสียงเฮฮาที่แคร่ก็ดังขึ้นอย่างสนุกสนาน ...การพูดเล่นหยอกล้อกันตามประสาระหว่างผู้ใหญ่เช่นนี้ ทำให้พวกเด็กๆ ครื้นเครงไปด้วยเช่นกัน.+++.ระหว่างที่นั่งให้ผม "จุดหลัง" ให้อย่างได้แรงอยู่นั้น. ลุงบอกว่าวันนี้พวกบ่าวๆเขาไปวิดลูกคลักกัน เดี่ยวจะพาผมไปหาไม้แห้งมาทำไม้ฟืน ต้มเค็มลูกคลักให้กินเล่นๆ....เมื่อจุดหลังให้ลุงเสร็จแล้ว ลุงก็ชวนผมไปหากิ่งไม้แห้งมาทำฟืน. ...+++...บริเวณสวนลุงชอนร่มรื่นดีมาก รอบบ้านพื้นเย็นนุ่มเท้า. มีดอกโพธิ์เลทั้งสีม่วงและสีเหลืองร่วงอยู่ตามพื้นดิน. ที่ใต้ถุนบ้านมีแม่ไก่สองครอกคุ้ยเขี่ยอาหารให้ลูกมันกิน. ข้างนอกชานและบันไดลุงและป้าปลูกถั่วพูไว้สี่ห้าค้าง ถัดไปเป็นค้างถั่วฝักยาวที่มีฝักเป็นสีม่วงห้อยงอดูสวยงาม. ลุงและป้าดูแลอย่างดีนัก ถั่วไม่ "ขึ้นครอม" เลย ด้านสวนทิศตะวันออกลุงยกร่องปลูกพริกบ้าง แตงไทยบ้าง น้ำเต้าเทศบ้าง . เลยไปหน่อยหนึ่งก็เป็นร่องยาสูบเขียวสวย . จากนั้นไปอีกเป็นดงไม้หนาตา ผมเห็นควันขึ้นกรุ่นอยู่ที่ยอดดงไม้. จึงถามลุงว่า "ใครทำอ้ายไหรเหอลุง? "  ลุงจุ๊ปากเบาๆ แล้วบอกว่า " เด็กๆ อย่ารู้เลย "...เมื่อลุงพูดเช่นนั้น ก็ทำให้ผมยิ่งอยากรู้...อยากจะรู้เสียจริงๆ......

                เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ผมก็เห็นน้าหลวงกำลังต้มน้ำวิเศษอยู่พอดี. น้ำเหล้าเถื่อนสีเหลืองใสแจ๋ว  หยดจากรางอลูมิเนียมเล็กๆ ลงในแก้วรอง น้าหลวงพูดกับผมว่า ..." ลูกๆ ต้องเรียนกันหลายคน นิกรเหอ ทำนาขายข้าวอย่างเดียวอยู่ไม่ได้.."  แล้วน้าหลวงก็ล้อผมเล่นว่า  .." มึก สัก เคือก มั้ย?.." ผมตอบว่า .."ไม่เอา  เดี๋ยวพ่อรู้" ...ก็จริงอย่างที่น้าหลวงว่านั่นแหละ ชาวบ้านเชิงแสที่ต้องส่งลูกๆ ไปเรียนหนังสือที่ในเมืองนั้น  ต้องทำนากันหลังขดหลังแข็ง กว่าจะหาเงินส่งให้ลูกๆได้เล่าเรียนกัน...บางครอบครัวถึงกับต้องเรียนคนหนึ่ง. ให้ทำนาคนหนึ่งสลับกัน..เป็นอย่างนี้ก็มี

               ลุงนำผมไปเก็บกิ่งไม้แห้งและงวงโหนดที่บริเวณที่สวนของน้าไข่. น้าไข่มีสวนอยู่ทางทิศเหนือของสระน้ำลุงชอน.น้ามีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อว่า .."บ่าวเนือย" ...ซึ่งน่าจะรุ่นพี่ผมสักสองสามปี. ชื่อนี้เป็นชื่อเล่น น่าจะเรียกกันเพราะบ่าวร่างผอมสูง บ่าวเนือยมีชื่อจริงว่าอะไร ผมไม่ทราบจริงๆ ...+++...ใช้เวลาไม่นานนัก ผมกับลุงก็ได้กิ่งไม้แห้งและงวงโหนดแห้งมาคนละหอบ. เมือมาถึงบ้านสวนของลุงชอนแล้ว ลุงก็ "ดับก้อนเส้า" ทำเป็นเตาที่ลานดินใต้ร่มโพธิ์เล  เตรียมต้มเค็มลูกคลักกัน

            ครั้นดับก้อนเส้าทำเตาเสร็จป้าป้องก็นำหม้อพร้อมหัวหอม เกลือ และขมิ้น  ลงมาจากบ้าน. ป้าว่า "ต้มเสีย  บนเรินก็ได้ ไม่พักมาตั้งเตาข้างเริน " ลุงๆ ว่า "ตรงนี้แหละดีแล้ว เดี๋ยวจะได้ หมกหัวมันกันต่อ" ...