วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๖ ไข่มดริ้น ธัญทิพย์มหัศจรรย์ นาแก้วข้าวขวัญแห่งเชิงแส


บทที่ ๖ "ไข่มดริ้น" ธัญทิพย์มหัศจรรย์ นาแก้วข้าวขวัญแห่งเชิงแส


...เรื่องราวของเชิงแสบ้านแม่บท "ข้าวไข่มดริ้นฯ" นี้มีผู้สนใจอ่านกันมาก จวบจนถึงวันนี้ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ มีผู้เข้าทุกบท ตั้งแต่ บทที่ ๑ "บ้านแม่" จนถึง บทที่ ๒๑ "อินทผลัม ที่ขนำปลายนา" มีผู้เข้าอ่านถึง ๒๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว ซึ่งบางท่านก็ได้เห็นความเห็นมาพูดคุยกับผม ผมรู้สึกมีความยินดี และ ดีใจมาก เพราะเป็นการสื่อสองทางที่จะทำให้ผมได้ปรับปรุงงานเขียนได้ดียิ่งขึ้นครับ
...ข้อมูลของ blogger ที่แสดงให้ผมทราบนั้น ทำให้รู้ว่า ขณะนี้ในแต่ละวันมีผู้อ่านกี่ครั้ง.แต่ผมไม่ทราบเลยว่าเป็นใครบ้าง ถ้ามีการเขียนความเห็นมาท้ายบท ผมก็จะทราบรายละเอียดของผู้อ่าน ในบางบทผู้อ่านบางท่านก็เป็น ลูกของพี่น้องชาวเชิงแส.ในบางบทผู้อ่านก็เป็นหลานของชาวเชิงแส....บางบทก็เป็นผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของชาวชนบทบ้านทุ่งริมทะเลสาบสงขลา...เรื่องที่ผมเขียนถึงแม่และชื่อของชาวเชิงแสหลายนี้ หลายท่านล่วงลับไปแล้ว...หากแม่และท่านที่จากไปแล้วได้ทราบด้วยวิถีใด น่าเชื่อว่าคงจะอิ่มเอมใจและมองจากสรวงสวรรค์ เห็นท้องทุ่งนาที่เชิงแสอย่างมีความสุข./

     ผมเริ่มต้นบทนี้ในวันพืชมงคลแห่งปี ปกติแล้วหน้าร้อนอย่างนี้แม้อากาศที่กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทิราฯ จะร้อนมาก แต่ที่ท้องสนามหลวงนั้น แทบจะทุกปี เมื่อถึงการพระราชพิธีพืชมงคลฝนจะโปรยปรายมาเสมอ มากบ้างน้อยบ้างแต่มักจะมีฝน อย่างไรก็ตามปีนี้ไม่ทราบว่ามีฝนโปรยในพระราชพิธีหรือไม่...เพราะผมติดธุระมีงานด่วนที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก จึงไม่ได้เข้าไปที่ศาลฎีกา....ที่ตั้งใจเริ่มบทนี้เสียตอนสามทุ่มเนื่องจากเป็นวันสำคัญสำหรับชาวนาและเกษตรกรนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคงเพราะคิดถึงบ้านมั้ง?...โดยเฉพาะคิดถึงข้าวไข่มดริ้นข้าวที่แม่ปลูกทุกปีมิได้ขาดเลย...หากจะเปรียบว่า "ข้าวสังหยุด" เป็นหญิงไทยใต้คมขำแห่งเมืองพัทลุงแล้ว ผมเห็นว่า "ข้าวไข่มดริ้น" หรือที่แม่และชาวเชิงแสเรียกว่า ข้าวไข่มด ก็เทียบได้กับสาวงามสายเลือดไทยจีนแห่งบ้านเชิงแสได้เช่นเดียวกัน ไข่มดริ้นข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวขาวเมล็ดข้าวสารยาวประมาณ ๙ มิลลิเมตร ข้าวหอมนุ่มละมุนลิ้น จัดว่าเป็นข้าวพันธุ์ดีเยี่ยมของเชิงแส........กล่าวถึงสาวงามชาวนาอย่างนี้แล้ว ก็ให้ได้ยินเสียงเพลง "น้องนางบ้านนา" ผลงานประพันธ์ของครูเพลง "ไพบูลย์ บุตรขัน" คีตกวีแห่งท้องทุ่งนาเมืองปทุมธานี แว่วผ่านปลายต้นโพธิ์เลริมรั้วบ้าน "ป้าช่อ" และผ่านแนวกอไผ่รั้วบ้านของ "ลุงแมว" หน้าวัดกลาง ...ฟังว่า...+++...โฉมเอ๋ยสอางค์แม่นางท้องทุ่ง...โสภายิ่งกว่านางกรุง หมายมุ่งชมโฉมน้องนาง...บ้านนาอย่างนี้น้องยังโสภีสล้าง ...เอมอิ่มปรางดั่งนางฟ้า ลอยมาอวดโฉมลาวัลย์...+++...สวยเอ๋ยรวงทองน่ามองลิบลิ่ว...เห็นแนวกอไผ่เป็นทิว ลิบลิ่วสดสีอำพัน...ใคร่จะป่าวร้องข้าวรวงสีทองใครปั้น...มือแม่นางบอบบางนั้น กำเคียวเกี่ยวข้าวในนา..."........

(รวงสีทองของข้าวไข่มดริ้น)
     พื้นที่ทุ่งนาเชิงแสแห่งนี้เป็นผืนดินที่นาอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ สังเกตจากคำว่า "แส" ที่แปลว่า "นา" ดังปรากฏจากแผนที่กัลปนาสมัยอยุธยาซึ่งผมได้กล่าวไว้ในบทที่ ๒ ในแผนที่ดังกล่าวมีข้อความที่ด้านหลัง(ภาษาของนักจดหมายเหตุและนักภาษาโบราณเรียกด้านหลังว่า "หน้าปลาย" และเรียกด้านหน้าว่า "หน้าต้น") กล่าวถึงสภาพของทุ่งนาในพื้นที่แถบนี้ และพื้นที่กัลปนา วัดเขียน วัดสทังพระ ไว้ว่าเมื่อพุทธศักราช ๒๒๔๒ "...สมเดจพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิษรวร...เสดจสถิตณท้องพระโรงพระธิน่งบรรยงครัตศน...พระถวายพระพรว่าพระครูอินทเมาลีศรีษาคร บวรนนทราช จุลามุนีศรีอุปดิษเถรคณ ปาแก้วหัวเมืองพัทลุง ขอพระราชทานให้ถวายพระพรด้วยดำราพระกัลปนาพระราชอุทิศ...มีพระราชโองการให้เบิกเชิงกุฎี ศิลบาญ ข้าโปรดคนทานๆพระกัลปนา ออกจากขุนมุนนาย โดยบูรรพกษัตราอุทิศไว้แต่ก่อน...แต่นี้ต่อไปเมื่อหน้าถ้าผู้ใดเรียกเอาค่านาและส่วยสาอากรสมภักษร...ให้ผู้นั้นไปตกมหาอวิจีนรกหมกไหมใด้ทุกขนิรันดร..." (ผมคงอักขระเดิมไว้ โปรดอย่าเข้าใจว่าเขียนผิด) ครั้นถึงแผ่นดินในรัชสมัยแห่งสมเด็จพระเพทราชาหนังสือกัลปนาเมืองพัทลุงได้กล่าวว่า "ไร่นาอากรตาลในที่ทานพระกัลปนา..." นอกจากนั้นหนังสือกัลปนายังได้กล่าวถึง "...พระมหาเถรโสม พระมหาเถรพง ทำพระวิหารตำบลวัดโรง แลเข้าไปในพระนครศรีอยุธยา แลมีพระราชทานโปรดให้เบิกญาติโยม แลที่ภูมิสัด แลไร่นาโตนดผลารามิส..." โดยก่อนหน้านั้นพุทธศักราช ๒๑๕๖ พระตำรากล่าวถึงบ้านเชิงแสไว้ว่า "พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ราชประชา ปลัดนั่ง ณ หัวจัง แลให้นิมนต์พระคัมภีร์ขึ้นมาครองกุฎี ณ บนเขาพะโคะ...มีกฎหมายไว้ในข้าพระเจ้าว่า ดังนี้ ในตำบลด้านทักษิณ พระครูธรรมเมธากรหัวเมืองพะโคะ ๔ องค์ แลได้ห้องนั้นสืบไปแก่พระครูรอง...นายศุขประเพณีเชิงแส องค์ ๑..."
     สำหรับจำนวนปริมาณข้าวที่ผลิตได้ในแถบละแวกนี้ เท่าที่ผมสืบค้นได้มีปรากฏอยู่ในเอกสาร ๒ ชุด ชุดหนึ่งคือ "เอกสารราชการมณฑลนครศรีธรรมราช" ซึ่งเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม)เมื่อครั้งที่ท่านรับราชการเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งที่ว่าการมณฑลอยู่ที่เมืองสงขลา โดยรายงานของท่านเจ้าคุณจากเมืองสุพรรณบุรี ได้กล่าวถึงปริมาณข้าว สภาพการค้าข้าว และเงินค่านาในเขต "ปละท่า" ซึ่งคืออำเภอสะทิงพระ สิงหนคร ระโนด และกระแสสินธ์ุ ในปัจจุบัน ไว้อย่างน่าศึกษาและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เช่น หนังสือกราบทูลฉบับที่ ๒๔/๑๑๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๑๔ (พ.ศ.๒๔๓๘)ท่านเจ้าคุณยมราชกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า..."ด้วยวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ เวลาเช้า ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระยาวิเชียรคีรีไปตรวจราชการตามแขวงที่เรียกว่าปะท่า เพื่อได้ทราบเกล้าฯภูมิลำเนาแลการทำมาหากินของราษฎร วันแรกไปพักแรมที่ตำบลท่าหิน วันที่ ๒ ที่ ๓ พักอยู่ที่ตำบลดอยมดคัน วันที่ ๔ ที่ ๕ พักที่ตำบลเกาะใหญ่ วันที่ ๖ พักที่คลองระโนด...นาปีนี้บริบูรณ์ทั่วกันหมดถึงแก่เก็บไม่ทัน ต้องขายเข้า(ข้าว)ในนาก็มีบ้าง แต่ข้าพระพุทธเจ้ามีความเสียดายอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งชาวเมืองสงขลาพากันนิยมในการเก็บเข้า ไม่เกี่ยว ไปยืนดูเขาเก็บออกรำคาญในตาเป็นล้นเกล้าฯ เสมอยืนดูคนมีท้าว(เท้า)บริบูรณ์ดีอยู่ แต่ไม่เดิน ใช้คลาน...ถ้าเกี่ยวคงไม่ต้องขายข้าวในนาเปนแน่ ราคาเข้าเปลือกที่เก็บแล้วซื้อขายกันเกวียนละ ๒๕ ถึง ๓๐ เหรียญ ถ้าขายในนาผู้ซื้อเก็บเอาเอง เกวียนละ ๕ เหรียญ ผิดกันไกลถึงเพียงนี้...ข้าพระพุทธเจ้าได้ส่งมีดสำหรับเก็บเข้าทูลเกล้าฯถวายในครั้งนี้ ๒ เล่ม...ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ"

(เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม),ภาพจากหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยายมราช)

(เจ้าพระยายมราชถ่ายภาพพร้อมเจ้าเมืองทุกเมืองในมณฑลนครศรีธรรมราช,ภาพจากหนังสือเล่มเดิม)
     ก่อนที่ผมจะเล่าต่อ ขออธิบายไว้ ณ ที่นี้ก่อนสองเรื่องเดี๋ยวจะลืม เรื่องหนึ่งคือ เงินเหรียญ ที่ท่านเจ้าคุณยมราชกล่าวถึง เงินเหรียญนี้เป็นเงินเหรียญเม็กซิกัน ด้านหลังเหรียญเป็นรูปนกคาบอสรพิษจึงเรียกว่า "เหรียญนก" คิดเป็นเงินไทย ๑ เหรียญ เท่ากับ ๓ บาท อีกเรื่องหนึ่งคือ การที่ท่านเจ้าคุณได้พักที่เกาะใหญ่ในครั้งนั้นทำให้ท่านมีดำริเริ่มให้ขุดคลองเกาะใหญ่ขึ้น เรื่องนี้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะชาวเกาะใหญ่อาจจะลืมไปแล้ว จึงบันทึกไว้เพื่อเป็นข้อมูลด้านประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนา ไม่บังอาจที่จะให้เป็นความรู้ หากแต่ส่วนหน่วยราชการใด หรือท่านผู้ใดจะตั้งชื่อคลองนี้ว่า "คลองเจ้าพระยายมราช หรือ คลองสุขุม" ก็น่าจะเป็นการดี...

(เจ้าพระยายมราช สมุหเทศาภิบาลมณฑล)
     มาต่อเรื่องข้าวที่เมืองสงขลาจากเอกสารสืบเนื่องด้วยรายงานของท่านเจ้าคุณยมราชต่อดีกว่านะครับ...ด้วยความที่เมืองสงขลามีข้าวบริบูรณ์ จึงปรากฏว่า "เรือตะเภาของพ่อค้าเมืองสงขลามีอยู่ถึง ๑๔ ลำ ลำหนึ่งบันทุกเข้าสาร(ข้าวสาร) ได้ตั้งแต่ ๔๐ เกวียน ถึง ๑๒๐ เกวียน เดินระหว่างเมืองสิงคโปร์กับเมืองสงขลา" นี่คือปริมาณข้าวส่งออกของเมืองสงขลาเมื่อร้อยปีเศษที่ผ่านมา เรือแต่ละลำค้าขายหลายเที่ยวในแต่ละปี เมืองสงขลาจึงเจริญรุ่งเรืองด้วยภาษีขาออกหลายประเภทสินค้า...แต่..ภาพของการค้าข้าวคือภาพหนึ่ง ซึ่งจะเหมือนภาพของแม่และของชาวนาบ้านเชิงแสหรือไม่???...ผมก็จะชวนท่านผู้อ่านให้อ่านต่อไปครับ...
     เมื่อฝนเริ่มโปรยปรายเม็ดในช่วงเดือนสิบ ได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนผู้ล่วงลับในวันชิงเปรตหนหลังที่วัดหัวนอนกันตามประเพณีแล้ว ลูกชายชาวนาอย่างผมมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการ "โกยขี้วัว" ที่ใต้ถุนบ้าน โกยมากองรวมไว้เป็นกองใหญ่ๆ ขี้วัวที่โกยรวมกันนี้ เป็นขี้วัวแห้ง ที่เปียกนั้นยังไม่ต้องโกยมา รอให้แห้งก่อน และที่โกยมารวมกันไว้เป็นกองใหญ่อย่างนี้ ก็ไม่ต้องแยกว่าเป็นขี้วัวตัวผู้หรือตัวเมีย ขอให้เป็นขี้วัวก็แล้วกัน และที่สำคัญไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นของวัวตัวไหน การโกยขี้วัวเตรียมไว้หาบไปใส่นานี้ เป็นกิจกรรมที่น่าทำเหมือนกัน เพราะโกยเสร็จแล้วก็ขอเงินแม่เป็นค่าขนมได้ แม่ก็จะให้สลึงหนึ่ง หน้านากำลังจะเริ่มอย่างนี้แม่มีงานยุ่งมาก ไม่มีเวลาทำขนม และจะกินขนมลา ขนมเบซำ ที่เหลืออยู่จากวันบุญชิงเปรต ก็เบื่อแล้ว เงินที่ได้จึงต้องนำไปซื้อขนมที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แม่เรียกว่า "ขนมโรง" คือ เป็นขนมจากโรงงาน แม่ค้าซื้อมาจากพัทลุง จำพวกขนมหัวจุกที่แป้งกรอบหอมขนาดหัวแม่มือ ด้านบนมีเม็ดน้ำตาลหลากสีเป็นหัวจุก หรือไม่ก็ซื้อน้ำแข็งน้ำหวานของน้าปรานีที่ตั้งโต๊ะขายที่ข้างทางลงไปสะพานกลางหมู่บ้าน ตรงนั้นใกล้ๆนาของป้าฉีดครูพลอย รัตนวิไล น้ำแข็งน้ำหวานอย่างนี้กินหมดน้ำหวานแล้ว ก็เคี้ยวน้ำแข็งต่อจนหมด เพราะเป็นของหากินยากสำหรับบ้านเชิงแส หมดน้ำแข็งแล้ว ก็นั่งดูน้าไสก้อนน้ำแข็งต่อ ดูเพลินดี จนแม่ตะโกนเรียกจึงค่อยกลับบ้าน แต่ก็ไม่กลับทันทีหรอก ขานรับว่าครับไปก่อน แล้วนั่งอู้ต่ออีกนิด จนได้ยินเสียงแม่ว่า "พรื้อยังไม่เห็น ได้ยินเสียง ไม่เห็นตัว ยังไม่หลบบ้าน" นั่นแหละ จึงได้กลับบ้าน รีบกลับไม่ได้หรอก รางวัลหนึ่งสลึงนั้นวันหนึ่งได้ครั้งเดียว ได้รายวัน ไม่ใช่รายกองขี้วัว ถ้าได้อย่างนั้นแม่คงขาดทุนแย่

     หว่านข้าว เคล้าโปลก
     กลับมาถึงบ้านก็เห็นแม่นั่ง "เคล้าโปลก" อยู่แล้ว การเคล้าโปลกหรือการ"เคล้าปลูก"นั้น เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับนาหว่านที่บ้านเชิงแส ไม่ว่าจะหว่านเป็นข้าวกล้าเพื่อถอนไปปักดำต่อ หรือหว่านข้าวจริง การเคล้าโปลกคือการนำเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่จะใช้หว่านในนามาคลุกเคล้ากับปุ๋ยขี้ค้างคาว ซึ่งเรียกว่า "มายา" ให้ปุ๋ยมายาเกาะเมล็ดพันธ์ุข้าว แม่ต้องเริ่มงานนี้ตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษา โดยแม่และเพื่อนบ้านเช่นคุณน้าเลื่อน คุณป้าฉีด คุณป้าเอื้อย เริ่มจากนำเรียงพันธุ์ข้าวมานวด ให้ได้เมล็ดพันธุ์ พันธุ์ข้าวที่นำมานวดนั้นมีข้าวหลายสายพันธ์ุ กล่าวเฉพาะของแม่ ก็มี พันธ์ุนางฝ้าย พันธ์ุนางกอง พันธ์ุนางหมุย พันธ์ุช่อไพร และที่สำคัญคือพันธ์ุไข่มดริ้น ข้าวพันธ์ุดีของบ้านเชิงแส แม่ต้องใช้ข้าวปลูกหลายสายพันธ์ุก็เนื่องเพราะ ที่นาของเรามีอยู่หลายที่หลายบริเวณ ที่นาใกล้ทะเลโคกพระซึ่งเป็นนามรดกของปู่ของย่า เป็นที่ลุ่มมาก เรียกว่า "นาลึก" น้ำมากบางปีถึงหน้าเก็บแล้วต้องเก็บข้าวกันในน้ำ ต้องใช้ข้าวพันธ์ุหนักขึ้นน้ำ ที่ว่าพันธ์ุหนักถือเอาระยะเวลาเก็บเกี่ยวเป็นเกณฑ์ ถ้าปลูกข้าวแล้ว ๕ เดือนจึงจะเก็บได้อย่างนี้เรียกว่าข้าวพันธ์ุหนัก ข้าวที่เชิงแสส่วนใหญ่เป็นพันธ์ุข้าวที่หนักน้อยกับหนักมาก ไม่มีข้าวพันธ์ุเบา ผมจำได้ว่าข้าวพันธ์ุเบา อย่างพันธ์ุ "ก ข" เลขต่างๆ เช่น "กข ๗" มาถึงเชิงแสเมื่อผมอายุประมาณ ๘ ขวบ ชาวเชิงแสเรียกว่า "ข้าวเตี้ย" เพราะต้นข้าวเตี้ยมาก ไม่สูงเหมือนข้าวพันธ์ุพื้นเมือง และเป็นพันธ์ุที่เบามากๆ ประมาณ ๓ เดือน ก็เกี่ยวได้แล้ว คือเกี่ยวโดยใช้เคียว ไม่ได้เก็บโดยใช้ "แกะ" นาแปลงแรกที่ปลูกข้าวพันธ์ุ ก ข เป็นนาของคุณครูแอบ ศิริรักษ์ ที่หน้าหมู่บ้านใกล้ "สระตีน" ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่จำได้ก็เพราะผมมีความสนใจนั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็เพราะเป็นการทดลองปลูก และไม่ได้ปลูกหน้าฝน ใช้น้ำที่ต่อจากท่อประปาหมู่บ้านมาปลูกข้าว และอย่างที่สำคัญที่ทำให้ผมจำได้ก็คือ ข้าวพันธ์ุใหม่ของบ้านเชิงแส เขาหว่านโดยไม่ต้องใช้วิธี "เคล้าโปลก"
     เมื่อแม่ได้เลือกเรียงพันธ์ุข้าวมาแล้ว แม่นวดข้าวที่ใต้ถุนบ้านโดยแม่ใช้หนังวัวปูเป็นที่รองนวดข้าว มือแม่จับไม้ไผ่ที่เป็น "หลอดคอกวัว" เท้าแม่ก็นวดข้าวไปคราวละประมาณ ๕ เรียง ส่วนผมนั้นแม่ก็สอนให้นวดเข้าคราวละ ๑ เรียง เรียงเดียวแท้ๆ เท้าก็แสบไปหมด เมื่อเท้าแสบก็ต้องอู้เป็นเรื่องธรรมดา เริ่มจากขอแม่หยุดนวดข้าวบอกแม่ว่า หิวน้ำ ดื่มน้ำเสร็จแล้วก็จะถามยายว่า "ยายจะกินหมากแล้วไม่" คือจะกินหมากแล้วหรือยัง ถ้ายายตอบว่า "ยนหมากให้ยายที่ตะ" ก็จะบอกแม่ว่านวดข้าวต่อไม่ได้แล้ว ต้อง"ยน"หมากให้ยาย มีงานอื่นต้องทำแล้ว แม่ต้องเร่งให้ยนหมากเร็วๆ..."อย่าแช อย่าแช" คืออย่าช้า...หญิงชาวเชิงแสนั้นทั้งขยัน อดทน ทั้งกล้าทั้งเกร่ง โดยเฉพาะในเรื่องทำนาและนวดข้าวแล้ว เกิดมายังไม่เคยเห็นใครสู้ได้ แม่นวดข้าวเร็วมาก ไม่นานก็ได้พันธ์ุข้าวกองเต็มผืนหนัง แล้วแม่ก็ "สงฟาง" ผมช่วยแม่สงฟางข้าวกองที่แม่นวด ส่วนเรียงที่ผมนวดนั้น ไม่ต้องสงฟาง เรียงเดียวเท่านั้น ยังนวดไม่เสร็จ ยังไม่หายแสบเท้าเลย "สงฟาง" คือการแยกฟางข้าวออกจากเมล็ดข้าว รวงระแง้ข้าวอย่างนี้คนใต้บ้านผมเรียกว่าฟาง แต่ภาคอื่นนั้นคำว่าฟางข้าวหมายถึงต้นข้าวแห้งที่ได้จากการฟาดข้าว ต้นข้าวแห้งอย่างนี้ที่เชิงแสเรียกว่า "ซัง" หรือ "ซังข้าว" โรงที่ไว้ซังข้าวเรียกว่า "โรงซัง" ฟางข้าวที่ได้จากการสงข้าวนี้ นำไปรองรังให้แม่ไก่ฟักไข่ก็ได้ นำไปให้วัวกินก็ได้ แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างพวกผม คือ นำไปรอง "หมกโหม้งหัวครก" คือใช้เผาเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ... ที่ทนนวดข้าวกับแม่ ทนปวดแสบเท้าอยู่ก็เพราะรอตรงนี้แหละ ตั้งใจว่าช่วยแม่นวดข้าวแล้ว จะขอฟางข้าวและขอเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ไปเผากินกัน
     แต่เรื่องฟืนเรื่องไฟนี้แม้แม่จะตามใจเด็กประถมหกประถมเจ็ดอย่างพวกเราให้ดีใจ เพราะจะได้ชวนกันเผา "โหม้งหัวครก" แบ่งปันกันกิน แต่แม่ก็จะปล่อยให้ห่างตาไม่ได้ เราจึงต้องเผาที่ที่โล่งข้างบ้านป้าฉีด เพราะตรงที่โล่งบริเวณนั้นปลอดภัยที่สุด และอยู่ใกล้แม่และป้าฉีดที่สุดด้วย หรือไม่อีกบริเวณหนึ่งก็จะเผาเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กันที่ร่องผักกาดเก่าที่หน้าบ้าน (ซึ่งขณะนี้เป็นที่ปลูกกล้วยน้ำ ปลูกไว้ตั้งแต่ยังมีแม่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเหลืออยู ๒ กอใหญ่ ๆ ทั้งต้นโตและหน่อกล้วยเล็ก มีอยู่ประมาณ ๒๐ ต้นเห็นจะได้ ผมเพิ่งไปเยี่ยมบ้านเกิด จึงถ่ายภาพมาให้ชม)++++...

(กอกล้วยน้ำที่บ้านแม่ ในภาพ..จะเห็นทั้งต้นใหญ่และหน่อเล็กๆ..กล้วยน้ำน้ีมีชื่อวงศ์ว่า Musaceae ต้นใหญ่นั้นกว่าจะให้ผลออกเครือต้นก็จะสูงมากถึง ๔ เมตร และแน่นอนว่าเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนต้นก็ใหญ่เช่นกันคือประมาณ ๒๐ เซ็นติเมตร กล้วยน้ำมีผิวกาบขาวนวล หยวกกรอบแกงอร่อย ผลดิบฝนกับน้ำปูนเป็นยาแก้ท้องร่วง ผลของกล้วยน้ำนั้นนิยมนำไปประกอบพิธีงานมงคล ส่วนที่เชิงแสเด็กๆอย่างผมใช้กินกัน ไม่ใช่เพื่อให้เกิดมงคลหรืออะไรหรอก แต่กินเพราะเป็นของที่กินได้บวกกับไม่มีผลไม้อื่นให้กิน จึงกินผลไม้ป่ากันหลายชนิดตามมีตามเกิด เช่น ลูกเหมร ลูกโท้ะ ลูกขุมนก ลูกข่อยสุก ลูกหว้า ลูกขลบ ตลอดจนลูกราม เรื่อยไปถึงนมแมว และฝรั่งบ้าน (ฝรั่งบ้านพบว่ามีขายที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ กิโลกรัมละ ๘๐ บาท) สุดท้ายก็เป็นผลไม้เปรี้ยวอย่างมะเหม้า และมะขามอ่อนจิ้มกะปิ หรือถ้าโชคดีก็จะได้มะขามบอนเป็นมะขามพองก่อนถึงขั้นมะขามเปียก...อร่อยดีตามประสาเด็กบ้านทุ่ง)
     เสร็จจากอาหารว่างของโปรดประเภทสุดยอดของขบเคี้ยวบ้านทุ่งอย่างโหม้งหัวครกแล้ว....ก็ต้องมาช่วยแม่โปรยข้าว...ผมไม่ได้โปรยข้าวจริงๆหรอก ยังทำไม่ได้ ได้แต่โกยกองพันธ์ุข้าวใส่กระสอบหลังจากที่แม่โปรยข้าวเสร็จแล้ว...นึกคิดถึงภาพแม่และชาวนาที่ต้องตรากตรำทำนาแต่ละขั้นแต่ละตอนแล้ว ยากลำบากเสียจริง ๆ พ่อและแม่จึงปลูกฝังลูก ๆ ทุกคน ให้รู้ถึงคุณของข้าว โดยสั่งสอนและบังคับให้กินข้าวอย่าให้ข้าวหกตกที่พื้น และต้องกินให้หมดจาน เพราะกว่าจะมาเป็นข้าวสารและข้าวสุกนั้นเหนื่อยยากมาก....แม่โปรยข้าวโดยใช้กระด้งตักเมล็ดข้าว แล้วยกขึ้นข้างลำตัวให้สูงรอจังหวะลมพัดมา แล้วจึงค่อยๆโรยโปรยข้าวลงมา ลมจะช่วยพัดเมล็ดข้าวลีบให้ปลิวไปห่างจากกองกลุ่มเมล็ดพันธ์ุข้าวที่สมบูรณ์ ต้องโปรยข้าวอยู่นานกว่าจะเสร็จ หากไม่มีลมพัดมา แม่จะร้องเรียกลม หวู้...หวู้...หวู้...เด็กอย่างผมก็ช่วยเรียกลมให้แม่ ทำไปอย่างนั้นแหละเห็นเป็นเรื่องสนุกๆ ตามประสาเด็ก

(กล้วยน้ำที่บ้านแม่ กล้วยพื้นเมืองพันธุ์นี้ หวีไม่ใหญ่และเครือหนึ่งมีหวีประมาณ ๕ ถึง ๗ หวี เท่านั้น ปัจจุบันนับว่าเป็นกล้วยที่หากินยากขึ้นทุกวัน เมื่อวันที่ ๙ มิ.ย.ที่ผ่านมาผมกลับไปที่บ้านแม่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งล่าสุด จึงเก็บภาพมาฝาก)

(นอกจากจะเก็บภาพมา ก็ได้นำกล้วยน้ำหิ้วขึ้นครื่องบินกลับมาบ่มที่บ้านที่กรุงเทพฯด้วย ๑ หวี บ่มอยู่ ๓ วัน สุกแล้วหน้าตาเป็นดังที่เห็น รวมค่าเครื่องกับค่าเช่ารถจากสนามบินหาดใหญ่ไปบ้านเชิงแสแล้ว เสร็จสรรพ กล้วยน้ำจากบ้านแม่หวีนี้ ราคา ๙,๐๐๐ บาท อาจจะได้แรงอกจริงๆ..???..และคงจะหายคิดถึงบ้านเกิดไปอีกสักปีเลยทีเดียว???)

(กล้วยน้ำบ้านเชิงแสเมื่อสุกแล้ว เปลือกเหลืองงามอร่าม เนื้อยิ่งเหลืองเหมือนทองปลั่ง กลิ่นและรสชาติหอมเย็นนุ่มคล้ายๆกล้วยเล็บมือนาง ประมาณนั้น และที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษก็คือ กล้วยน้ำจะมีใส้หนืดๆอยู่ข้างใน พวกเด็กๆบ้านเชิงแสโตมาจากพืชผลพื้นบ้านอย่างนี้แหละครับ)

(ก่อนกลับกรุงเทพฯ แวะไหว้ "บัว" ที่บรรจุกระดูกของพ่อ กับบัวของตาของยายของแปะหลวงและของแม่ ยายและแม่เป็นชาวนา บัวที่เก็บกระดูกก็ตั้งอยู่บนเนินคันนาใกล้แถวต้นตาลอย่างที่เห็น เก็บภาพท้องนาและต้นตาลใกล้บัวของยายและแม่มาฝาก ให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของทุ่งข้าวแห่งบ้านเชิงแส เชิงแสบ้านแม่ ...บ้านทุ่งริมเล)
     ประมาณ ๒ สัปดาห์ พันธ์ุข้าวทุกชนิดจะนวดเสร็จทันกับการซื้อ "มายา" ขี้ค้างคาว ที่พ่อสั่งซื้อมาจากจังหวัดพัทลุง(ซื้อมาจำนวนมากพอสมควร ที่เดียว เพราะต้องใช้ทั้งในนาของเรา และส่วนหนึ่งนำมาขายแก่ชาวนารายอื่น)แม่เริ่ม "เคล้าโปลก" โดยนำพันธ์ุข้าวใส่กะละมังใหญ่ ตักน้ำในถังข้างตัวด้วยขัน ราดน้ำพรมให้ทั่วเมล็ดข้าว แล้วตักมายาขี้ค้างคาวสีน้ำตาลแก่โรยบนเมล็ดพันธ์ุข้าว ใช้ไม้พายเล็กคลุกเคล้า พลางใส่ขี้เถ้าผสมลงไปเล็กน้อย มายาก็จะจับเมล็ดข้าวทุกเมล็ด เมื่อได้ที่แล้วจึงเทเมล็ดข้าวใส่กระสอบ รอพ่อมาหาบไปปลูกหว่านในนา ขั้นตอนนี้แม่ใช้เวลามากหลายวันกว่าจะได้พันธ์ุข้าวเคล้าปลูกครบถ้วนเพียงพอในแต่ละฤดูทำนา ฤดูกาลทำนานี้เรียกตามภาษาของชาวนาบ้านเชิงแสว่า "หยามนา"
     "หยามนา"...เริ่มแล้ว งานของพ่อและแม่รวมทั้งชาวบ้านเชิงแสทุกครัวเรือนจะยุ่งมาก ทุกครอบครัวมีงานต้องทำไม่หยุดไม่หย่อน พ่อต้องเตรียมและซ่อมคันไถ หางยาม หัวหมู(ซึ่งเป็นอุปกรณ์ประกอบคันไถ สำหรับไถนา) แอกที่เรียกติดปากว่าลูกแอก ผาลที่จะต้องซื้อใหม่ และต้องดูแลวัวทุกตัวให้ดี ไม่ให้ป่วย เช่น ไม่ให้(วัว)ท้องเสีย ขี้รั่ว สำคัญที่สุดคือต้องไม่ให้โจรมาปล้นวัวลักวัวไปเสียยามหน้านากำลังจะเริ่ม หน้าไถจะเริ่ม..../
     เมื่อพ่อต้องเริ่มงานไถ ผมก็ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไป "ส่งวัว" ให้พ่อที่นาแปลงที่พ่อจะไถ นาของเรามีหลายบริเวณ ไกลสุดประมาณ ๓ กิโลเมตรเศษ ก็คือที่ "หนองบ่อ" ต่อแดนกับนาของชาวเจดีย์งาม โดยนาที่ติดกันทางทิศใต้หัวนาคันนาร่วมกันคือนาของน้าขับชาวเจดีย์งาม นั่นไกลสุด ที่นาบริเวณถัดเข้ามาใกล้มาหน่อยหนึ่งคือที่ "ขวางหวัน" เรียกว่าขวางหวันแปลว่า "ขวางตะวัน" อันที่จริงแปลงนาไม่ได้ขวางตะวันหรอก ทั้ง ๑๑ ไร่ รวม ๔ บิ้งนา บริเวณนี้ผืนนายาวตามตะวันจากตะวันออกไปทางตะวันตกตามปกตินั่นแหละ แต่บังเอิญว่าที่นาเดิมของยายบริเวณนี้มีรวม ๓๐ ไร่ กลางที่ดินแปลงใหญ่ตาของผมปลูกขนำใหญ่ไว้ ขนำนี้ปลูกให้ยาวตามแนวเหนือใต้เป็นลักษณะขวางตะวัน ในครอบครัวเราจึงเรียกที่นานี้ว่า "นาขวางหวัน" ดังกล่าวข้างต้น หากบางเช้าพ่อไถนาที่สวนตีนที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ผมก็ต้องไปส่งวัวที่สวน และบางเช้าพ่อไถนาที่นาเลโคกพระซึ่งเป็นนามรดกของปู่ย่าผมก็ต้องส่งวัวท่ี่โคกพระ การไล่วัวจูงวัวไปส่งให้พ่อนั้น ภาพจริงๆ ก็คือไปพร้อมกับพ่อนั่นแหละ พ่อแบกคันไถ ผมจูงวัวตามหลัง ส่วนแม่หุงข้าวทำแกงที่บ้านเสร็จงาน "ในไฟ" ในครัวแล้วจึงหิ้วหม้ออวยและปิ่นโตตามไป ข้าวแกงที่แม่นำไปที่นานั้นเป็นทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยงของพ่อและแม่ ส่วนผมนั้นกลับมากินที่บ้านแล้วจึงไปโรงเรียน โดยที่ไม่ลืมไหว้ยายและขอเงินจากยายหนึ่งสลึงเสียก่อน+....+..การไปส่งวัวให้พ่อไถนาเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่ทันสว่าง คือประมาณเห็นลายมือรางๆ ก็เริ่มออกจากบ้านกันแล้ว ชาวเชิงแสแบกไถจูงวัวออกไปไถนาเวลานี้แทบทุกครัวทุกบ้าน กลิ่นทุ่งนายามเช้าหน้าไถหอมเย็นและสดชื่น ผมเคยถามพ่อว่าทำไมนาของเราทั้งหมดไม่อยู่ที่เดียวกัน พ่อบอกว่า "มีนาหลายที่นั้นดีแล้ว เพราะฝนตกไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน"เป็นความจริงเหมือนคำของพ่อ ชาวนาภาคใต้บ้านผมอาศัยน้ำฝนทำนา หากวันนี้ฝนตกที่หนองบ่อดินนุ่มพอดีไถ ก็ไถนาที่หนองบ่อ ที่สวนด้านทิศเหนือของบ้านฝนยังไม่ตก ก็ไม่เป็นไร มีที่นาให้ไถไม่ต้องรอฝนตกจนทั่วฟ้า ...เช้านี้พ่อไปไถนาที่ขวางหวัน ผมส่งวัวให้พ่อที่นั่น ระหว่างทางพบเพื่อนๆ หลายคนต่างก็ไปส่งวัวเหมือนกันก็คุยกันไปจนถึงที่นา ถึงที่นาแล้ว ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก ลูกชาวนาอย่างผมต้องจูงวัวคู่ที่จะ "เข้าไถ" ไปกินหญ้าก่อน เป็นการเอาใจวัวเสียหน่อยหนึ่งประมาณนั้น หน้าที่อย่างนี้ไม่ต้องรอให้พ่อบอก ส่วนพ่อนั้นวางคันไถแล้ว พ่อใช้จอบจวกชายคันนาไปเรื่อยๆ เรียกว่า "ฉากชายนา".....ซึ่งเป็นสาระคัญอย่างหนึ่งของการเริ่มทำนา...พ่อฉากชายนาไปเรื่อยๆ พร้อมกันกับตรวจดูว่าคันนาที่ใดตรงไหนมีรูหนูรูปูนาหรือไม่ พบแล้วก็ต้องใช้จอบจุดดินนุ่มๆในนาแล้วนำไปอุดเสียให้แน่น หากไม่อุดรูให้ดีถึงคราวข้าวใหญ่ในนามีน้ำฝนแล้ว น้ำในนาจะไหลออกหมด ข้าวก็จะไม่สมบูรณ์เพราะขาดน้ำ การฉากชายนามีประโยชน์อีกอย่างก็คือทำให้คันนาสะอาดเรียบงามเพราะหญ้าข้างคันนาถูกคม "จอบตราจระเข้" ของพ่อจัดการดายไปจนหมด หญ้าชายข้างคันนาเหล่านี้จะไม่มาแย่งปุ๋ยข้าวในนา นาของเราใช้ปุ๋ยข้ีวัวและปุ๋ยขี้ค้างคาวซึ่งจะพอดีสำหรับข้าวในนา จะให้มีหญ้าในนาหรือหญ้าที่ข้างคันนามาแย่งปุ๋ยไม่ได้
     ตะวันขึ้นในระดับยอดแนวทิวแถวต้นตาลแล้ว พ่อเรียกผมให้จูงวัวมาเทียมคันไถ เรียกว่า "เข้าไถ" ..."ลูกบ่าว จูงวัวมาเข้าไถได้แล้ว.." ผมจูงไอ้แดงกับอีดำสองแม่ลูกมาให้พ่อ วัวสองตัวนี้เป็นแม่กับลูกอีดำให้ลูกวัวตัวผู้แก่เราหลายตัวแล้ว เช่น ไอ้แดง ไอ้อุด ไอ้ขวัญเรียง ไอ้แดงโตเป็นวัวถึกแล้วต้องจูงมาไว้นอกแอกให้อีดำเป็นตัวในเพราะแรงน้อยกว่า ผมจูงวัวมาเข้าไถเมื่อทั้งสองตัวมาถึงคันไถ ผมร้องว่า "โย แดงโย โย โย" วัวก็จะหยุดแล้วยืนนิ่งๆ...พ่อยกแอกขึ้นครอบที่คออีดำก่อนแล้วดึงสายเชือกจากแอกด้านหนึ่งอ้อมใต้คอวัวไปเกี่ยวไว้ที่ร่องแอกอีกด้านหนึ่ง จากนั้นจึงครอบแอกที่ไอ้แดงถึก ต่อมาพ่อก้มลงจับปลายคันไถลอดเชือกคล้องแอกที่กลางแอก ใช้แรงดึงให้ปุ่มคันไถเข้าล็อกกับเชือกคล้อง การไถนาจะเริ่มแล้ว เมื่อพ่อเดินอ้อมหลังวัวทั้งคู่ไปที่หางยาม ผมจับเชือกที่จมูกวัวไว้ พลางพูดว่า "โย ๆ ๆ" ให้วัวยืนนิ่งๆจนกว่าพ่อจะกุมยกตั้งหางยามได้ เริ่มวันไถแรกๆของหยามนา ต้องระวัวไม่ให้วัวเดินพาคันไถเพราะความตื่นเพริด เนื่องจากผาลไถจะ "กินน่องวัว" คือบาดน่องวัวหรือเท้าวัว..ต้องระวังให้ดีที่เดียว.. เมื่อพ่อจับกุมหางยามได้แล้ว ผมกลับหลังหันเดินนำหน้าจูงวัวในช่วงเริ่มต้นก่อนประมาณ ๓ รอบนา เรียกตรงๆตามภาษาคนทำนาว่า "เดินนำหน้าวัว" ให้วัวรู้งานก่อน พ่อส่งเสียงบอกวัวทั้งสองตัวว่า "ฮุย" ผมเริ่มจูงวัวทั้งคู่ให้เดินลากคันไถ ความจริงแล้วเสียงฮุย.นั้นบอกวัวเป็นภาษาวัว ไม่ได้บอกผม แต่ผมก็ต้องเดินเหมือนวัว รอบไถแรกแรกเดินสบายเท้าในดินนุ่ม แต่ครั้นถึงรอบที่สองต้องระวังขึ้นเนื่องจากเริ่มมี "ขี้ไถ"ในนาแล้วจากรอยไถรอบแรก เดินไม่ดีจะล้มเอาได้ แต่ผมไม่เคยล้ม พ่อและชาวนาเชิงแสทั้งหญิงทั้งชายเดินไถนาด้วยเท้าเปล่า นามีมากก็ต้องไถมาก ไถนาจนเท้าเจ็บไปหมด ปีที่แล้วเมื่อผมไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์คุณน้าเลื่อน เครือแก้ว เพื่อนของแม่ เกี่ยวกับผู้หญิงชาวเชิงแสไถนา น้าบอกว่า "แทบทุกปีแหละหัวแบนเอ้ย ตีนเจ็บจนเลือดออกก็ต้องไถให้เสร็จ ให้ทันหยามนา..." (คุณน้าเลื่อนและน้าหลวงชิ้นสามีเลี้ยงดูผมมาไม่น้อย เรียกชื่อผมด้วยตามลักษณะหัวด้วยความคุ้นเคยเอ็นดู เมื่อผมเรียนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์มีรุ่นพี่ชาวใต้ผมคนหนึ่ง ชื่อเล่นภาษาใต้ว่า "ลุ่ย" ที่แปลว่าหลุด เข้าใจว่าเมื่อนุ่งผ้าหรือกางเกง นุ่งหลุดก้นเป็นประจำ แต่ครั้นไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เพื่อนที่กรุงเทพฯเรียกชื่อเล่นออกเสียงเป็นภาษาต่างประเทศว่า "หลุยส์" ดูโก้ไปเลย ตอนนี้พี่หลุยส์ของพวกน้องๆ เป็นข้าราชการระดับปลัดเทศบาลพัทยาแล้วนะครับ.จะบอกให้)
      เมื่อเดินนำหน้าวัวครบรอบที่ ๓ แม่มาถึงนาพอดี พ่อร้องว่า "โย ๆ ๆ" ผมหันมา "ตรันหน้าวัว" ไว้ให้วัวหยุด พ่อวางคันไถให้วัวทั้งคู่ยืนพัก ระหว่างที่พ่อกับแม่นั่งทานเข้ามื้อเช้าที่บนคันนา โดยที่ผมก็นั่งกิน "ขนมมอชี่" ฝีมือของ "ป้าลับ" หน้าวัดกลางที่แม่ซื้อมาฝาก พ่อพูดกับผมอย่างจริงจังว่า "เป็นชาวนาเหนื่อยมากลูกเอ๋ย พ่อและแม่ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา พ่อจึงส่งลูกทุกคนไปเรียนหนังสือในเมือง ให้ไปเรียนที่สงขลากันทุกคน พ่อจะไม่ให้ลูกเป็นชาวนา..." "คำพ่อ" คำนั้นแม้เวลาผ่านมาถึง ๔๐ ปีแล้ว แต่ผมยังจำคำของพ่อได้อยู่จนถึงทุกวันนี้
     ระหว่างทางกลับบ้าน ผมเดินมาตามคันนาพลางดูต้นตาลไปทั่ว ต้นไหนมีลูก "ทรามกิน" แล้ว ผมก็หยิบใบตาลแห้งกำหนึ่งไปเสียบไว้ที่กาบตาลตรงโคนต้นตาล ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า "เหน็บกรรมโคน หรือ เหน็บโคน" ซึ่งหมายความว่า "จอง" ลูกตาลไว้แล้ว ชาวเชิงแสทุกคนจองลูกตาลไว้ได้ จะเป็นนาของเราเองหรือตาลที่นาคนอื่นก็จองได้ ไม่ว่ากัน แต่เท่าที่เห็นเป็นธรรมเนียมว่าจองได้ครั้งเดียว เมื่อขึ้นตาลฟันลูกลงแล้วก็เอาใบตาลแห้งที่เหน็บกรรมออกเสีย คำว่า"กรรม"คงมาจากคำว่า "กรรมสิทธิ์" นั่นเอง แต่ก็ไม่ตรงทีเดียวนัก คือคล้ายๆกรรมสิทธิ์เพียงชั่วคราว เพียงคราวเดียว แปลงหญ้าก็เช่นกัน หากจะจองคราวใดก็นำไม้ไปปักไว้เรียกว่า "ปักกรรม"....การให้จองกันอย่างนี้เป็นการเอื้อเฟื้อกันตามวิถีชีวิตประสาคนบ้านนอกบ้านนา ลูกตาลที่ให้เหน็บโคนจองกันอย่างนั้นให้จองกันคราวเดียวดังที่เล่าแล้ว หากจองหลายครั้งติดๆกันไม่แบ่งใคร เข้าใจว่าแทนที่จะได้กินลูกตาลก็คงไม่ได้กินแน่ ...แต่จะได้กิน"ลูกโหนดหัวกลวง" แทนลูกตาล...อย่างแน่นอน...เพราะจะเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไปอันมาจากความเห็นแก่ตัว....ลูกตาลที่จองไว้นั้นตกเย็นหลังเลิกเรียนพวกเด็กๆก็จะชวนกันไปขอให้รุ่นพี่ๆช่วยขึ้นฟันลงมาให้กิน รุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยขึ้นต้นตาลให้พวกเรากิน ก็คือ "บ่าวหวิด" บ่าวหวิดขึ้นต้นตาลเก่งมาก และขณะขึ้นต้นตาลแกจะถอดกางเกงนอกออก เหลือไว้แต่กางเกงใน แกบอกว่านุ่งกางเกงในขึ้นต้นตาลมันคล่องดี ...ผมไม่ได้พบบ่าวหวิดเสียนานประมาณ ๓๐ ปีแล้ว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากลับไปทำบุญที่บ้าน จึงได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง แทบจะจำกันไม่ได้ ผมถามบ่าวว่า "ยังขึ้นโหนดอยู่หรือไม่?" บ่าวหวิดตอบว่า "ขึ้นไม่รอดเสียแล้ว"./
     ผมรีบเดินกลับบ้านเพื่อให้ทันเข้าแถวที่โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)โดยทิ้งภาพท้องนาหน้าไถไว้เบื้องหลัง....พ่อและชาวบ้านเชิงแสไถนาอยู่ "หลายเช้า" พ่อนั้นไถนาไม่หยุดเลยไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ต้องไถทุกวัน ไถจนถึงเที่ยงก็หยุดเรียกว่า "ไถได้งายหนึ่ง" ช่วงหลังเที่ยงแล้วไม่ไถนา ให้วัวได้พักกินหญ้า กินหญ้าจาก "หวันเที่ยง ..หวันไช้ ..จนหวันเย็น" รอผมมารับวัวกลับหลังจาก "โรงเรียนลง" คือหลังเลิกเรียน เด็กนักเรียนที่บ้านเชิงแสมีประสบการณ์กันอย่างนี้ทุกคน พ่อไถนาทั้งไถดะและไถแปรแล้ว จึงถึงขั้นตอนหว่านข้าว แม่หาบข้าวปลูกที่เคล้ามายาไว้ดีแล้วไปยังที่นาวันเว้นวัน การทำนาโดยใช้แรงงานในครอบครัวอย่างนี้ ต้องไถไปหว่านไป พ่อหว่านข้าวน่าชมมาก พ่อใช้กระสอบนั่งใส่ข้าวปลูกจนเต็ม อุ้มไว้ด้วยมือซ้ายแล้วใช้มือขวากำข้าว หงายมือซัดโปรยเมล็ดข้าวออกไปตามผืนนาที่ไถเตรียมดินไว้ ข้าวที่ปล่อยออกจากมือนั้น คราวแรกปล่อยออกไปไม่หมด โดยคลายนิ้วออกเพียง ๒ นิ้วก่อน ข้าวปลูกส่วนหนึ่งจึงยังเหลืออยู่ในมือ การหว่านครั้งแรกหว่านไปใกล้ๆก่อน หว่านข้าวในมือครั้งสองหว่านไปไกล เมล็ดข้าวพุ่งเป็นสายสีน้ำตาลดูงามตา นาที่ขวางหวันของเราเป็นนาหว่าน หว่านแปลง"ในพรุ" ซึ่งเป็นที่ลุ่มและแปลงใหญ่ที่สุดโดยใช้พันธ์ุข้าวไข่มดริ้น....หลังจากหว่านข้าวเสร็จแล้วก็ต้องฝากไว้กับฝนกับฟ้า ปีนี้โชคดีฝนตกต้องตามเวลา คือค่อยๆตก หนักขึ้นๆ ตามอายุของข้าว ในนาเราข้าวงามดี และหญ้าในนาก็งามเหมือนกัน งานในนาจึงต้องทำต่อเนื่องไป เป็นงานตัดหญ้าและ "ข้าวผี" เพื่อให้นาหมดวัชพืช หญ้าในนาและข้าวผีนั้นไม่ได้ตัดทิ้งไปเปล่าๆ ต้องนำมาเลี้ยงวัว นำมาให้วัวกิน หน้านาแล้วพื้นที่เลี้ยงวัวมีน้อยมาก ชาวเชิงแสต้องใช้หญ้าในนาเลี้ยงวัวกันทั้งนั้น...โดยเฉพาะวัวของพ่อนั้นทุกตัวจะมีอาหารพิเศษ นั่นคือ "ลูกตาลอ่อน"...ซึ่งพ่อสอยมาสับให้กินเป็นอาหารเสริม/

     เข้าเมือง กับ เรื่องราวและประวัติของสวนพระเทศฯ

(ภาพพระนิเทศโลหสถาน, วูดฮัล วุฒิภูมิ)
     ก่อนออกพรรษาขณะที่ต้นข้าวในท้องนาเริ่มโตขึ้น แม่ได้รับข่าวจากสงขลาว่า "ป้าเชย" พี่สาวของแม่ป่วย ป้าของผมท่านนี้ได้นำลูก ๆ เข้าไปตั้งหลักของชีวิตที่ในเมือง โดยป้าต้องจากบ้านเชิงแสไปอยู่ที่บ่อยาง สงขลา หลังจากที่ "แปะฮั่น" สามีของป้าจากไป ป้าเชยปลูกบ้านอยู่ที่ "สวนพระเทศฯ" ในเขตเทศบาลเมืองสงขลา ป้ารับข้าวสารจากโรงสีไปขาย เลี้ยงตัวและเลี้ยงลูก ๆ ที่สำคัญป้ามีพระคุณแก่ญาติเหลือคณา เพราะป้าจัดให้บ้านเป็นที่พักแก่พี่ๆของผมที่เข้าไปเรียนหนังสือในเมืองสงขลา ไม่เท่านั้นป้ายังให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กผู้หญิงลูกหลานชาวเชิงแสนับสิบคน ให้ได้มีที่พักอาศัยในระหว่างไปเรียนหนังสือที่สงขลา ทั้งนี้เนื่องเพราะในขณะนั้นกิจการหอพักที่สงขลามีน้อย ถึงจะมีก็เกินปัญญาและเกินกำลังเงินของชาวบ้านเชิงแส คุณูปการของป้าเชยเป็นสิ่งเป็นเรื่องที่ชาวเชิงแสที่เคยไปพึ่งพิงป้าไม่ควรลืม...+++...เมื่อป้าป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลแม่ซึ่งเป็นน้องสาวจึงต้องทิ้งท้องนาไว้ชั่วคราว ไปเยี่ยมป้า ...แม่เข้าเมืองครั้งนี้แม่นำผมไปด้วย เป็นการเข้าเมืองสงขลาครั้งแรกๆ ของผม แม่พาผมลงเรือ "ศรียนต์" ของแปะเซ่งไประโนด แล้วคืนนั้น "เรือแสงจันทร์" เรือยนต์สองชั้นก็นำผู้โดยสารกับแม่และผม พร้อมสินค้าสารพัด ตลอดจนหมูในชุดไก่ในเข่ง เดินทางในยามค่ำคืนฝ่าท้องน้ำทะเลสาบเดินจักรสู่สงขลา ผู้โดยสารนั้นมีทั้งเดินทางไปเยี่ยมญาติ ไปธุระ และไปค้าขาย ส่วนหมูและไก่ที่ท้ายเรือก็ไปเยี่ยมญาติเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เยี่ยมญาติที่บ้าน หมูและไก่ไปเยี่ยมญาติที่โรงเชือด และก็คงจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น จึงไม่กลับมาที่ระโนดอีกเลย...เรือแสงจันทร์จอดแวะรับผู้โดยสารครั้งเดียวที่อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง เมื่อเวลาเที่ยงคืน จากนั้นเรือแล่นต่อไปจนถึงเกาะยอ และก็ถึงท่าเรือสงขลาเมื่อจวนสว่าง ท่าเรือนี้อยู่ใกล้ร้านค้าของน้าปานน้าถิ่น แก้วทอง เจ้าของโรงสีเชิงแสกสิกิจ แม่ปลุกผมให้ตื่นนอน แล้วนำผมลงจากชั้นสองของเรือ เช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ แม่และผมแวะที่ร้านน้าถิ่นครู่หนึ่ง น้าถิ่นเรียกรถสามล้อที่รู้จักกันให้แม่พร้อมทั้งบอกสามล้อว่า.."ไปบ้านน้าเชย ที่สวนพระเทศ"
     "สวนพระเทศฯ" เป็นละแวกเก่าที่หนึ่งของเมืองสงขลา ชื่อนี้น่าจะเรียกกันมาตั้งแต่รัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ หรืออาจจะตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระปิย มหาราช ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ก็อาจเป็นได้ ชาวสงขลาและท่านที่มีบ้านเกิดในเมืองสงขลาบางท่านอาจจะไม่ทราบ เอาเป็นว่า "เด็กบก" จากบ้านนอกบ้านนา ขออนุญาตอย่างวิสาสะเล่าเรื่อง "ละแวกบ้านนามทำเล" เก่าของเมืองสงขลาให้ฟังก็แล้วกันนะครับ
     "พระเทศฯ" .... เป็นราชทินนามและบรรดาศักดิ์ของข้าราชการไทยที่สัญชาติบิดาเป็นสิงหล แบบเดียวกับพระยาอรรถการประสิทธิ์ (William Alfred Tileke)นักกฎหมายอดีตอธิบดีกรมอัยการ คุณพระเทศฯของชาวสงขลาท่านผู้นี้มีราชทินนามเต็มว่า ... "พระนิเทศโลหสถาน" ...คุณพระท่านมีนามเดิมว่า "วูดฮัล" ท่านเกิดเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๓ ข้อมูลจากท่านอาจารย์เธียร เจริญวัฒนา ชาวระโนดครูเก่ามหาวชิราวุธเมื่อ ๒๔๘๕ บรรพตุลาการ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเคยเห็นและได้พูดคุยกับพระเทศฯตัวเป็นๆมาแล้ว ทั้งเคยสอนกฎหมายวิชาละเมิดแก่ทายาทบางคนของพระเทศฯ ถ่ายทอดความทรงจำให้ผมฟังและจดมา (ประกอบกับข้อมูลจากความจำของผมในวัยเด็ก)ว่า...พระเทศฯรับราชการในสังกัดกรมราชโลหะกิจราวช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องกับช่วงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ประมาณนี้้ คุณพระเป็นชายผิวคล้ำร่างใหญ่ ต่อมาราชการไทยส่งคุณพระมารับราชการที่สงขลา ในตำแหน่งข้าราชการวิสามัญโลหะกิจจังหวัด ทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจตรากิจการแร่ของสงขลาเรา ท่านได้รับเงินเดือนสูงมาก คือ เดือนละ ๒๘๐ บาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนของผู้พิพากษาในขณะนั้น (เงินเดือนของผู้พิพากษาขณะนั้น ๒๔๐ บาท คือ ๓ ชั่งนับว่าสูงมากแล้ว เงินเดือนคุณพระเทศฯยังสูงกว่า) และแน่นอนว่าสูงกว่าเงินเดือนของเสมียนอาวุโสซึ่งรับอยู่ที่ ๒๘ บาท ต่อเดือน ส่วนเงินเดือนครูชั้นผู้ใหญ่นั้นเดือนละ ๘๐ บาท คุณพระเทศฯจึงเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของเมืองสงขลา ชั้นแรกที่ย้ายมารับราชการที่สงขลาท่านเช่าตึกสามชั้นหลังใหญ่เป็นที่พำนัก ตึกหลังนั้นตั้งอยู่ที่หัวมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงที่ถนนนางงามตัดกับถนนปัตตานี คุณพระเป็นข้าราชการที่รักการอ่านและรักการศึกษาค้นคว้า ซึ่งต่างกับผมมาก ผมนั้นรักที่จะคว้าความรู้ที่ครูค้นมาได้ ไม่ใช่รัก "ค้นคว้า" เรียกว่ารัก "คว้าค้น" เพราะครูเผลอเป็นไม่ได้เอาเสียเลยชอบคว้ามาทุกครั้ง ...(แต่ก็อ้างอิงแหล่งความรู้นะครับ)...ขณะรับราชการที่บ้านเราท่านมีที่สวนใหญ่แปลงหนึ่ง บริเวณนั้นสมัยที่สงขลายังมีกำแพงเมือง ตรงนั้นเดิมเรียกกันว่า "นอกแพง" เพราะอยู่นอกกำแพงเมือง ที่สวนของท่านตั้งอยู่ระหว่างวัดชัยมงคลกับวัดเพชรมงคล และอาจกินอาณาบริเวณไปทางด้านหลังวัดด้วย วัดชัยมงคลเดิมชื่อว่า "วัดโคกเสม็ด" ส่วนวัดเพชรมงคลเดิมชื่อว่า "วัดโคกขี้หนอน" คำว่าขี้หนอนนั้นไม่ใช่ว่าหนอนมาถ่ายไว้แล้วพระเดินไปเหยียบ ไม่ใช่อย่างนั้น ขี้หนอนเป็นภาษาใต้ดั้งเดิม คือ "กินนร" ที่คู่กับกินรี คำว่า "นอก" คำนี้พวกสงขลาทั้งบ่อยางบ่อพลับใช้กันบ่อย เช่น บริเวณที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลเมืองสงขลา หัวมุมถนนรามวิถีตัดกับถนนปละท่า ใกล้หอนาฬิกาที่แต่เดิมเคยมีนั้น บริเวณนี้เดิมเรียกว่า "นอกเมรุ" เพราะอยู่นอกกำแพงเมือง และเป็นที่ตั้งเมรุเผาศพของเจ้าเมืองกับคนในสกุล "วัดตีนเมรุฯ" ที่ซึ่งผมเคยมีวาสนาได้เป็นเด็กวัดอยู่คราวหนึ่ง ตั้งชื่อนี้ขึ้นก็เพราะอยู่ทางทิศเหนือของเมรุเผาศพเจ้าเมือง "ปละตีนเมรุ"


     (พากันไปเสียไกล...จะกลับมาเรื่องสวนพระเทศฯต่อ ก็ได้เวลาไปทำบุญเสียแล้ว.....เล่าคร่าวๆ ไว้ก่อน ..เอาเป็นว่าสวนของพระเทศฯเป็นสวนใหญ่ คุณพระมีวัวหลายตัวเลี้ยงไว้ที่สวนนี้ โดยมีคนเลี้ยงให้ คนเลี้ยงวัวของท่านก็เป็นชาวลังกา และพูดภาษาอังกฤษได้..เมื่อครูเคล้าอายุประมาณ ๑๑ ปี ครูเคล้า คชาฉัตร ครูดีศรีมหาวชิราวุธ เคยขึ้นนั่งขึ้นนอนบนหลังวัวของพระเทศฯ..ครับ./)......................++++++++.....(ทำบุญแล้ว)...เล่าเรื่องของพระเทศฯต่ออีกสักเล็กน้อย...คุณพระมีลูกหลานที่สงขลาหลายคน และทายาทของท่านบางคนเติบโตขึ้นมีหน้าที่การงานทางด้านการแพทย์ สกุลของคุณพระเทศฯนั้นคือ "วุฒิภูมิ" ซึ่งก็คือชื่อถนนสองสายที่ตั้งอยู่ระหว่างวัดชัยมงคลและวัดเพชรมงคลดังกล่าวข้างต้น...น่าจะประมาณช่วงปลายรัชกาลที่ ๗ คุณพระนิเทศฯได้ออกจากราชการ จะออกเพราะ "ถูกดุลฯ" หรือลาออกของท่านเองไม่แน่ชัด แต่หลังจากหมดสิ้นภาระราชการแล้ว ท่านก็ตั้งรกรากอยู่ที่สงขลานั่นแหละ เพียงแต่ได้ย้ายที่พักไปอยู่ที่บ้านชั้นเดียวที่ถนนสายบุรี ที่บ้านนี้ภรรยาของท่านเปิดเป็นร้านขายกาแฟ ส่วนตัวท่านนั้นนั่งอ่านหนังสือ ท่านมีหนังสือดีๆเป็นจำนวนมาก หนังสือของท่านบางเล่มมีเนื้อหาสำคัญว่า "คนที่เป็นเพื่อนกันต้องไม่ยืมเงินกัน เพราะจะเสียทั้งเงินและเสียทั้งเพื่อน" ยิ่งกว่านั้นคุณพระนิเทศฯอ่านหนังสือแล้วท่านจะจดความรู้ที่ได้มาจากการอ่าน จดไว้ในสมุดหลายเล่มมาก เมื่อท่านอาจารย์เธียรของผมถาม ท่านตอบว่า..."ความรู้ที่จดไว้นี้ ตายไปแล้วเผื่อจะได้ติดตัวไปในชาติหน้า" คุณพระนิเทศฯ ท่านจากไปเมื่อปี ๒๕๐๗ ครับ......พูดถึงเรื่องข้าราชการที่เมืองสงขลาแล้ว ก็ขอเล่าต่ออีกนิดเกี่ยวกับราชทินนามของข้าราชการแห่งเมืองสงขลา คือว่าเดิมนั้นบริเวณตัวเมืองสงขลามี ๒ ตำบล ตำบลบ่อยางตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือ ตำบลบ่อพลับอยู่ทางทิศใต้ แยกตำบลกันที่ประมาณถนนหนองจิกและและถนนเก้าห้อง ถนนเก้าห้องนี้หลังจากการประกวดนางงามก็เรียกกันว่าถนนนางงาม ตำบลบ่อยางมีกำนันชื่อว่า "ขุนประโยชน์บ่อยาง" ชื่อเดิม โผ้เฉี้ยง อุณินฑโร ส่วนตำบลบ่อพลับมีกำนันชื่อ "ขุนบ่อพลับพิศาล" ชื่อเดิม อุหมาด พิศาล สำหรับแพทย์ประจำตำบลนั้นคือ "ขุนอภิบาลบ่อพลับ" ชื่อเดิม ทิ้ง บูรณธรรม ท่านขุนอภิบาลบ่อพลับท่านนี้เป็นคุณตาของอาจารย์ อาภรณ์ สาครินทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวรนารีเฉลิม สงขลา โรงเรียนอันเป็นแหล่งศึกษาร่มเย็นในแผนกศิลป์ฝรั่งเศสของผม เข้าใจว่าท่านอาจารย์อาภรณ์น่าจะเคยเป็นผู้พิพากษาสมทบของศาลเยาวชนฯสงขลาด้วย ราชทินนามข้าราชการเมืองสงขลาที่คล้องจอง ก็เช่น "ขุนศิลปกิจพิสัณฑ์ (ผัน ศุภอักษร)...ขุนศิลปกันพิเศษ (แปลก เจริญศิลป์)...ขุนศิลปกรพิศาล...ขุนศิลปการพิศิษฐ์"
     สงสัยว่าผมจะกลับสวนพระเทศฯที่บ้านของป้าเชยได้หรือ?..กลับได้ครับ...เมื่อผมและแม่ไปเยี่ยมป้านั้น มีแต่ชื่อสวนพระเทศฯ สภาพของสวนไม่มีเค้าให้เห็นเสียแล้ว หรือถ้าจะมีก็คงน้อยเต็มที่ เข้าใจว่าหมดสภาพไปเมื่อตัดถนนวุฒิภูมินั่นแหละ "วุฒิภูมิ" เป็นชื่อถนนที่ตั้งขึ้นเป็นอนุสสรแก่คุณพระ เพราะนามสกุลของท่านชื่อว่าวุฒิภูมิ ถนนเส้นนี้ยาวพอสมควร ปลายถนนด้านทิศตะวันออกยังมีสภาพเป็นสวนอยู่เล็กน้อย มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ และค่อนข้างเป็นที่ลุ่ม สองฟากถนนเป็นบ้านไม้สองชั้นหลายหลัง แต่ละหลังงามดูสะอาดตาน่าอยู่ ประมาณปี ๒๕๒๑ มีบ้านตึกหลังหนึ่งเป็นบ้านเดี่ยวสีเหลืองอ่อนสวยงามมาก เป็นเรือนหอของนักธุรกิจค้าผ้าในตลาด ขณะนี้บ้านหลังงามดังกล่าวก็ยังมีอยู่ แม้ว่าสีจะเก่าหมองลงไปมากแล้ว........++++++....(ที่สงขลานั้นมีผู้สงสัยกันอยู่อีกสวนหนึ่ง คือ "สวนเถ้าแก่" สวนนี้เดิมเป็นของ "เถ้าแก่ยกสั้น" ท่านมีบ้านอยู่ที่บริเวณถนนนางงามตัดถนนยะลา ตัวท่านเป็นคนมีบุคลิกเงียบๆ ซึ่งเป็นธรรมดาของคนดีมีฐานะ เพราะไอ้ที่หนวกหูดังรำคาญจะช่วยเหลือพาลชนคนทุจริตอย่างที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบันนั้น ส่วนมากแล้วน่าจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เถ้าแก่ยกสั้นมีสวนอยู่ที่บริเวณทิศใต้ของวัดโพธิ์ฯ ครูเคล้าเจ้าของวลี Today is chatpring day เคยพูดขำๆว่า ..."เถ้าแก่คนนี้แปลกดี จะยกทั้งที พันพรื้อที่ไม่ยกเสียให้ยาว"...)
     การได้เข้าเมืองครั้นนี้เหมือนกับว่าตัวผมได้เปิดโลกกว้าง โลกที่ไม่ได้มีแต่ทุ่งนา ต้นตาล ปากบางเชิงแส และความสุขจากการเล่นน้ำในทะเลสาบสงขลา เท่านั้น แต่เป็นการได้พบเห็นโลกที่มีความเจริญโดยเฉพาะทางการศึกษา ผมได้เห็นโรงเรียน "วิเชียรชม" โรงเรียน "มหาวชิราวุธ" ซึ่งรั้วซีเมนต์มีป้ายชื่ออักษรสีชื่อของโรงเรียนสีน้ำเงิน โรงเรียนทั้งสองดังกล่าวเป็นสถานที่เรียนของพี่ชายผม อีกทั้งผมได้เห็น "ตึกเคฯ" หลังงามในวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ ซึ่งวิทยาลัยการช่างชั้นสูงของภาคใต้แห่งนี้ในขณะนั้นพี่ชายของผมกำลังเรียนอยู่ในแผนกสถาปัตยกรรม พี่ชายของผมคนนี้เข้าเรียนที่แผนกสถาปัตย์ฯ เป็นรุ่นที่ ๒ ของวิทยาลัย นอกจากนั้นผมได้เห็นศาลจังหวัดสงขลา ได้เห็นศาลเด็กฯและได้เข้าไปในเขตศาลเด็กด้วย ...เข้าไปเฉพาะเขตศาลนะครับ เขต "หรางเด็ก" ไม่เกี่ยวกัน ไม่ได้เข้าไป...(...อันที่จริงคุกหรือตะรางนี่ดูแล้วมีค่าน้อยน่ารังเกียจก็จริง แต่ต่อให้มีเงินหรือมีการศึกษาสูงแค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปเดินเล่นได้นะครับ..จะขอเข้าไปเที่ยว หรือขอเข้าไปกินข้าวสักมื้อขอกันง่าย ๆ ไม่ได้ หรือหากได้เข้าไปแล้ว จะออกกันได้ตามใจชอบก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะครับ...จึงสรุปว่าคุกตะรางเป็นสถานที่สำคัญอยู่ไม่น้อย จะเข้าจะออกตามอำเภอใจไม่ได้..++/..เดิมเมื่อสมัยแต่แรก ที่เมืองสงขลามีสถานที่มีบริเวณที่ใช้เป็นที่ประหารชีวิตนักโทษอยู่ที่หนึ่ง คือ บริเวณที่ซึ่งปัจจุบันทุกวันนี้เรียกว่า "วชิรา" ด้านทิศใต้ของศาลเด็กฯ ตรงนั้นมีศาลาหลังคาสังกะสีอยู่หลังหนึ่งด้วย เป็นที่ให้พระเทศน์ให้นักโทษฟัง และให้นักโทษประหารกินข้าวมื้อสุดท้าย ก่อนที่จะตัดคอประหารชีวิตกัน.../อย่างไรก็ตาม การประหารชีวิตนักโทษที่มีชาวสงขลาร่วมกันมุงดูมากที่สุด ไม่ใช่การประหารที่วชิราหรอกครับ แต่เป็นการประหารกลุ่มนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ที่ร่วมกันก่อกรรมเลวต่ออาจารย์สมนึกและอาจารย์ศิริพร ผมขอเว้นชื่อกลุ่มนักโทษกลุ่มนี้ไว้ ..)การที่ผมได้ชมเมืองสงขลาครั้งนั้นก็โดยมีพี่ๆลูกของป้านำเที่ยวประมาณนั้น และทุกครั้งที่พี่ๆนำผมออกจากห้องพักของป้าที่โรงพยาบาล ทุกคนต้องเตือนผมเสมอว่า "อย่าลืม..เกือก" ต้องเตือนกันก็เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เท้าของผมมีภาระต้องใส่สิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่ารองเท้า มีอยู่บางครั้งเมื่อเดินออกมาถึงใต้ต้นราชพฤกษ์หน้าโรงพยาบาลสงขลาแล้วผมบอกให้พี่ๆรอ เพราะผมลืมเกือก อยู่บ้านนอกบ้านนาหนังเท้าหนาเสียเคยชิน...คิดไปแล้วสภาพของผมในช่วงนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับ "นายเถื่อนเป็นนายเมือง"...และที่ได้เป็นนายเมืองที่สุดสำหรับผมนั้น น่าจะเป็นเพราะได้ไปเที่ยวที่สวนเสรีข้างเขาน้อย กับได้ถ่ายรูปที่แหลมสมิหลา...นั่นเอง...อย่างไรก็ตาม จะกล่าวให้ชัดแจ้งลงไปแล้ว ผมคิดว่าภาพที่มีส่วนในการกระตุ้นความคิดของผมมากที่สุด มีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรก คือ ...ผมได้เห็นภาพถ่ายของผู้ที่ได้รับปริญญาที่ร้านถ่ายรูปในตลาดเมืองสงขลา...ผมไม่ได้รู้เองหรอกว่าเป็นรูปผู้ได้รับปริญญา รู้จากพี่ๆและป้าบอก ป้านั้นย้ำผมนักหนาว่าต้องเรียนหนังสือให้มากๆ จึงจะได้รับปริญญา.....ส่วนเรื่องที่ ๒ คือ ในระหว่างอยู่ที่สงขลาญาติพี่น้องได้นำผมไปเยี่ยมญาติที่อำเภอจะนะ ผมได้นั่งรถเท็กซี่ผ่านวงเวียนน้ำพุ และสนามบินสงขลา ผมจำได้ติดตาเมื่อมองผ่านคันคูและรั้วลวดหนามเข้าไป จำติดตาว่า ขณะที่ฝนกำลังตกผมเห็นเฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ที่สนามบิน เป็นครั้งแรกในชีวิต(อีกแล้ว)ที่ผมได้เห็นเครื่องบิน..เกี่ยวกับเรื่องสนามบินที่สงขลานั้น มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องโจรปล้นเงินของธนาคารเอเชีย สาขาหาดใหญ่ ที่นำจากกรุงเทพฯ มาโดยเครื่องบิน มาลงที่สงขลาเพราะขณะนั้นที่หาดใหญ่ยังไม่มีสนามบิน โจรคนหนึ่งได้รับเงินส่วนแบ่งแล้ว ไม่รู้จะเก็บ "หยบ" เงินไว้ที่ไหน จึงนำไปซ่อนไว้บนยอดต้นมะพร้าว เช้าขึ้นมาไปแหงนดู จนเป็นพิรุธในที่สุดก็ถูกจับได้

(วันเปิดศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลาเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๕ ,ภาพจากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอรรถการีย์นิพนธ์)

(พระยาอรรถการีนิพนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้พิพากษาและเหล่าผู้พิพากษาสมทบชุดแรกของศาลเด็กสงขลา ,ภาพจากหนังสือเล่มเดิม)

(ตึกเคหะศาสตร์ ในวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ ตั้งอยู่ไม่ไกลนักกับศาลเด็กสงขลา ,ภาพจากกระทู้ใน Web กิมหยงฯ )
     สุดท้ายสำหรับนายเถื่อนที่กำลังจะเป็นนายเมืองอย่างผม ที่ต้องเล่าไว้ก็คือ ช่วงเย็นๆ ผมเดินเล่นที่บริเวณโรงพยาบาลสงขลา ผมพบว่าชื่อของตึกที่มีห้องพิเศษของป้านั้น มีชื่อว่าตึก "ยุคลทิฆัมพร" ชื่อนี้ไม่เพียงแต่พิเศษที่มีห้องพักผู้ป่วยของป้าเท่านั้น แต่สำหรับผมแล้วพิเศษตรงที่ ผมต้องใช้เวลานานเป็นพิเศษกว่าที่จะอ่านออก...เมื่ออ่านออกแล้วจึงเห็นควรเล่าพระกรณียกิจของเจ้านายชั้นสูงพระองค์นี้ ที่ทรงมีต่อชาวสงขลาพอเป็นสังเขป...เล่าเสร็จแล้วก็จะได้กลับบ้านเชิงแสเสียที...+++...ชาวสงขลารุ่นเก่าๆนั้นหากเอ่ยพระนามถึง "สมเด็จฯ" แล้ว ย่อมเป็นที่ทราบที่รู้กันว่าหมายถึง "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์" พระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กับ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฎ "สมเด็จฯ" ท่านทรงเป็นอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ทรงสำเร็จราชการ ๓ มณฑล ทั้งมณฑลนครศรีธรรมราช(ที่ว่าการมณฑลตั้งอยู่ที่สงขลา) มณฑลปัตตานี และมณฑลสุราษฎร์ ขณะที่พระองค์ประทับที่สงขลาทรงโปรดเลี้ยงกวางด้วยนะครับ คอกกวางของพระองค์อยู่ป่าสวนหมากใกล้วัดไทรงาม (ตรงนี้เดิมเรียกว่าบ้านป่าหมาก)...+++...จะกล่าวไปแล้วจังหวัดสงขลาของเราได้รับพระมหากรุณาจากพระบรมวงศ์ชั้นสูงเสด็จมาปฏิบัติพระกรณียกิจอยู่เสมอมา และบางคราวก็ทรงหลีกลี้ภยันตรายทางการเมืองมาทรงพำนักที่จังหวัดของเรา กล่าวเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จฯเมืองสงขลานั้นเริ่มตั้งแต่การเสด็จฯของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ต่อจากนั้นเมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็เสด็จประพาสเมืองสงขลาถึง ๙ คราว ระหว่างที่ประทับ ณ เมืองสงขลา ได้เสด็จฯ เหยียบศาลมณฑลนครศรีธรรมราช ณ เมืองสงขลา ถึง ๓ ครั้ง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์เสด็จฯ เหยียบศาลที่เมืองสงขลาหนึ่งคราว เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๕๘ โดยพระองค์ประทับบัลลังก์ศาลทรงฟังพระยาทุษยันต์รังสฤษดิ์ (ทองคำ กาญจนโชติ,ต่อมาเป็นพระยาศรีธรรมราช,เจ้าของผู้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนหวังดี) อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑลฯ และหลวงราชปรีชา (เชื้อ กฤษณมิตร)พิจารณาคดีคนร้ายลักกระบือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ชกาลที่ ๗ นั้น เมื่อฝ่ายรัฐบาลสู้รบชนะฝ่ายของพระองค์เจ้าบวรเดชที่หินลับแล้ว วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ เสด็จฯลงเรือพระที่นั่ง "ศรวรุณ" ฝ่าคลื่นฝ่าล้มเสด็จฯมาประทับที่สงขลาถึง ๔๙ วัน การครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลระแวงข้าราชการที่รับเสด็จ ไม่นานนักทางการท่ี่กรุงเทพฯ ก็ได้จับกุมหลวงประกอบนิติสาร (ประกอบ บุณยัษฐิติ) อธิบดีผู้พิพากษาศาลฯที่สงขลา เข้าคุกและดำเนินคดี ...ข้อหานั้น ...พูดกันตรงๆ ก็คือข้อหาที่คุณหลวงประกอบฯ ท่านมีความจงรักภักดีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗..หลวงประเวศวุฑศึกษา (ประเวศ จันทนยิ่งยง)อาจารย์ใหญ่มหาวชิราวุธของเรา ก็โดนย้าย...ต่อมา...ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จสงขลาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๐๒ ปีนั้นผมยังไม่เกิด ยังอยู่ในชาติก่อน จึงระลึกไม่ได้ว่าได้เข้าเฝ้าฯหรือไม่ คงจะไม่ได้เข้าเฝ้าฯหรอก แต่ในชาตินี้นั้นจำได้ครับ..จำได้ว่าตัวผมเคยเฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คราวที่พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ เสด็จฯ มาสงขลาบ้านเรา ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อปี ๒๕๒๐ ป้าเชยและพี่ๆ นำผมไปที่ค่ายรามฯ ถนนไทรบุรี ยังจำได้ติดตาถึงภาพและเส้นทางที่พระองค์ล้นเกล้า และทูลกระหม่อมพระราชธิดา ทรงพระดำเนินเลี้ยวอ้อมพระบรมราชานุสาวรีย์ไปทางด้านทิศใต้ ก่อนที่จะทรงประกอบพระราชพิธี.../

(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถคราวเสด็จฯเหยียบศาลจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๐๒ ..ในภาพผู้เฝ้าฯอยู่นั้น คือ ท่านอธิบดีผู้พิพากษา พจน์ บุษปาคม ,ภาพจากกองสารนิเทศฯ สำนักงานศาลยุติธรรม)

     หอมกลิ่นทุ่ง
     จากนายเถื่อนเกือบจะเป็นนายเมืองอยู่ได้ประมาณ ๒ สัปดาห์ ผมก็กลับบ้านมาเป็นนายเถื่อนตามเดิม...+++...เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เชิงแสมีเพื่อนๆหลายคนมาหาผม ผมมีของฝากที่สำคัญมาให้เพื่อนๆ นั่นคือ กระป๋องนมเปล่าซึ่งที่เชิงแสนับว่าเป็นของที่หายากมากทีเดียว เพราะเด็กเชิงแสอย่างพวกเราส่วนใหญ่ที่เติบโตกันมานั้น ไม่ได้มาจากได้ดื่มนมหรอกครับ ดื่มกันแต่ "น้ำหม้อ" เนื่องจากหุงข้าวเช็ดน้ำ น้ำหม้อที่รินมาหลังจากที่ข้าวเดือดแล้ว ก็นำมาใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ยกขึ้นซดยามหน้าฝนอย่างนี้อร่อยร้อนเป็นทางลงไปถึงพุงถึงท้อง ระหว่างนั่งดื่มน้ำหม้อ แม่ก็จะให้เฝ้าหน้าเตาคอยดูว่า "ข้าวที่ดง" ไว้สุกดีสุกทั่วแล้วหรือยัง หากสุกยังไม่ทั่วก็จับหูหม้อหุงข้าวบริเวณที่มี "ไม้ขัดหม้อ" ขัดอยู่ แล้วยกตะแคง "ดง" จนข้าวสุก หากเบื่อน้ำหม้อผสมเกลือ ก็นำ "น้ำผึ้งแว่น" มาใส่ปากเกร็ดไปพลางดื่มน้ำหม้อไปพลาง...ก็อร่อยดีเหมือนกัน...กระป๋องนมที่ผมได้มานั้นเอามาทำรถไว้ลุนเล่นเข็นเล่นเมื่อถึงหน้าแล้งสนุกมาก...(มีเวลาจะวาดภาพให้ชม)...ส่วนหน้าฝนอย่างหน้านานี้ ยังเล่นรถไม่ได้ ...ต้องเล่นเรือที่ทำด้วย "นกพร้าว"...แต่ช่วงนี้ยังไม่ได้เล่นเพราะต้องช่วยแม่ทำนา

     ยามหน้านาของชาวเชิงแสนั้น ก่อนออกพรรษาต้นข้างสูงเลยเข่าแล้ว น้ำในนาก็เริ่มมากขึ้นเพราะฝนตกทุกวัน "...ถึงฝนจะตก ถึงฟ้าจะร้อง ถ้าไม่ได้เห็นหน้าน้อง พี่แทบละเมอ ละเมอ" นั่นเป็นเพลงของศรคีรี ศรีประจวบ นะครับ แต่สำหรับชาวเชิงแสแล้ว จะมาร้องเพลงอยู่ไม่ได้ ต้อง "คลุมผ้ายาง" ไปทำนา อยู่กันที่ในนา ซ่อมข้าว ตัดหญ้า ตัดข้าวผี ที่ในนาให้วัว เที่ยงวันตอนไหนบางวันก็ไม่รู้ เพราะไม่เห็นหวันไม่เห็นตะวัน รู้สึกตัวก็เมื่อเนือยหิวแล้ว "ขึ้นเที่ยง" ได้ก็ตั้งวงกินข้าวใต้ต้นตาลบนคันนานั่นแหละ น้ำฝนไหลไต่ใบโหนดลงมาในจานข้าวบ้าง ในปิ่นโตที่เรียกว่า "ชั้น" ที่ใส่แกงบ้างไม่ถือกันเพราะเป็นเรื่องปกติ ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินจริงๆ ทุกคนทั้งผมทั้งแม่ทั้งพ่อเปียกชุ่มทั้งตัว เรียกว่า "วันยังค่ำ" อยู่แต่ในนา หากวันไหนลมพัดแรง แม่จะบอกว่า "หมผ้ายางให้แน่นๆ เสียตะลูก หมให้แน่นนะลูกเหอ จะได้ไหม้เย็น" (อ่านว่า.จะได้ไม่เย็น.) ทำนาหน้าฝนอย่างภาคใต้ที่ฝนตกชุกทั้งวันแม้จะไม่ร้อน แต่ก็ลำบากมาก...แม่และพ่อช่วยกันดูแปลงนาว่านาบิ้งไหนบริเวณไหนตรงไหนที่ใดมีข้าวห่าง ก็จะไปถอนข้าวตรงที่แน่นมา "ซ่อม" วิธีไปถอนข้าวแน่นมาซ่อมข้าวห่างนั้น แม่จะแบ่งคราวละครึ่งวัน คือว่า "งายเช้า" แม่จะถอนแบ่งข้าวที่แน่นเหมือนการถอนกล้า มัดเรียงแช่น้ำเป็นกำๆ ส่วนมากแล้วได้ไม่เกินงายละ ๕ กำ เพราะถอนแบ่งข้าวอย่างนี้ต้องระวังไม่ให้กระเทือนถึงต้นที่คงไว้ นอกจากนั้นเมื่อเจอหญ้าบ้าง โสนบ้าง ข้าวผีบ้าง หรือข้าวต่างพันธุ์ ก็ต้องถอนไปด้วย ได้ข้าวซ่อมแล้วต้องตัดปลายใบกล้าให้เสมอกัน เมื่อวางเรียงไว้ในน้ำในนาแล้วดูงามดี จากนั้นก็อุ้มกำกล้าเดินซ่อมไปเรื่อยๆ ผมเคยถามแม่ว่า "แม่ตัดปลายใบเสียไซร่ ปล่อยไว้ให้ยาวๆ ข้าวจะได้โตไวๆ" แม่ตอบว่า "ข้าวที่ปักซ่อมหรือดำใหม่ๆ ต้องตัดปลายใบ ต้นข้าวเพิ่งปลูกถูกลมแรงๆ จะล้มเสียเหม็ด" ปลายใบที่ตัดนั้นไม่ได้ตัดทิ้งหรอก ตัดแล้วผมมีหน้าที่เอาไปให้วัวกิน หน้าฝนอย่างนี้วัวทุกตัวยืนนิ่งอยู่ที่ "โคกหนำ" น่าสงสารมาก พวกมันรอพ่อตัดหญ้าและสับลูกโหนดให้กินเมื่อถึงช่วง "หวันไซ้" คือช่วงบ่ายๆ คำว่า "ไซ้" หมายถึงเวลาบ่าย ผมอ่านพบในสมุดไทยเดิมเรื่องกัลปนาฯ ก็ใช้คำว่า "ไซ้" เหมือนกัน และมีอีกคำหนึ่ง คือคำว่า "เลิกพระศาสนา" แปลว่า "ยกหรือฟื้นฟูศาสนา" เมื่อผมยังเป็นเด็กที่เชิงแสบ้านผม หากจะหาจิ้งหรีดในขี้ไถในนามาเล่นกัน ก็ต้อง "ไปเลิกขี้ไถในปาขี้ไถ หาจิ้งหรีด" คือไปยกก้อนขี้ไถในนาหาจิ้งหรีด หามาได้แล้วมันไม่ส่งเสียง "กริ๊ด ๆ ๆ" ก็ใช้วิธีเป่าท้ายจิ้งหรีด นึกถึงชีวิตวัยเด็กแล้ว บางช่วงเวลาก็ทำบาปทำกรรมเสียจริงๆ.....++++.....ทุกวันนี้มีอายุมากขึ้น เมื่อต้องตรวจร่ายกายประจำปีคราวใด ได้แต่ภาวนาอย่าให้ต้องถูกหมอตรวจก้นหาโรคเลย ที่กลัวก็เพราะนึกถึงกรรมที่ทำไว้กับจิ้งหรีดเมื่อยังเป็นเด็ก จิ้งหรีดที่ถูกพวกเราเป่าก้น อาจจะรอให้พวกเราถูกหมอตรวจก้นก็เป็นได้...

   

     หลังจากที่ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน เช้าวันเสาร์นี้ฟ้าเปิดแล้ว ฝนขาดเม็ดลงอย่างสนิท ให้ต้นข้าวได้รับแสงแดดและอากาศสดใส กล้าข้าว ทุ่งนา และป่าโหนด อวลกลิ่นหอม เป็นกลิ่นทุ่งที่หอมเย็นสดชื่นอย่างน่าพิศวง น้ำใสในนาสะอาดเมื่อเพ่งมองก็จะเห็น ต้นอ่อนของพืชน้ำจำพวก "หวา" หรือสันตะวา "ผักริ้น" "ขี้ไต้" ตะไคร่น้ำ ที่ชาวเชิงแสเรียกว่า "ไคร" เริ่มแตกหน่อระรวยใบอยู่ใต้น้ำ ปูนาตัวเขื่องท่ี่ผมและเพื่อนๆ เรียกว่า "ไอ้หิน" คลานผ่านกอข้าวต้นเก่าตรงมายังกอข้าวใหม่ที่แม่เพิ่งซ่อมได้ไม่นานนัก ไอ้หินใช้ก้ามใหญ่คีบแล้วถอยตัวดึงโยกต้นข้าว จนมวลดินใต้กอข้าวเริ่มขุ่น ม้วนตัวขึ้นมาเกือบถึงผิวน้ำ ผมนั่งมองเงียบๆอยู่ที่หัวนา ...ไม่ได้การแล้ว...ไอ้หินเริ่มจะถอนต้นข้าวได้ ...ว่าแล้วผมค่อยๆเอื้อมมือลงไปจนใกล้ถึงผิวน้ำแล้วตั้งวงนิ้วดีดน้ำ ...ผลุ้ง..เสียงดีดน้ำดังจนไอ้หินตกใจ รีบคลายก้าม แล้วคลานหนีโดยเร็ว ทิ้งรอยเท้าเป็นเส้นและหมวนน้ำไว้เบื้องหลัง.....นับว่าเป็นภาพที่อยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา...สมัยเป็นนักเรียนมัธยมเคยเขียนพรรณาโวหารเรื่องที่ผมแกล้งไอ้หินเรื่องนี้ส่งอาจารย์เสียด้วย

     การจับปูหาปลานั้นเป็นเรื่องคู่กันกับเด็กบ้านนอกบ้านนา แต่เมื่อจะจับปูก็ต้องระวังก้ามปูหนีบมือ อย่างปูตัวโตเช่นไอ้หินนี้หนีบมือเจ็บมาก ไอ้โอ่งอ่างก็เป็นปูตัวใหญ่อีกชนิดหนึ่งที่หนีบเจ็บ อาจจะสงสัยว่าปูนาทั้งสองชนิดนี้ต่างกันอย่างไร ต่างกันชัดมากครับ คือ ไอ้หินที่กระดองมีลายขาวพาดสวยงาม ส่วนไอ้โอ่งอ่างกระดองสีน้ำตาลม่วงและออกจะเตี้ยกว่า ก้ามปูนาทั้งสองชนิดนี้ใหญ่เนื้อแน่นกินอร่อย จะต้มกินหรือเผากินก็อร่อย แต่ถ้าเผาก้ามปูกินก็จะตื่นเต้นกว่า ตื่นเต้นตอนที่ได้เห็นน้ำ ปุด ปุด ออกมาจากข้อต่อก้ามปู พี่สาวคนรองของผมแนะนำวิธีแก้ปูหนีบมือว่า...เมื่อถูกก้ามปูหนีบ "น้องบาว อย่าทกออก ถ้าทกออกจะเจ็บ เนื้อขาดได้ แต่ให้วางปูลงที่พื้น ปูหมันจะอ้าก้ามออก แล้วรีบคลานหนี เราถึงค่อยจับใหม่" นี่คือความรู้ชั้นยอด คำว่า "ทก" เป็นภาษาใต้คำเก่า แปลว่า ดึง ปูนานั้นนอกจากจะกินก้ามแล้ว ชาวเชิงแสบางคนที่ขยันจับปู ก็ทำมันปูขาย โดยเอามันปูเหลืองๆ ที่กระดองของปูมาต้มทำเป็นมันปู อร่อยมาก แม่ก็เคยทำ แต่นานๆ ครั้ง ส่วนใหญ่แล้ว แม่ซ้ือมาจาก "นัดหัวโคก" คือตลาดนัดที่สนามโรงเรียน ซึ่งมีสองวัน คือ วันอังคารและวันเสาร์ มันปูนี้ซื้อสักห้าสิบสตางค์ก็พอกินกันทั้งครอบครัวแล้ว เงินห้าสิบสตางค์ดังกล่าวยายและแม่เรียกว่า "โขก" ...๑ โขก เท่ากับ ห้าสิบสตางค์...++++++.....บ่ายวันนี้ กลับจากนาที่ขวางหวันแล้ว เพื่อนๆ สามสี่คนชวนกันไปตกปลาในนา คนหนึ่งถือจอบมาว่าจะขุดไส้เดือน เอาไปเป็นเหยื่อตกเบ็ด แต่ถูกผู้ใหญ่ห้าม เพราะฝนเพิ่งหยุดตก ไม่ให้ขุดที่ใกล้บ้าน แม่เคยแนะนำว่าให้ใช้ "ยางข่อย" เป็นเหยื่อเบ็ดแทน ตกลงเป็นอันว่าวันนี้พวกเราจะใช้ ยางข่อยเป็นเหยื่อ...ระหว่างทางไปตกปลาในนาที่ "สวนตีน" ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน พวกเราเดินร้องเพลงกันไปพลาง เน้ือเพลงมีว่า ..."ขึ้นเขา ไปเก็บกล้วยเถื่อน กลับมาถึงเรือน ขุดเดือนทงเบ็ด ไม่ทันถึงหนอง เดือนพองเพร็ดๆ ไม่ทันถึงหนอง เดือนพองเพร็ดๆ มือซ้ายถือเบ็ด มือขาวเด็ดเดือน"...

     เมื่อตกลงว่าจะใช้ยางของต้นข่อยเป็นเหยื่อปลา ดูเหมือนง่ายๆ ก็จริงอยู่ เพราะที่สวนตีนของบ้านเชิงแสนั้น ทุกสวนมีต้นข่อยต้นใหญ่ๆ ทั้งนั้น เริ่มจากที่ขอบ "สระตีน" ตรงด้านมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตรงนี้มีต้นข่อยใหญ่พอควรอยู่ต้นหนึ่ง หน้าร้อนแต่ละคราวลูกข่อยสุกเหลืองใสเหมือนแก้วพราวเต็มต้น ผมและเพื่อนๆ ไม่มีอะไรกินเล่น ก็ขึ้นไปกินลูกข่อยสุกต้นนี้ เพราะอยู่ใกล้บ้าน ที่นาสวนของแม่ก็มีต้นข่อยใหญ่ ใช้มีดสับยางออกมาได้ง่าย แต่วันนี้อาจพบปัญหาเสียแล้ว เพราะการใช้ยางข่อยเป็นเหยื่อปลานั้น จะใช้เฉพาะยางข่อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้ไข่มดแดงหรือตัวมดแดงผสม แล้วปั้นเป็นก้อนเกี่ยวตาเบ็ด วันนี้หน้าฝนและบ่ายมากแล้ว หาไข่มดแดงไม่ทัน เพื่อนผมคนหนึ่งแนะนำว่า หา "ปูสองดอง" มาทำเหยื่อดีกว่า ....ใช่แล้วครับ...บ่ายแก่ๆนี้ ตกลงว่า จะหาปูสองดองกัน ปูสองดองหรือปูสองกระดองเป็นปูที่เพิ่งลอกคราบ ทำเหยื่อเบ็ดได้ดี ปลาหมอชอบนัก

     ชวนกันตกปลาในนาข้าว เป็นความสนุกกันเสียมากกว่าที่จะให้ได้ปลาจริงๆ จนตะวันบ่ายมากแล้ว จึงพากันไปดื่มน้ำที่บ้านของปู่ปุ่น ย่าดำ จ้ายมะโน ทั้งสองท่านให้ความเอ็นดูผมและเด็ก ๆ มาก ทั้งสองท่านอยู่กันสองเฒ่าสองแก่ ไม่มีลูก และชอบทำบุญเป็นที่สุด เคยบริจาคเงินซ่อมสะพานใหญ่ข้าม "คลองควายอ่าง" กล่าวเฉพาะย่าดำนั้นเมื่อผมรับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตที่สวนอัมพร กรุงเทพฯ ก็มาร่วมแสดงความยินดีกับผม ...ปู่ปุ่นเห็นพวกเรามาถึงบ้านกลางนากลางทุ่ง ให้ดื่มน้ำแล้ว ก็เล่านิทานเรื่องปูให้ฟัง ว่า..."ตาแก่ใจบุญคนหนึ่ง ญาติให้ปูมาหลายตัว ตาจะต้มปูกิน แต่ก็กลัวบาป จึงตั้งจิตว่า เราจะตั้งกะทะต้มน้ำ แล้วใช้ไม้พาดที่ขอบกะทะ ให้ปูไต่ไป ตัวใดไม่ถึงคราว ก็จะไต่ข้ามได้ไม่ตกลงในน้ำต้ม ปรากฏว่า ปูที่ตัวเล็กไต่ถึงกลางไม้ ก็ตกลงไปทุกตัว เหลือไอ้หินตัวสุดท้ายที่ก้ามใหญ่ ไอ้หินไต่ข้ามได้ ตาจับไอ้หินมา แล้วพูดว่า ...เจ้าไต่ข้ามได้ เพราะตัวโตกว่าเพื่อน จะให้ไต่ครั้งเดียวหรือ ฉันก็เกรงว่าจะไม่ยุติธรรมสำหรับปูตัวใหญ่อย่างเจ้า"...ไอ้หินก้ามใหญ่จึงต้องไต่สองครั้ง..........ปู่มีนิทานสนุกและให้ข้อคิดมาเล่าอยู่เสมอครับ ..ก่อนกลับบ้านผมเห็นปู่ไอและดูเหนื่อย จึงถามปู่ว่า "โปไม่บายเหอ" ปู่ตอบว่า "หน้าฝน ไม่ค่อยบาย ฝนหยุดแล้ว หายหวัดกลับเป็นหอบเล่า แต่ไม่พรื้อแล้ว แรกเช้าไปวัดมา พ่อท่านให้ยาแก้หอบมาแล้ว" ..."ยาไหรโป?" ผมถามปู่ว่าพ่อท่านให้ยาแก้หอบเป็นยาอะไร..ปู่ปุ่นตอบว่า ..."ยาแก้หอบนั้น พ่อท่านว่า ให้..วาง..เสีย จะได้ไม่พักเที่ยวหอบอยู่"

(ย่าดำในงานบวชของผมเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ย่าดำนั่งที่ม้าหินติดกับพ่อที่ยืนอยู่ ด้านซ้ายมือของย่าดำเป็นย่ามาก และที่นั่งถัดจากย่ามากไปก็คือแม่ ระหว่างผมกับพ่อ คือ ลุงเห้ง ช่วยไล่ บ้านโคกพระ ลุงเห้งเป็นญาติของพ่อ พ่อเรียกว่า "เพนเห้ง" คำว่า "เพน" น่าจะมาจาก "พี่เณร" เป็นคำที่พ่อใช้เรียกผู้ที่เป็นรุ่นพี่ เช่น "เพนอิ่ม" "เพนปุ่น" ฯลฯ พี่เณรนั้นผมสันนิษฐานของผมเองอย่าเพิ่งเชื่อนะครับ...ภาพนี้ถ่ายภาพที่กุฏิกลางน้ำกลางทุ่งวัดเอก....บวชคราวนั้นผมจำพรรษาอยู่ครบษา จำวัดที่กุฏิหลังนี้กับท่านเจ้าคุณมนัสท่านเจ้าอาวาสพระนักพัฒนา แห่งบ้านเชิงแส)

     เย็นยามที่เดินตามหัวนากลางทุ่งข้าวเช่นเย็นนี้ กลิ่นทุ่งสวนตีนบ้านเชิงแส หอมทั้งกลิ่นทุ่งนา ดอกกล้วยผี ดอกเหมร และดอกลำเจียกข้างศาลาสระข่อยที่เรียกว่า "หลาสระข่อย" อีกทั้งดอกนมแมวก็ส่งกลิ่นหอมเคล้ารื่นริน พวกเราเด็กๆ ต่างพูดกันว่าดอกนมแมวหอมมากเวลาวัวเข้าคอก...แต่เรียวนมแมวนั้นใช้ตีเจ็บมาก พอกับหางปลากระเบน....+++++....ฝนหยุดตกได้ไม่กี่วันเมื่อถึงเดือนสิบสอง เดือนอ้าย เดือนยี่ ฝนภาคใต้ตกหนักอย่างต่อเนื่อง ต้นข้าวตั้งท้องแทงดอกออกรวงงามยามหน้าฝนหน้าน้ำ....ครั้นถึงกลางเดือนยี่ไปจนเดือนสามฝนจึงหยุดตก ข้าวพันธ์ุหนักสูงเหนือหัว สุกเหลืองเป็นทุ่งทองใต้ทิวแถวต้นตาล.......++++..."หน้าเก็บข้าว" ...เริ่มแล้ว...บ้านเชิงแสทั้งข้าวทั้งปลาในนาสมบูรณ์อุดม บางคนเริ่มทำ "หลุมวิ่ง" เพื่อจับปลาช่อน ปลาดุกนา และปลาหมอ ต่อไปเมื่อเสร็จจากหน้าเก็บข้าวก็จะได้ "จับลูกคลัก"....และ "หวดนก"...กันแล้วครับ.....+++++/.....

(ภาพพานอรามาของทุ่งเชิงแสซึ่งจิตรกรได้วาดไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา...แม้จำเนียรกาลผ่านเวลามาสามกรุง นับหลายร้อยปีแล้ว แต่ความงามของท้องทุ่ง วัดวาอาราม ทั้งหมู่บ้านชุมชน ก็ยังคงมีอยู่เป็นส่วนใหญ่ ...,ภาพตามเข็มนาฬิกา...จาก "วัดเชิงแสพระครูเอก", "โพธิ์ดอรขรี" หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ดอนโพธิ์ , "วัดพระไจยดีงาม" "เขารัชปูน"...ฯลฯ...ยังมีอยู่ครบ...เสียดายก็เพียง "วัดทเยา", "บ้านนางสีมา", "บ้านหลวงสีสังยศ" , "บ้านหลวงพรมหัวงาน" "บ้านเชิงแส กลางทุ่ง" และ"คลองพระ"...ซึ่งหากหมู่บ้านคามสถานเหล่านี้ยังมีอยู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่า คนยุคปัจจุบันจะรับรู้เรื่องราวและสังคมในอดีตได้อีกมาก ผมคิดในใจสมมุติว่า หมู่บ้านกลางทุ่งเหล่านี้หากยังมีอยู่ก็คงเทียบได้กับ "บ้านโคกแห้วน้ำโอและวัดโคกแห้ว" กระมัง และอนุชนของหมู่บ้านเหล่านั้นบางคน อาจจะมีความรู้ขั้นสูงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นราชบัณฑิต เหมือนเช่น ท่านราชบัณฑิตณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ...แห่งบ้านโคกแห้ว ตำบลโรง ก็เป็นได้)

     หน้านาเก็บข้าวปีนี้ดังเช่นแทบทุกปีที่ผ่านมา ข้าวในนาสุกเหลืองอร่ามทุ่งพร้อมกับที่น้ำนาลุ่มยังสูงเกือบถึงเข่า...+++...ก่อนถึงหน้า "เก็บข้าว" ทุกคืนช่วงหัวค่ำจะได้ยินเสียงครกตำข้าวกันหลายบ้าน เป็นการ "ตำเหม้า หรือ ทิ่มเหม้า" คือตำข้าวเม่านั่นเอง แม่ไม่ได้ตำข้าวเม่าที่บ้าน แต่ตำกันที่บ้านสวนของย่าดำ แม่กลับมาตอนไหนไม่ทราบ ผมหลับไปแล้ว ตื่นเช้าขึ้นมาเพราะเสียงแม่ขูดมะพร้าว ตื่นขึ้นมาล้างหน้าแล้วแม่ "ขูดพร้าว" เสร็จพอดี ผมจึงนำ "เหล็กขูด" ไปเก็บ แล้วนั่งรอดูแม่ทำข้าวเม่าคลุกมะพร้าว จนจบลงท่ี่แม่พรมน้ำเกลือลงไปในกะละมังข้าวเม่า กะละมังนี้ที่บ้านผมเรียกว่า "โคม" (ไม่ใช่ "Comb" นะครับ) พรมน้ำเกลือแล้วแม่ก็ตักใส่ถ้วยไว้ถ้วยหนึ่งรอใส่บาตร ซึ่งช่วงนี้ออกพรรษาไปนานแล้ว ที่วัดกลางไม่มีพระพอ "ยืนบาตร" ดังนั้นช่วงนี้ผู้ที่มายืนบาตรแทนพระ คือ "ลุงหลง" ข้าวเม่าอีกถ้วยหนึ่งแม่ตักให้ยาย แต่ยายบอกว่าไว้กินพร้อมกัน ...ระยะเริ่มหน้าเก็บข้าวมีชาวเชิงแสหลายคนนำข้าวเม่ามาให้ยาย เป็นประเพณีและขนบบ้านนาของชาวบ้านเชิงแส ที่จะนำข้าวเม่าและข้าวสารใหม่ๆมามอบให้แก่ผู้ใหญ่ที่เคารพ มีญาติของแม่ครอบครัวหนึ่งอยู่ที่บ้านเขาใน ชื่อ "ลุงชุม" และ"ป้าอบ" นำทั้งข้าวสารใหม่และกล้วยมามอบให้ยายทุกปี นัยว่าเป็นญาติฝ่ายยาย น่าเสียดายที่เรื่องนี้ผมไม่ได้ถามแม่ให้ละเอียด เสียดายจริงๆ

(จดหมายของแม่ที่เขียนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำนาและสภาพของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อประมาณเกือบ ๓๐ ปี ที่แล้ว...ผมยังคงเก็บจดหมายแม่ไว้หลายฉบับ)

     ช่วงเวลาก่อนเริ่มเก็บข้าวเช่นนี้ พ่อและแม่ต้องเตรียมเครื่องมือหลายอย่าง ทั้ง "แกะ", "แสรก" หรือ สาแหรก , "เปี้ยว" และหมวก นอกจากนั้นพ่อและแม่ยังได้จัดเตรียม "ลอมข้าว" ไว้เป็นที่เก็บเรียงข้าว วิถีชาวนาภาคใต้นั้น ไม่มียุ้งข้าว แต่มีลอมข้าวที่บนบ้าน เรียกว่า "จากรวง เป็นเรียง แล้วจึงดับขึ้นเป็นลอม" นี้คือขั้นตอนการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวเชิงแสและชาวนาภาคใต้ลุ่มทะเลสาบสงขลา พ่อใช้เวลาประมาณหนึ่งวันรื้อข้าวเก่าไปตั้งเป็นลอมใหม่ที่ระเบียงด้านทิศตะวันตกของบ้าน ใกล้ๆกับลอมข้าวเหนียว เสร็จแล้วปูสาดใหม่คือปูเสื่อใหม่ (คำว่า "สาด" ที่ในภาษากลางว่าเสื่อนี้ นัยว่าเป็นภาษาเหนือที่ชาวพัทลุงนำมาใช้ แท้จริงเป็นอย่างไรคงต้องสืบค้นทางภาษากันต่อ) ส่วนผ้ายันต์มงคลและคำบูชาพระคุณของแม่โพสพที่ใส่ขวดสีดำ ซึ่งอยู่ที่บริเวณใจกลางลอมข้าวชั้นล่างสุดนั้น พ่อเก็บไว้อย่างดี เมื่อได้ข้าวใหม่หาบแรกมาจัดเป็นลอมข้าวในปีนี้แล้ว พ่อจะทำพิธี "ว่าคำพระ" ตั้งขวดดำใบนี้ที่กลางลอมข้าวใหม่ ทำนองเชิญขวัญข้าวสู่เรือนประมาณนั้น....ก็เหลือเชื่อเหมือนกันนะครับ ภาพเหล่านี้ผมไม่ได้เห็นเสียนานเพราะจากบ้านมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังคงจำได้เหมือนเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาไม่นาน ไม่ใช่ความจงความจำดีหรอก แต่เพราะเร่ิมแก่แล้วนั่นเอง...พี่สาวของผมเล่าให้ฟังว่า ก่อนผมเกิดประมาณ ๑๕ วัน ครั้งที่เกิดเหตุฆ่ากันตายที่หมู่บ้านอื่น ตำรวจใช้อำนาจกฏหมายสมัยเผด็จการ ตั้งข้อสงสัยและมารุมล้อมจับพ่อ เมื่อพ่อถูกจับแล้ว มีตำรวจอีกกลุ่มหนึ่งมาที่บ้าน ต่างใช้เสียมและไม้แทงเข้าไปในลอมข้าว เพื่อจะหาปืน ปรากฏว่าไม่พบปืน พบแต่ขวดผ้ายันต์ขวัญแม่โพสพใบนี้...เหลือเชื่ออีกเช่นกัน ที่ต่อมาเมื่อผมเป็นผู้พิพากษาแล้ว ผมได้พบกับตำรวจคนดังกล่าว ดูหมดสภาพเต็มที แม้จะเป็นพลตำรวจตรีก็ตาม ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพราะเขามาหาผู้พิพากษาคนหนึ่งที่ศาล ผู้พิพากษาคนดังกล่าวนั้นตอนนี้รักษาความเป็นผู้พิพากษาเอาไว้ไม่ได้ เนื่องจากมีเหตุให้ต้องออกจากราชการไปหลายปีแล้ว
     พ่อและแม่นำผมไปเก็บข้าววันแรกที่ "นาขวางหวัน" วันนี้ชาวเชิงแสแทบทั้งหมู่บ้านต่างเริ่มเก็บข้าวกันแล้ว ดูไปก็เห็นใส่หมวกใส่เปี้ยวถือแกะเก็บข้าวทั่วทุ่ง ครอบครัวของเราพ่อเดินแบก "ไม้ข่มข้าว" ไปด้วยเพราะข้าวพันธุ์พื้นเมืองทุกสายพันธ์ุเป็นข้าวต้นสูง ถึงที่นาแล้วแม่แขวนข้าวห่อและปิ่นโตไว้ที่กาบตาลของต้นตาลต้นเล็ก แล้วเริ่มจับกลางลำไม้ไผ่ทั้งลำที่เป็นไม้ข่มข้าว เดินบุกฝ่าต้นข้าวให้ไม้ข่มต้นข้าวราบในระดับเอว จากคันนาด้านทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก ที่ต้องข่มต้นข้าวก็เพราะให้ต้นข้าวโน้มลงทอดคอรวงข้าวจนพอเหมาะและพอดีกับการใช้ "แกะ" เดินเก็บที่ละรวง แม่เก็บข้าวเร็วมากเก็บได้เต็มกำมือแล้วก็ใช้ต้นข้าวสามต้นตัดให้ยาวประมาณ ๒ คืบ แล้วมัดเป็น "เรียง" แม่วางเรียงข้าวหงายไว้ เรียกว่า "หงายบัว" เป็นการตากข้าวไล่ความชื้นของน้ำค้างที่เกาะเมล็ดและระแง้ข้าว.....ใกล้เที่ยงพ่อก็มาตั้งเรียงข้าวให้หัวเรียงยกขึ้นตามเดิมเรียกว่า "บัวคว่ำ"...แม่และชาวบ้านเชิงแสทุกครอบครัวต้องยืน "เก็บข้าว" กันอย่างนี้เป็นเวลาถึงสามเดือนสี่เดือนจึงจะหมดข้าวในนา เหนื่อยยากลำบากมาก เที่ยงแล้วนั่งล้อมวงกินข้าวห่อกันบนคันนาใต้ต้นตาล กับครอบครัวของพี่ละอองลูกสาวคนโตของป้าเชย พวกเราเด็กๆมักจะหาที่นอนหลังมื้อเที่ยง แม่ก็นอนเหมือนกัน แต่นอนครู่เดียวแม่ว่า "ยืดหลัง" แล้วลงนาเก็บข้าวต่อไป ปล่อยให้เด็กๆ นอนหลับกันต่อ สักพักหนึ่งแม่ก็เรียกให้ลงนาช่วยเก็บข้าวกันต่อ...หน้านาช่วงเวลาเก็บข้าวอย่างนี้ มองทุ่งนาบ้านเชิงแสแล้ว ท้องทุ่งสีทองเหลืองงามอร่ามไปทั่วทุกแถวแนวต้นตาล ถึงแดดยามเดือนมีนาคม เมษายน จะร้อนเพียงใด แต่แม่และชาวบ้านทุกคนมีความสุขมาก ด้วยรวงข้าวในนาที่สมบูรณ์ เป็นทรัพย์ในดินที่ช่วยให้ชีวิตชาวนาได้ยืนหยัดอยู่อย่างยั่งยืน มองไปในทุ่งนาหน้าเก็บข้าว ทุกหนแห่งเห็นยืนเก็บข้าวกันทั่วทั้งทุ่ง ครั้นใกล้เที่ยงก็ตะโกนเรียกกันว่า "ขึ้นเที่ยงได้แล้ว กินเที่ยงได้แล้ว"...ข้าวทำให้ชีวิตเราอยู่ได้ ข้าวเปลี่ยนเป็นเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ หาความรู้ใส่ตัว สร้างตัวสร้างอนาคต เหมือนที่พ่อบอกกับผมเสมอว่า "พ่อไม่อยากให้ลูกๆ เป็นชาวนาเหมือนพ่อ ชีวิตชาวนานั้นเหนื่อยยากลำบากมาก" ผมและเด็กๆ บ้านเชิงแสรู้แต่ว่าเหนื่อยและร้อน แต่เรื่องยากลำบากนั้นไม่ค่อยรับรู้มากนัก เพราะยังเด็กเกินไป เราพวกเด็กๆ รอแต่ว่า อีกไม่นานแม่จะ... "ออกปาก นาวาน"
     ครอบครัวของผม นับว่าเป็นครอบครัวที่มีลูกน้อย พี่ๆที่โตพ่อแม่ส่งเรียนหนังสือในเมืองทุกคน พี่เศียรพี่ชายคนโตเรียนหนังสือชั้นประถมที่ "โรงเรียนสงเคราะห์ประชา" ร่วมห้องเดียวกับท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง พี่ปรีชาหรือพระปลัดปรีชาเรียนหนังสือที่ "โรงเรียนวิเชียรชม" พี่ดวงพรและพี่สาครเรียนหนังสือกันที่โรงเรียนสงเคราะห์ประชาโรงเรียนเดียวกับพี่ชายคนโต แม่จึงมีเพียงผมและน้องสาวช่วยเก็บข้าวในนา รอพี่ๆปิดภาคเรียนจึงได้มาช่วยงาน การที่มีลูกช่วยงานได้น้อยอย่างนี้ ทำให้เก็บข้าวไม่ทัน จึงต้อง "ออกปาก นาวาน" ให้ชาวบ้านช่วยเก็บข้าวให้ "ออกปาก" หรือ "นาวาน" เป็นวัฒนธรรมของชาวนาเชิงแสที่ช่วยเหลือกันตามประสาชาวนา การออกปากนั้นจะเริ่มทำเมื่อ เพื่อนบ้านคนอื่นๆ เริ่มจะเก็บข้าวของตัวเองใกล้จะเสร็จแล้ว คือเริ่มจะว่างงานแล้ว แต่ข้าวของเรายังเหลืออีกหลายบิ้งนา ข้าวก็เริ่ม "หักแง้" เริ่มเก็บไม่ทันก็ต้องออกปากให้มาช่วยเก็บข้าวกัน การออกปากเก็บข้าวทำกันหลายเจ้า เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติสำหรับเด็กๆ ก็คือ มันเหมือนกับว่าในวันนั้นที่บ้านมีการจัดงาน และในนามีเพื่อนบ้านจำนวนมาก ๒๐ คนเศษมาช่วยกันเก็บข้าว ดูเต็มบิ้งนาไปหมด สนุกมาก ...เช้าวันเก็บข้าวนาวาน แม่และญาติพี่น้องสามคนที่ฝีมือสุดยอดในการทำแกงหม้อใหญ่ๆ คือ พี่ละออง พี่โสภา และพี่สาวสุชาติ มาช่วยแม่ทำกับข้าว นาวานที่นาเราวันนี้ แม่ทำแกงคั่วนกกับหัวตาลเป็นอาหารหลัก แกงคั่วอย่างนี้ชาวเชิงแสเรียกว่า "แกงคั่วหัวโหนด" แม่บอกซื้อ "นกชันไขเป็ด" ไว้หลายตัวมาก เพราะขณะนี้ชาวเชิงแสส่วนมากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ในทุ่งนาหลังหน้าเก็บเกี่ยวมีนกมาก เมื่อบ่าวหวิดและน้าหลวงชิ้นช่วยซื้อนก "ที่ทำเสร็จ" คือถอนขนลนไฟมาให้แล้ว แม่ก็นำนกมาสับมาผ่าอกและหั่นเป็นชิ้นเล็กสดๆ พี่ๆเหล่านั้นทำเครื่องแกงและขูดมะพร้าว พร้อมกับหุงข้าวขึ้นสามหม้อใหญ่ ส่วนขนมหวานเป็นขนมกะทิสุก ซึ่งเรียกว่า "หนมเท่สุก" นั้นพี่ลั่นทมกับพีนีช่วยทำให้ สักครู่หนึ่งพี่ลั่นทมก็นำขนมมาที่บ้าน กับข้าวนาวานมีเพียงเท่านี้และสำหรับมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเช้าพวกช่วยนาวานทานข้าวที่บ้านของตัวเอง แต่แม่สั่งซื้อ "ขนมปำ" ฝากพี่เขียวนำไปเลี้ยงพวกที่นาด้วย....ที่นาของเราวันนี้มีเพื่อนบ้านมาช่วยเก็บข้าวถึงยี่สิบคน ดูเต็มนา และสนุกมาก เสียง "แกะ" ตัดรวงข้าวและเสียงพูดคุยขณะ "เก็บข้าว" เป็นไปอย่างสนุกสนาน พ่อ น้าหลวงชิ้น พี่ช่วง บ่าวไชย และญาติๆบ้านโคกพระต่างช่วยกันขนเรียงข้าวมารวมไว้เตรียมทยอยหาบกลับบ้าน.....++++....และก่อนเที่ยงแม่ พี่ละออง พี่โสภา พี่สาวสุชาติ พี่ลั่นทม พี่นี ก็หาบสำรับกับข้าวและขนมมาถึงที่ "นาขวางหวัน" เสียงพี่ลูกแมวตะโกนแซวล้อเสียงดังไปทั่วท้องนาว่า "อี้สาวเหอ หมึงหาบหม้อแกงให้ดีๆ อย่าให้พลัดหัวนา แกงหกหมด ไม่พักได้กินกันแหละ" เสียงคนในขบวนหาบตอบมาว่า "แรกเดียวพลัดหัวนา ที่หนองใหญ่ หม้อแกงคั่วนกคว่ำ นกหกหมด เหลือแต่น้ำแกงในหม้อ นกหกเหม็ดแล้ว อี้ลูกแมวเหอ"...ก็คิดดูเถอะครับ หม้อแกงคว่ำอย่างไร แกงหกเหลือน้ำแกงไว้ในหม้อ...+++ประเพณีนาวาน นาออกปาก เหนื่อยไปสนุกสนานกันไปชีวิตชาวนาแต่ก่อนเป็นอย่างนี้...ช่วงเวลาใกล้เคียงกันญาติของพ่อจากบ้านโคกพระนำโดยพี่อารมย์ลูกของป้ากุ้งอีกคณะหนึ่งก็พากันมาสมทบ คณะนี้เตรียมมาหาบข้าวด้วย คืนนี้คงจะนอนกันที่บ้านของผม ไม่ได้มาช่วยอย่างเดียวยังได้นำกับข้าวถาดใหญ่และอวยใหญ่ของโปรดสำหรับผมมาช่วยงานนาวานด้วย นั่นคือ "ปลาดุกร้าเจี้ยน"..และ "ไก่บ้านต้มขมิ้น" ......๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐..............................................................................................................................................++++++++++++............ ข้าวเที่ยงนาวานวันนี้อร่อยเสียเหลือเกิน ทุกคนทานกันใต้ต้นตาล หอมกลิ่นแกงพื้นบ้านเคล้ากลิ่นซังข้าวฟางข้าวหน้าร้อน สนุกสนานครึกครื้นด้วยเสียงพูดคุยกันหลายเรื่องราว เช่น เรื่องการเตรียม "ตัดซัง" และการเตรียมปลูกแตงโม และถั่วเขียว ที่ทุ่งสวนตีน แต่ที่สาวๆ และพวกผู้หญิงกล่าวถึงกันมากในวันนี้ ก็คือ งานคณะผ้าป่าสามัคคีจากกรุงเทพฯที่จะมาทอดทำบุญที่วัดเชิงแส งานนี้จะเป็นงานใหญ่มากที่เดียว เริ่มมีการประชุมกันแล้วว่าจะมีคณะกรรมการจัดงานเดินทางไป "รับ" ลิเกชื่อดังจากกรุงเทพฯ มาแสดงที่หน้าโรงเรียนวัดเชิงแส ลิเกคณะนั้นคือ "ลิเกคณะบุษบา" ที่มีดารานำ คือ "บุษบา" "สายบัว" และพระเอกขวัญใจมวลมหาประชาชน "ประเทือง เสียงกาหลง" เจ้าของเสียงเพลง "ทหารผลัดสอง"...ลิเกคณะนี้ออกอากาศเป็นลิเกวิทยุทางสถานีวิทยุ ว.ป.ถ.๕ หาดใหญ่...ซึ่งพวกผู้หญิงติดกันงอมแงม ที่กรุงเทพฯนั้นวันที่ผมมีธุระต้องขับรถผ่านถนนงามวงศ์วานก็ให้คิดถึงลิเกคณะบุษบาแทบทุกครั้ง คิดถึงคำโฆษณาที่ว่า "ติดต่อลิเกคณะบุษบา ยาหอมตราห้ากระติกน้ำ ได้ที่ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ นะคะ"++++...ตกบ่ายใกล้เย็นพ่อและญาติๆผู้ชายต่างช่วยกัน "ดับข้าว" ใส่สาแหรก หาบข้าวกลับบ้าน เดินตามกันเป็นแถวไปตามคันนา ครั้นยามเย็นคณะนาวานออกปากก็ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว แม่ขอบใจทุกๆคนที่มาช่วยกันเก็บข้าวให้ ที่เหลืออีกไม่มากนักแม่ก็จะเก็บคนเดียว อีกสักสัปดาห์คงจะเสร็จ "หยามนา" ในปีนี้หยามนี้ .....ได้เห็นภาพสาวชาวนาพากันเดินกลับบ้านในยามเย็นๆเช่นนี้แล้ว ก็ให้คิดถึงเพลง "ไอดินกลิ่นสาว" เสียจริงๆ ..."กลิ่นฟางสาบสาวมันติดผิวกายเรียกร้อง คิดถึงใบหน้านวลน้อง ใส่งอบเดินท่องท้องนายามบ่าย ผิวน้องหม่นแมม สองแก้มเปื้อนดินและทราย ไม่อาจลบความงามลงง่าย ไม่วายแอบมองต้องตา ".....และท่อนเพลงท้ายๆที่ว่า...."กลิ่นโคลนสาบควายมันติดผิวกายพี่นัก ทั้งกลิ่นฟางข้าวสาวรัก เมื่อคิดแล้วอยากหวนคืนยังถิ่น อยากพบแก้วตา แม่เทพธิดาชาวดิน น้องบ้านนาขวัญตาของถิ่น ดินแดนกันดารบ้านนา" เพลงนี้ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นผู้แต่ง โดยมี รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เป็นผู้ร้องครับ...........๐๐๐๐๐๐๐๐๐........................................................................................................................................................++++++++++...... ค่ำแล้ว...แม่และญาติๆจากบ้านโคกพระช่วยกันอุ่นกับข้าวที่เหลือมาจากที่นา โดยญาติบางคนก็ช่วยกันล้างจานชามสำรับจากนาวาน,. ที่บนลอมข้าวพ่อ พี่รมย์ น้าหลวงชิ้น ต่างช่วยกัน "ดับลอมข้าว" ซึ่งสูงขึ้นจนใกล้ถึงแปทูแล้ว แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่วางอยู่ใกล้กับหัววัวของแม่ที่แขวนขาวอยู่ วัวตัวนี้ตัวที่ชื่อว่า "ไอ้จำปา" ส่องแสงเหลืองนิ่งให้เห็นเงาของพ่อและญาติทั้งสองไหวอยู่ที่ราวลูกกลอนบนหลังคาบ้าน ปีนี้ชาวเชิงแสทุกครัวเรือนได้ข้าวมากเพราะข้าวได้น้ำดีแดดงาม บางรายที่เก็บข้าวเสร็จแล้วก็เริ่ม "ตัดซัง" มารวมไว้ในโรงซังเตรียมไว้ให้วััวกินช่วงหน้าฝนยามปลายปี อีกสองสามคืนคราวเดือนแจ้งเดือนหงายก็จะมีการออกปากตัดซังกันแล้ว ออกปากตัดซังตอนหัวค่ำนั้น ผู้ออกปากมักจะเลี้ยงข้าวต้มไก่ หรือไม่ก็ข้าวต้มกุ้ง เรียกตามภาษาของชาวเชิงแสว่า "ข้าวเปียกไก่" หรือ "ข้าวเปียกกุ้ง"...เสร็จจาก "ดับข้าว" แล้วพ่อ น้าหลวงชิ้น และพี่รมย์ มานั่งมวนใบจากสูบบุหรี่กันที่นอกชาน รอให้เหงื่อแห้งแล้วจะได้อาบน้ำที่ตุ่มข้างบ้าน แล้วตั้งวงกินข้าวค่ำ...ระหว่างที่สูบบุหรี่กันอยู่นั้น พ่อเปรยขึ้นว่าเสร็จหน้านาแล้ว ชาวเชิงแสโคกพระก็ยังต้องระวังโจรมาปล้นวัว เพราะช่วงนี้ไม่มีข้าวแล้ว ฝูงวัวจะถูกปล่อยและพากันไปกินหญ้าและแขนงข้าวในทุ่งไกลบ้านมากขึ้น พวกโจรแถวบ้านเนินมักจะมาปล้นวัวอยู่บ่อยๆ...../(บทที่ ๗ ผมจึงเล่าเรื่องราวของโจรปล้นวัว...แต่ยังเขียนไม่จบ เล่าไม่เสร็จเสียที)..............................๐๐๐๐๐๐๐๐..........................................................................................................................................................+++++++++....... คืนนี้...เมื่อเอนหลังนอนบนเสื่อที่ระเบียงบ้าน ลมทุ่งไล่ลมร้อน กลิ่นท้องนาหลังหน้าเกี่ยวหอมชื่น อวลกรุ่นทั่วบ้านเชิงแส ลำไผ่สีสุกต้องลมเบียดเสียดสีเหมือนซอกล่อมบ้านนา แกะที่เก็บข้าวเสียบอยู่ที่เปี้ยววางนิ่งที่หัวผลา พอให้ได้เห็นเป็นเงารางๆ...กลิ่นโคลนสาบวัวเคล้าโชยอ่อน ยามนอนหลับแล้วใฝ่ฝัน....///

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ ๕ Massey Ferguson ความผันแปรรอยไถในท้องทุ่ง


บทที่ ๕ Massey Ferguson ความผันแปรรอยไถในท้องทุ่ง


      จากเรื่องราวเรื่องแรกของ "เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล" จนถึงเรื่องที่ ๒๑ "อินทผาลัม ที่ขนำปลายนา" ผมขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านข้องานเขียนของผม ขอบคุณทุกท่านนะครับ...อยากจะขอบคุณให้ยาวกว่านี้ แต่เสียงรถจักรแทร็กเตอร์ดังขึ้นแล้ว ต้องรีบวิ่งกันไปดูแล้วล่ะ...

       เสียงเครื่องยนต์ของรถจักรไถนาคันสีแดง ยี่ห้อ Massey Ferguson ราคา ๒๖,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นรถไถนาคันแรกสุดของบ้านเชิงแส ดังกระหึ่มทุ่ง รถไถนาคันนี้เป็นของน้ากิมจั่น ประพันธ์ ธีระกุล แม้ "รถจักร" คันแรกของหมู่บ้านจะเป็นรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ไม่มากนัก แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีการทำนาของชาวเชิงแสอยู่ไม่น้อย หากจะเปรียบเทียบแล้วคงคล้ายกับคราวที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ พระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายนวม กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงสั่งนำเข้ารถแทรกเตอร์เข้ามาใช้ในที่นาทุ่งรังสิตเมื่อปี ๒๔๔๙ ประมาณนั้น ทั้งนี้เพราะการเข้ามาของ "Ferguson" รถจักรคันแรกทำให้ต่อมาไม่นานนักมีชาวเชิงแสอีกสามสี่รายได้สั่งซื้อรถจักรแทรกเตอร์จากบริษัทที่อำเภอหาดใหญ่มาไถนาในแปลงนาของตนเอง และรับจ้างไถนาให้แก่เจ้าของนารายอื่นด้วย
 
      และหนึ่งในจำนวนผู้ที่สั่งซื้อรถแทรกเตอร์มาไถนา ก็คือ พ่อ โดยพ่อร่วมหุ้นกับคุณอา รถที่พ่อซื้อมาเป็นรถแทรกเตอร์ยี่ห้อ "FORD" สีน้ำเงินมีแถบขาวคาด ผมยังจำได้ดี ขณะนั้นผมอายุได้ ๕ ขวบ จำได้ด้วยว่าผมยืนอยู่ข้างรถไถ น้าหลวงคนขับยกตัวผมขึ้นไปนั่งบนรถคันนี้ การที่รถแทรกเตอร์เข้ามาสู่ทุ่งเชิงแสดังกล่าวนั้น หากจะเปรียบไปแล้ว (...ผมจะกล่าวเฉพาะรายของพ่อ รายของพ่อคนอื่นแม้จะสนิทกันมากเพียงใด ผมก็ไม่เกี่ยวนะครับ คือพ่อของใครคนนั้นต้องเขียนเอาเอง) ก็นับว่า...เป็นเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า "Skelton bone in the cabinet หรือโครงกระดูกในตู้...ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ "ลมหัวด้วน" หน้าร้อนที่พัดผ่านท้องทุ่ง เนื่องจากได้ทิ้งรอยร่องแห่งความเสียหายไว้แก่ครอบครัวอยู่ไม่น้อย โดยรถแทรกเตอร์ไถนาของพ่อคันนี้เดินจักรไถนาได้ไม่กี่ปีก็ต้องมาจอดเสียอยู่ที่หน้าศาลแพ่ง กรุงเทพฯ ในคดีแพ่งหมายเลขคดีแดงที่ ๑๐๐๐๐เศษ/๒๕๑๘ ต่อมาหลังจากนั้นสิบปีเศษเมื่อผมเป็นนักเรียนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ผมไปขอคัดสำเนาคำพิพากษาที่ศาลแพ่ง สนามหลวง ผมถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เรียกเงินตั้ง ๑๐๐ บาท โดยไม่มีใบเสร็จ แต่โลกนี้กลมและหมุนเร็วจริงๆ ครั้นเมื่อถึงพ.ศ.๒๕๓๕ ผมสอบผู้พิพากษาได้แล้ว ผมฝึกงานที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ยังพบกับเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ...ตั้งใจว่าจะย้อนความหลังกันเสียหน่อย ก็ยังไม่ทันได้ย้อนความหลังกัน...ต่อเรื่องรถไถนาดีกว่า...รถแทรกเตอร์ของชาวบ้านเชิงแสคันอื่นหลายคันก็เช่นเดียวกัน มาจอดเสียอยู่ที่หน้าศาลแพ่งเหมือนๆกัน...เหตุผลสำคัญก็คือ เศรษฐกิจของผู้คนชาวบ้านเชิงแสมีพื้นฐานจากการทำนา นาที่เหมาะกับการใช้แรงงานวัว พวกไอ้แดงหน้าโพธิ์ ไอ้ลาย ไอ้ลางสาด ไอ้ดำ อีแดงเขากุด เพื่อนร่วมชีวิตที่มีหญ้าเป็นอาหาร ไม่ใช่รถแทรกเตอร์ที่มีน้ำมันและดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อเป็นอาหาร เมื่อทุกคนต่างมีที่นาไม่กี่สิบไร่ ใช้รถแทรกเตอร์ทุกคันไถนา ที่นามีไม่พอจะให้ไถดะไถแปรได้...เจ้าของรถต่างแข่งขันกันลดราคาค่ารับจ้างไถ เงินค่าเช่าซื้อจึงได้น้อย ไม่พอส่งค่างวด เกิดเป็นหนี้สินขึ้นทบทุกเดือน ยิ่งเมื่อเสร็จหน้านา หมดหน้าไถ รายได้มีไม่พอส่งบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ บางรายต้องคืนรถ บางรายพยายามนำรถข้ามทุ่งไปรับจ้างไถที่ทุ่งระโนด ซึ่งที่นั่นก็มีรถแทรกเตอร์อยู่เช่นเดียวกัน มิหนำซ้ำมีชาวเชิงแสบางคนได้พบอาชีพใหม่ คืออาชีพ "พารถจักร" คือนำรถแทรกเตอร์จากตำบลอื่น อำเภอที่อื่น มารับจ้างไถนาที่ทุ่งนาบ้านเชิงแส เมื่อปัญหาเรื่องรถแทรกเตอร์สร้างรายได้ต่อเดือนไม่พอค่างวด ไม่กี่ปีรถจักรไถนาแห่งทุ่งเชิงแสก็เริ่มหมดไปเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นเสียงรถจักรหลายคันที่ครางกระหึ่มกลบเสียง "แจง ๆ"..."เข้า ๆ"..."พาย ๆ"..."ลง ๆ" ก็ค่อยๆ เบาเสียงลง

(รถแทร็กเตอร์ ยี่ห้อ Massey Ferguson)

     บัดนี้เสียงหายใจหนักๆของวัวถึกเมื่อยามลากคันไถ ผสมผสานกับเสียง...แจงๆ..เข้าๆ..พายๆ ของชายหญิงแห่งบ้านเชิงแสที่กุม "หางยาม" แน่นกดผาลไถก่อผืนนาให้เป็นคลองไถ ได้หวนคืนกลับมายังทุ่งเชิงแสอีกคราวหนึ่งแล้ว...ภาพของการ "ไถนาวาน" กลับมาอีกครั้งเมื่อพ.ศ.๒๕๑๘ วัวคู่งามที่เข้าแอกเทียมหางยาม ลากหัวหมูและผาลไถเมื่อเริ่มย่างเข้าเดือน ๙ ต่อเดือน ๑๐ หลังวันชิงเปรตหนหลังผ่านพ้นไม่นาน พร้อมฝนนอกที่โปรยปรายลงมา ให้ดินพอนุ่มเท้า ในท้องทุ่งนาเชิงแสปีนี้ งายเช้า มองไปทางไหนก็เห็นแต่หญิงชายชาวเชิงแส จับหางยามคันไถเดินตามหลังวัวคู่ใจ พลิกแปรผืนดินให้เป็นรอยไถไปทั่ว...ขณะที่ในห้องเรียน..พวกเราเด็กนักเรียนชั้นประถมก็ได้ยินครูบางท่านเล่านิทานตลกเกี่ยวกับแทรกเตอร์ว่า ...พวกรุ่นพี่ๆของเธอ เข้าไปเรียนมัธยมที่เมืองสงขลา เขียนจดหมายฝากเรือยนต์มาขอเงินพ่อแม่ว่า แม่เหอ ลูกจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การเรียนราคาแพงมากน้องน้องราคารถไถแทรกเตอร์ แม่ส่งเงินมาให้ลูกโดยเร็ว เพราะลูกต้องซื้อ ..."ไม้โปรแทรกเตอร์" ...พร้อมทั้งตบท้ายด้วยคำยอดนิยมสำหรับเนื้อความจดหมายขอเงินจากพ่อแม่ที่ว่า "หวังว่าพ่อและแม่คงไม่ขัดข้อง..." ...ส่วนแม่นั้น รับจดหมายจากลูกแล้ว ก็ครวญเบาๆผ่านลมทุ่งให้พอได้ยินว่า "...ไอ้บาว อี้สาว ขอเบี้ยมาแล้วเล่า หมันบอกมาว่า กูคงไม่ขัดข้อง กูอี้ขัดข้องทำไหร กูบอกพวกหมันไปว่า กู้ไม่ขัดข้องหรอกลูกเหอ ตอนนี้กูไม่ขัดทั้ง"ข้อง" และไม่ขัดทั้ง"แตรง" เพราะต้องไถนา ฉากหัวนา ไม่มีเวลาทำข้องหาปลา ต้องทำนาสงเบี้ยให้โหมรสูเรียน หวังว่าพวกสูคงจะได้ปริญญาบัตรก่อนปริญญาบุตร นะลูกเหอ.."

     ปริมณฑลแห่งตำบลเชิงแส.........จากที่เคยกล่าวไว้ในบทที่ ๒ ว่า ด้านทิศตะวันตกของบ้านเชิงแสนั้นติดกับทะเลสาบสงขลา มีความยาวจาก "หน้าท่าเตียน" ไปทางทิศเหนือผ่านปากบางเชิงแส ต่อเรื่อยไปยังปากบางโคกพระ ยาวประมาณสองกิโลเมตรเศษ ผมทิ้งค้างไว้ในบทดังกล่าว จึงขอต่อเสียตรงนี้ว่าอาณาเขตของบ้านเชิงแสด้านทิศเหนือก็เป็นแนวจากปากบางโคกพระปละคลองหัวนอนเรื่อยตรงขึ้นไปด้านทิศตะวันออก ผ่านกอไผ่ริมคลองในหมู่บ้าน ตัดสู่ทุ่งนาเรื่อยไปประมาณ ๓ กิโลเมตร ผ่านทุ่งที่เรียกว่า "ปลายหรำ" ตรงไปอีกจนถึงทุ่งนาที่เรียกว่า "หนองคลองช้าง" และ "หนองตรุดห้าง" บริเวณนี้เป็นที่นาของลุงคล้าย ไชยสุวรรณ คุณพ่อของผู้ช่วยศาสตราจารย์จวน ไชยสุวรรณ นักเรียนนอกคนแรกๆของบ้านเชิงแส พี่จวนของผมและของน้องๆ เป็นนักเรียนอเมริกา และเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตรงนี้ไกลจากหมู่บ้านมากและต่อเขตแดนกับตำบลวัดสน เมืองพังยางโบราณ หากดูแผนที่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ประมาณ "บารนางสีม้า" (อ่านว่า บ้านนางสีมา) จากบริเวณนี้หักไปทางทิศใต้ ไปตามทางที่เรียกว่า "หมอน" คือเขตแดนระหว่างบ้านเชิงแสกับหมู่บ้านเจดีย์งาม และบ้านอื่นๆ ที่อยู่ด้านที่ดินสูงกว่า เรียกกันรวมๆว่า "เนิน" เรียกชาวบ้านว่า "พวกเนิน" และเรียกเขตแดนว่า "หมอนเนิน" หมอนเขตแดนนี้ครอบครองไม่ได้เป็นทางเป็นที่สาธารณะ กว้างประมาณ ๑๐ เมตร จากหนองตรุดห้าง ผ่านมาที่ "หนองบ่อ" ซึ่งเป็นหนองน้ำจืดที่สุด ดื่มได้อร่อยคงจะพอๆกับน้ำจืดใน "แม่น้ำเพชรบุรี" ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว รัชกาลที่ ๕ มีพระราชดำริไว้ ยายมีที่นาอยูที่หนองบ่อประมาณ ๕ ไร่ ต่อมาเป็นของแปะช้อย น้าวิสัยและของแม่ตามลำดับมา จากหนองบ่อเขตแดนเชิงแสเรื่อยไปทางทิศใต้ ผ่าน "หนองพานทอง" "หนองนกพลัด" และ"หนองพังกาน" คลองผี แล้วผ่านหมู่บ้านและวัดโบราณชื่อว่า "วัดทเย้า" ปัจจุบันทุกวันนี้เป็นทุ่งนาตั้งอยู่ที่ทิศตะวันออกของเขารัดปูน เรียกว่า "เยา" ใกล้ท้องทุ่งที่กล่าวถึงมานี้ ผมและเพื่อนๆเคยไปตัดหญ้าใส่ "หย้องแหย้ง" หาบมาเลี้ยงวัวเสียหลายต่อหลายครั้ง เพราะหญ้าที่บริเวณนี้และที่ใกล้เคียงสมบูรณ์มาก เขียวชอุ่มเต็มคันนา ใต้ต้นตาลโตนด ทำกันเป็นประจำในวัยเด็ก จึงเขียนให้อ่านได้อย่างลื่นไหล ประหนึ่งว่าเวลาเพิ่งผ่านมาไม่นาน ..คงเริ่มแก่แล้ว.. แต่ต้องยอมรับว่าทุ่งที่ตรงนี้ไกลและเปลี่ยว ต้องไปกันสองสามคน ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วยลำพังพวกเด็กๆไม่ควรนำวัวไปเลี้ยง เพราะจะถูกคนต่างถิ่นปล้นวัวได้ .../และที่บริเวณนี้ชาวโคกพระได้แสดงความกล้าหาญไล่ตามโจรปล้นวัวและเกิดยิงต่อสู้กันตั้งหลายชั่วโมง โจรภายใต้การนำของ "ไอ้..."(ที่จริงผมยังจำชื่อและตำบลที่อยู่ของโจรพวกนี้ได้ แต่มันจะไม่ดีเพียงใดก็ขอไม่เอ่ยชื่อ)หัวหน้าโจรที่มีปืน เอ็ม.๑๖ ถูกยิงตายที่นี่ ๒ คน ผมและชาวเชิงแส โคกพระไปดูศพโจรกัน ยังจำได้ติดตา "ไอ้..."หัวหน้าโจร นอนตายอยู่ข้างคันนา สภาพศพนอนหงาย มือสองข้างยกขึ้นเล็กน้อย พวกเราเด็กๆพูดกันตามประสาเด็กว่า เป็นท่าถือปืนเอ็ม.๑๖ ซึ่งคงจะไม่จริงหรอก แต่หากจริงผมคิดว่าท่าถือปืนท่านี้ คงเป็นท่าเท่ๆเฉพาะตัว เพราะเป็นท่าที่ไม่มีใครอยากเลียนแบบ ส่วนพวกของมันนอนอีกศพหนึ่งนอนตายอยู่ไม่ห่างนัก ที่ศพมีกระสุนเข้าที่อก มดหลายตัวไต่อยู่ที่รูกระสุน...ผมยังจำติดตาจนถึงทุกวันนี้...//..เขตแดนเชิงแสตรงไปทางทิศใต้อีกจนถึงบริเวณทิศตะวันตกของ "วัดพะโคะ" อันเป็นจุดที่อยู่ตรงทิศตะวันออกของบ้านเขาใน หรือ "เขาทเลจรรไน์" ในแผนที่โบราณดังกล่าว จากหนองตรุดห้างถึงบริเวณนี้ยาวประมาณ ๖ กิโลเมตรเศษ จากนั้นเขตแดนเชิงแสหักตรงลงมาทางทิศตะวันตกผ่านเขาใน ไปตกของเขาในถึงป่าพรุช่มน้ำด้านทิศตะว้นออกของ "วัดหัวถนน หรือ วัดอินทาราม" เป็นวัดที่พ่อท่านล่องเป็นเจ้าอาวาส (ดูภาพในบทที่ ๒) เขตแดนเชิงแสหักจากจุดนี้มายัง "ป่าพรุตกเขารัดปูน" อันเคยเป็นพรุเสม็ดที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของประเทศ แม้จะมีเนื้อที่น้อยกว่า พรุควนเคร็ง ก็ตาม "พรุตกรัดปูน" เป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่โบราณในชื่อของ "หนองประทิ่นพระครูเอก" เป็นต้นกำเนิดของคลองใหญ่ ๒ สายธาร คือ "คลองเชิงแส" และ "คลองจังหน" หรือปัจจุบันเรียกว่า "คลองโหน" ซึ่งเป็นคลองที่ไหลสู่ทะเลสาบสงขลา ผ่าน"บ้านโคกโหนด" และ "บ้านโตนดด้วน"...แลจากจุดนี้แนวเขตของเชิงแสก็จะห้กตรงไปทางทิศตะวันตก ไปลงทะเล ผ่านต้นมะม่วงใหญ่ ที่เรียกว่า "ม่วงงาม" ตรงลงสู่ "หน้าท่าเตียนที่ชายทะเล"

     รวมพื้นที่แผ่นดินเชิงแสทั้งสิ้นประมาณ ๓๓ ตารางกิโลเมตร และหากจะกล่าวให้สมบูรณ์ก็ต้องรวมพื้นน้ำทะเลสาบสงขลาอีกประมาณ ๒๕ ตารางกิโลเมตร เข้าไปด้วย ในพื้นดินถิ่นเชิงแส ๓๓ ตารางกิโลเมตรนี้ จำแนกเป็น ที่ตั้งบ้านเรือน วัด โรงเรียน ๑ ตารางกิโลเมตร ที่สวนทั้งสวนตีนด้านทิศเหนือหมู่บ้านและสวนหัวนอนประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตร ที่ป่าอันเป็นเขารัดปูนและเขาในประมาณ ๑ ตารางกิโลเมตร พื้นที่สาธารณะป่าพรุเกาะเลชายทะเลประมาณ ๓ ตารางกิโลเมตร พื้นที่ป่าพรุสาธารณะด้านทิศตะวันตกของเขาใน เขารัดปูน จนถึง "หน้าบ้านนายเรียว" ซึ่งเป็นป่าเสม็ดชั้นดีชุ่มน้ำขังตลอดปี และรวมกับพื้นที่ต่อเนื่องคือเขตคลองใหญ่ด้านตะวันออกของวัดเชิงแสใต้จนถึง "สะพานยาว" ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่ากก กระจูดหนู ผืนใหญ่ รวมแล้วทุกบริเวณ ประมาณ ๖ ตารางกิโลเมตรเศษ..............++++.....ดังนั้น...จึงเหลือพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่นา ท้องทุ่งนา รวม ๒๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๑๒,๕๐๐ ไร่ พื้นที่นาจำนวนนี้แหละครับที่เป็นที่กำเนิดและเป็นชีวิตของชาวเชิงแสทุกคน...ยากดีมีจนก็ฝากชีวิต ฝากอนาคตของตัวเองและของลูกหลานไว้กับท้องนาที่นี่...ท้องนาที่เชิงแส...

     โรงสีเชิงแสกสิกิจ
     การใช้เทคโนโลยีสำหรับการเกษตรอีกประเภทหนึ่งสำหรับชาวเชิงแส นอกจากรถจักรไถนาตามที่ผมกล่าวไว้แล้วข้างต้น ก็คือ โรงสีข้าวหัวบด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงสีข้าวขนาดเล็ก ที่เรียกกันว่า "โรงสีแยก" อันเป็นการพัฒนาด้านการสีข้าวมาจาก "ครกสี"และ "ครกตำข้าว"อันเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมรุ่นปู่ย่าตายาย.... โรงสีแยกอย่างนี้ถูกนำเข้ามาใช้ก่อนปี ๒๕๐๐ คุณน้าประพันธ์ ธีระกุล และ คุณน้าถิ่น แก้วทอง เป็นสองเจ้าแรกที่นำโรงสีประเภทนี้เข้ามาสู่บ้านเชิงแส โรงสีของคุณน้าถิ่นนั้นชื่อว่า "โรงสีเชิงแสกสิกิจ" คุณน้าถิ่นแต่งงานกับคุณน้าปาน แก้วทอง จึงใช้นามสกุลของสามี คุณน้าถิ่นเป็นญาติของแม่สายทวดหญิงเจื้อม ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของคุณตาผม (คุณตาของผมมีพี่น้องสี่คน เรียงตามลำดับ คือ คุณยายเจื้อม คุณตายก คุณยายโคบ และ คุณตาของผมเป็นน้องสุดท้อง บรรพบุรุษของผมทั้งสี่คนพี่น้องมีพ่อเป็นคนจีน แซ่จิว ต่อมาเปลี่ยนนามสกุลเป็นไทยว่า "จีระโร"...โรงสีของน้าประพันธ์และโรงสีของน้าถิ่นเป็นพลังผลักดันให้ชาวเชิงแสหลายคนรวมทั้งพ่อได้หันมาทำธุรกิจโรงสีด้วย โดยพ่อและอาทำกิจการโรงสีที่พัทลุง สำหรับที่เชิงแสนั้นเท่าที่ผมจำได้และมั่นใจว่าจำไม่ผิด คือว่าต่อมาได้เกิดโรงสีขึ้นที่บ้านเชิงแสทั้งฝั่งคลองตีนและปละคลองหัวนอนถึงสิบกว่าโรง เช่น โรงสีน้าฮวดน้าเจียร ศรีสุวรรณ โรงสีน้าก้าน พัทบุรี โรงสีน้าเหล็ก ศรีแสง แต่ในบรรดาโรงสีทั้งหมดดูผมมีความทรงจำที่ "โรงสีเชิงแสกสิกิจ" นี่แหละ ความจำของผมเกิดจากไปสีข้าวกับแม่บ่อยๆ ผมรู้สึกทึ่งในแผงร่อนข้าวว่าทำงานได้อย่างดีจริงๆ ไม่หยุดพักเหนื่อยเลย เมื่อผู้ใหญ่เผลอผมเคยใช้มือจับเครื่องร่อนข้าว นอกจากมันไม่หยุดทำงานแล้ว มือและแขนผมก็สั่นตามแรงเครื่อง สนุกมาก นอกจากนั้นสิ่งที่ผมแอบทำบ่อยๆ อีกอย่างก็คือการใช้มือรองข้าวสารจากท่อข้าวสาร มันให้ความรู้สึกว่ามืออุ่นดี แต่การที่จะเดินไปที่หลังตัวโรงสี ไปที่สายพานใหญ่ระหว่างโรงสีกับเครื่องยนต์ด้านหลังนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ห้ามเด็ดขาดเพราะอันตราย เนื่องจากเด็กจะเผลอจับสายพานเครื่องสี แต่ผมก็ยังจำเครื่องสีข้าวของโรงสีเชิงแสกสิกิจได้ดี เป็นเครื่องจักรใหญ่วางอยู่บนแท่นซีเมนต์ขนาดใหญ่ เมื่อเดินเครื่องจักรจะเกิดเสียงดังมาก เด็กๆต้องเอามืออุดหูด้วยความสนุกและซุกซน แล้วตะโกนพูดแข่งกับเสียงเครื่องจักร..........ธุรกิจโรงสีข้าวขนาดเล็กอย่างนี้มีอยู่ทุกหมู่บ้านและทุกตำบล ใครที่เป็นเจ้าของโรงสีชาวบ้านก็จะเรียกว่า "เถ้าแก่โรงสี"

(ครกสีข้าวภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยและชาวบ้านเชิงแส)

      โรงสีที่เชิงแสทุกโรงทุกของเถ้าแก่เป็นโรงสีขนาดเล็กมีกำลังผลิตไม่เกินวันละ ๓ เกียน(ปัจจุบันเรียกว่า เกวียน)ข้าวเปลือก แต่อย่างที่ผมเล่าไว้ข้างต้นแล้วว่าทุ่งเชิงแสมีที่นาประมาณ ๑๒,๕๐๐ ไร่ ดังนั้นจึงผลิตข้าวรวมกันได้ประมาณ ๕,๐๐๐ เกียน ต่อปี เท่านั้น เมื่อมีโรงสีมากเกินไป กิจการโรงสีของหลายเถ้าแก่จึงประสบภาวะการขาดทุน บางรายเป็นหนี้สิน ค้างค่าข้าวของชาวนาที่ไปซื้อมา ต้องเสียดอกเบี้ยก็มี ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ เรียกตามภาษาของชาวเชิงแสว่า "เสียพวด" อย่างไรก็ตามกิจการโรงสีที่เชิงแส ก่อให้เกิดผลทางสังคมและทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ๒ ประการ คือ...๑.ทางสังคม...ได้เกิดภาพการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของโรงสีกับชาวบ้านเพื่อผลในการซื้อขายข้าว โดยเมื่อข้าวใกล้สุกถึงหน้าเก็บข้าวแล้ว ภาพเจ้าของโรงสีเดินไปตามบ้านชาวบ้านทั้งที่เป็นญาติสนิทและญาติห่าง เพื่อพูดขอซื้อข้าวเปลือกสำหรับโรงสีของตัวเอง ก็เริ่มมีให้เห็นในตอนหัวค่ำ ข้าวของแม่มีเจ้าของโรงสีหลายรายมาพูดติดต่อขอซื้อ ซึ่งแม่จะตกลงขายให้บางส่วน ส่วนที่เหลือแม่เก็บไว้ขายให้แก่แปะช้อยพี่ของแม่ เพราะแปะและป้าพริ้มมีโรงสีอยู่ที่ตำบลปากแตระ ตำบลหนึ่งในเขตอำเภอระโนด ตั้งอยู่ริมทะเลหลวงทะเลน้ำเค็มตามภาษาการเขียนแผนที่เก่า การขายข้าวของชาวนาเชิงแสนั้นจะว่าไปแล้วน่าสงสารมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เงินสดเต็มจำนวน เจ้าของโรงสีจะติดค้างไว้ก่อนจนกว่าตนจะขายข้าวต่อไปได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเจ้าของโรงสีบ้านนอกมีไม่มากรายนักที่มีฐานะดีมากๆและมีเงินเก็บหมุนเวียนพอ ชาวนาบางรายกว่าจะได้เงินค่าข้าวครบจำนวน ก็เลือดตาแทบกระเด็นทีเดียว บางครั้งแม่ก็พบกับสภาวะอย่างนี้เหมือนกัน แต่จะว่าไปแล้วแม่ก็ไม่น่าจะลำบากนักเพราะพอจะมีเงินอยู่บ้าง ดังจะเห็นได้จากบางปีแม่รับซื้อข้าวไปขายต่อได้ และน่าจะได้กำไรอยู่บ้าง พวกเราลูกๆ ไม่ได้สังเกตกันนักเกี่ยวกับเงินทองของแม่ คือมีหน้าที่ใช้จ่ายเงินกันอย่างเดียว มารู้อีกที่ก็เมื่อแม่เริ่มป่วย จึงรู้ว่าแม่เป็นชาวนาที่ไม่มีหนี้ แถมยังมีเงินเหลืออยู่ให้ลูกมากพอควร...นี่คือชาวนาอย่างแม่...๒.ทางด้านเศรษกิจ...โรงสีขนาดเล็กอย่างโรงสีที่บ้านเชิงแส เมื่อรวมกับโรงสีที่หมู่บ้านอื่นตำบลอื่นแล้ว ได้ก่อให้เกิดอานุภาพที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ส่งผลให้โรงสีไฟขนาดใหญ่ที่ระโนดสั่นสะเทือนทางการค้า และในที่สุดก็ไม่สามารถดำรงกิจการอยู่ได้ (แต่พึงเข้าใจนะครับว่า เจ้าของโรงสีไฟไม่ได้ขาดทุนอะไรหรอก...เพียงแต่กิจการเดินหน้าต่อไม่ได้) ทั้งนี้เพราะโรงสีขนาดเล็กนับร้อยๆ โรง ได้แย่งชิงซื้อข้าวในหมู่บ้านเสียไปเป็นส่วนมาก ขณะนี้จึงเหลือเพียงคำเล่าขานเป็นตำนาน "โรงสีไฟระโนด" คุณลุงเพ็ญ ถาวรวิจิตร หรือชิกฮั่นของแม่วิเคราะห์เรื่องนี้ให้ผมฟังเมื่อผมไปเยี่ยมที่อำเภอจะนะเมื่อวันสงกรานต์ปีนี้ ขณะที่คุณลุงอายุ ๙๐ ปี..ว่า..."เมื่อมีโรงสีเล็กเป็นจำนวนมาก โรงสีเล็กรับซื้อข้าวในหมู่บ้านไปมากต่อมาก ชาวบ้านหาบข้าวมาสีโรงสีเล็กก็สีได้ ชาวบ้านแบกข้าวมาก็สีได้ ชาวบ้านทูนข้าวมาบนหัวโรงสีเล็กก็สีได้ สีได้ทังเหม็ด...แต่โรงสีไฟสีข้าวหาบเดียว ทูนเดียวไม่ได้ เพราะข้าวน้อยเดินเครื่องไม่ได้..."

      คุณลุงเพ็ญญาติผู้พี่ของแม่พรั่งพรูความทรงจำที่ดีเยี่ยมเกี่ยวแก่เรื่องราวของโรงสีไฟที่ระโนด จนผมจดเสียแทบไม่ทัน ลูกผู้พี่ของแม่ ชายวัย ๙๐ ปีที่ยังแข็งแรงและความจำดี(กับฐานะดีมาก...เอ๊ะ..เกี่ยวอะไรด้วยนี่..ผมชักจะมั่วแล้ว) เล่าผมว่า "...ลุงอายุได้ ๑๒ ปี แม่เลี่ยนก็เสีย ต่อมาพ่อเสียลงอีก ชีวิตจึงลำบาก มีญาติซึ่งก็คือ "น้าแกวด" ยายของเธอ น้าแกวดนี่รักพวกเราที่เป็นหลานๆมาก แกรักจริงๆ เสร็จหน้านาที่เชิงแสแล้ว พวกเราหลานๆถ่อเรือจากระวะไปตามคลอง ไปถึงบ้านน้ำโอที่โคกแห้ว ถ่อไปจนถึงตำบลโรง แล้วออกเลสาบถ่อไปถึงเชิงแส ไปบรรทุกข้าวมากิน น้าให้มาเต็มลำเรือ บางคราวพักกันที่เชิงแสหลายวัน...เมื่อเตี่ยเสียแล้วลุงไปอยู่กับเฮียที่ระโนด และได้ทำงานรับจ้างกับเรือบรรทุกข้าวของฉีเฉี้ยวซึ่งเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในระโนด และลุงได้พบกับพ่อของเธอ เราต่างก็มาทำงานรับจ้างกับฉีเฉี้ยว ลุงเรียกเรียกพ่อเธอว่า "บ่าว" เพราะเป็นรุ่นพี่แก่กว่าลุง เราต้องถ่อเรือรับซื้อข้าวไปทั่ว ฉีเฉี้ยวท่านนี้มีเรือบรรทุกข้าวลำใหญ่มากที่สุดของระโนด บรรทุกข้าวได้ถึง ๔๕ เกียน ไม่ต้องใส่กระสอบ บรรทุกใส่ไปในระวางเรือเลยทีเดียว เรือลำใหญ่ของฉีเฉี้ยวลำนี้มีเสาใบเรือ ๒ เสา ที่หัวเรือเสาหนึ่ง ที่กลางลำเรือเสาหนึ่ง ที่ท้ายเรือเป็นเก๋งที่พักที่หุงข้าว นอกจากจะบรรทุกข้าวมาสีที่โรงสีแล้ว ยังบรรทุกข้าวไปขายที่โรงสีแดง "ทับโห้หิ้น" ที่เมืองสงขลาด้วย ...น่าเสียดายที่ตอนหลังเรือใบที่ใหญ่ที่สุดของระโนด โถกโยะ(โดนพายุ)จมลงที่เกาะใหญ่ในทะเลสาบสงขลา ลุงและคนงานได้มาช่วยกันขนข้าวเปลือกขึ้นจากเรือ..."

      ระโนดเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนสำคัญมาจากความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งนาขนาดใหญ่ พ่อเล่าของว่าทุ่งด้านทิศเหนือของระโนดไปจนถึงหัวไทร ปากพนัง เป็นทุ่งนาที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ กล่าวเฉพาะทุ่งระโนดนั้นผลิตข้าวได้มากมาย จึงเกิดโรงสีไฟหลายโรง ระโนดจากที่เคยเป็นตำบลหนึ่งในสิบสองตำบลของ "อำเภอปละท่า" แห่งเมืองสงขลาก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอ ที่ตัวอำเภอมีโรงสีใหญ่ของทวดหญิงฉีด ชื่อ "โรงสีไฟ ฮกซุ่นหิ้น" และมี "โรงสีไฟ นำไทยหลี" กับยังมี "โรงสีไฟของฉีเหี้ยง" อีกโรงหนึ่งด้วย ผมรู้เรื่องราวของโรงสี่ไฟฮกซุ่นหิ้นและโรงสีไฟนำไทยหลีทั้งสองโรงนี้นี้พอสมควร เนื่องจากขณะนี้ผู้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงสีและเป็นเจ้าของ "ป้าย" ชื่อโรงสีไฟ คือ "คุณฉกาจ จีระโร"ซึ่งเป็นหลานชายของแปะเซ่ง จีระโร พี่ชายของแม่ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ของระโนดผู้นี้อายุเท่าผม เมื่อเด็กๆในคราวทำบุญที่บ้านแม่ยามที่ยายยังอยู่ ผู้ใหญ่มักจะให้พวกเราที่เป็นหลานๆ ร้องเพลงรับรางวัล จำได้ว่าผมร้องเพลงที่ทุกคนต้องร้อง คือร้องเพลงชาติ ส่วนนักธุรกิจคนนี้ร้องเพลงที่เด็กบ้านนอกอย่างผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เนื้อเพลงช่วงต้นมีว่า..." มีวิทยุเปิดเพลงเบาๆ แล้วรินเหล้าใส่โซดาบางๆ..." นับว่าเป็นการร้องเพลงที่เขาเอาเปรียบผมมากที่เดียว เพราะขณะนั้นผมที่เชิงแสบ้านผมมีน้อยบ้านมากน้อยบ้านเหลือเกินที่มีวิทยุฟัง และโซดาคืออะไรผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า...ถ้ากินหวากเข้าไปมากๆ ก็จะเดินโซเซ...ด้วยฤทธิ์ของกระแซ่น้ำตาลเมา...เพลงนี้มีชื่อว่า "เพลงเศรษฐีในใจ" เสียงร้องของ "รุ่ง โพธาราม"...รุ่ง โพธาราม นอกจากจะร้องเพลงดังกล่าวแล้ว ยังมีเพลงดังๆอีกหลายเพง เช่น "เพลงลาสาวโพธาราม" ซึ่งมีเนื้อร้องเกี่ยวกับหนุ่มทหารไทยต้องลาสาวไปรบที่เวียดนาม และอีกเพลงหนึ่งคือ "เพลงหนองน้อยปลาชุม" รุ่งเป็นทหารบกมีชื่อว่า "พยงค์ ทองประหลาด" เป็นคนบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ก่อนบันทึกแผ่นเสียงเคยอยู่กับวงของสุรพล สมบัติเจริญ เพลงเศรษฐีในใจรุ่งบันทึกเสียงที่ห้างแผ่นเสียงศรีไพบูลย์ เพลงนี้แต่งโดย "ท้วม บ้านแพ้ว" ที่อำเภอโพธารามนี้มีนักร้องชื่อดังอีกคนหนึ่ง คือ "เพชร โพธาราม" เจ้าของเสียงเพลง "สุโขทัยระทม" "รักคนชื่อน้อย" และเพลง "ต.ช.ด.ขอร้อง" พูดถึงเพลงหนองน้อยปลาชุมแล้ว อย่าให้เสียเวลา หลบเชิงแสไป"เพ็ดจ้อน" แบกโพงวิดหนองกันดีหวา ไอ้เกลอเหอ

      อนึ่ง เพื่อเป็นความรู้แก่และสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ด้านเครื่องจักรเครื่องกลเกี่ยวกับโรงสีข้าวในสมัยรัตนโกสินทร์ ผมหายเหนื่อยจากวิดปลาในหนองกลางทุ่งแล้ว จึงขอเล่าไว้เสียด้วยว่าโรงสีไฟแห่งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๑ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ คราวครั้งนั้นเป็นโรงสีไฟของชาวอเมริกัน ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ชาวอเมริกันได้ตั้งโรงสีใหญ่ขึ้นที่กรุงเทพฯ ชื่อโรงสีไฟอเมริกัน สตรีมไรซ์มิลลิ่ง แอนด์ โก (American Steam Rice Milling co.)และต่อมามีโรงสีไฟของบริษัท เจ เอส มาร์กเกอร์ ( J S Marker Company) ขึ้นอีกโรงหนึ่ง หลังจากนั้นผู้มีฐานะและเจ้านายหลายพระองค์ก็ได้ตั้งโรงสีขึ้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ก็ทรงตั้งโรงสีที่หลังพระตำหนักบริเวณปากคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้วัดเทวราชกุญชร ชื่อว่า "โรงสีเล่งหงษ์".........+++++......+++++

      (รอชม...ภาพปล่องไฟของโรงสีไฟนำไทยหลี ภาพฐานรากของโรงสีไฟนำไทยหลี ภาพป้ายชื่อโรงสีไฟฮกซุ่นหิ้น ภาพฐานแท่นเครื่องจักรโรงสีไฟฮกซุ่นหิ้น และภาพโรงสีไฟของคุณยายเหี้ยง ระโนด รวมภาพที่รอชมทั้งสิ้น ๕ ภาพ)

(ป้ายชื่อ "โรงสีไฟ ฮกซุ่นหิ้น ระโนต" ซึ่งขณะนี้ปรับปรุงเป็น "ระโนดโฮมสเตย์")

(ฐานซีเมนต์ของโรงสีไฟฮกซุ่นหิ้น ยังคงเหลืออยู่เป็นอนุสรณ์แห่งกิจการค้าข้าวที่เคยรุ่งเรืองของระโนดในอดีต ซ้ายมือของภาพคือระโนดโฮมสเตย์)

(ฐานรากของโรงสีไฟ "นำไทยหลี" ระโนด)

(ปล่องไฟของโรงสีไฟนำไทยหลีที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยต้นไทรใหญ่...ต้องพยายามสังเกตนะครับ ไม่อย่างนั้นจะมองไม่เห็น ปล่องไฟนี้น่าจะเป็นปล่องไฟโรงสีไฟในระโนดที่เหลืออยู่..ภาพเมื่อฝนกำลังโปรยในตอนใกล้ค่ำของวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ )

บทที่ ๔ ร่มกาสาวพัสตร์ วัดหัวนอน


บทที่ ๔ ร่มกาสาวพัสตร์ วัดหัวนอน


     ผมลังเลอยู่เหมือนกันว่าบทนี้จะเป็นหัวข้อย่อยของบทที่ ๓ ต่อจากสินนุราชคำกาพย์เพราะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของวัดเชิงแสใต้วัดหัวนอนเหมือนกัน หรือจะตั้งเป็นบทใหม่ดี และวันนี้ก็ตัดสินใจขึ้นเป็นบทใหม่ บทใหม่เพราะเห็นว่า
     ๑."วัดเชิงแสะหัวนอน" หรือวัดเชิงแสใต้แห่งนี้ไม่เคยเป็นวัดร้าง เนื่องเพราะดำรงความเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวเชิงแสตลอดมาตั้งแต่ยังเป็น "วัดเชิงแสะหัวนอน" เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
     ๒.สุปฏิปันนาจารย์แห่งวัดเชิงแสใต้ท่านมีคุณธรรมพิเศษสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งซึ่งวัด อื่นน้อยนักจักมีได้ คือ ท่านมีความเป็นนักวิชาการที่เห็นความสำคัญของการศึกษา ดังจะเห็นได้จากการที่โรงเรียนวัดเชิงแส (เมฆประดิษฐ์)ตั้งอยูในเขตของวัดเชิงแสใต้มาตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อพ.ศ.๒๔๖๑ และตั้งตรึงแน่นผลิตนักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้นประถมมาตั้งแต่รุ่นแม่จนกระทั่งถึงตัวผม ส่วนลูกสาวของผมนั้นแม้จะเรียนที่กรุงเทพฯ แต่ผมก็บอกลูกว่าหากลูกอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ไปใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างพ่อก็บอกพ่อได้นะลูก พ่อจะส่งไปเรียนที่โรงเรียนวัดเชิงแสเหมือนพ่อ ผมบอกลูกหลายครั้งแล้ว ไม่เห็นเธอตอบตกลง ลูกสาวผมคงไม่รู้ความจริงว่าโรงเรียนวัดเชิงแสที่พ่อเรียนหนังสือมานั้น ได้ให้ประสบการณ์ชีวิตได้ดีไม่แพ้หลักสูตรภาษาอังกฤษของโรงเรียนสาธิตที่กรุงเทพฯ โรงเรียนที่เธอเรียนอยู่นะลูกรักเอ๋ย จะยกตัวอย่างให้ก็ได้ เช่น ที่โรงเรียนวัดเชิงแสพ่อสามารถ "ขึ้นเที่ยง" กลับไปกินข้าวกลางวันที่บ้านได้ทุกวัน เพราะแม้ที่โรงเรียนจะมีร้านอาหารร้านข้าวแกงของคุณน้าตั้นหิ้มภรรยาของน้ากำนันลิ่ม ประชา สมุทรจินดา ให้ซื้อกินก็ตาม แต่ต้องรอวันสอบโน่นแหละแม่จึงจะให้เงินผมเป็นพิเศษ คือเป็นค่าข้าวแกงและค่าขนม รวม ๑ บาท ๒๕ สตางค์ เงินที่แม่ให้ไปโรงเรียนจำนวนนี้แยกเป็นค่าข้าวแกง ๑ บาท ที่เหลือ ๒๕ สตางค์เป็นค่าขนม เพราะปกติแล้วแม่ให้เงินผมไปโรงเรียนเฉพาะแต่ค่าขนมวันละ ๒๕ สตางค์ เงินจำนวนนี้เมื่อสี่สิบปีที่แล้วถือว่าพอสำหรับซื้อขนมกินที่โรงเรียน เด็กจำนวนมากไม่ได้มีเงินไปโรงเรียนทุกวัน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน เงินนั้นพอจะมี แต่ไม่จำเป็น เพราะกินข้าวกินขนมที่บ้าน มื้อเที่ยงก็ "ขึ้นเที่ยง" กินข้าวมื้อกลางวันที่บ้าน เด็กนักเรียนในทุกวันนี้ไม่ได้รับรู้บรรยากาศของการรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านหรอก กินข้าวเสร็จผมก็จะรอเพื่อนๆ มาเรียกเดินกลับไปโรงเรียนด้วยกัน เพื่อเรียนหนังสือภาคบ่ายกันต่อ แต่ส่วนใหญ่แล้วสำหรับผมนั้นกว่าจะเดินไปเรียนช่วงบ่ายก็เปิดวิทยุฟังข่าวกลางวันก่อน แล้วต่อด้วยข่าวกีฬาของ "สาโรจน์ พัฒทวี" ที่สถานี สวพ.สงขลาถ่ายทอดเสียงมาจากกรุงเทพฯ

(พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดเชิงแสใต้)
     ร้านข้าวแกงกลางวันของน้าตั้นหิ้มมีลูกค้าประจำเป็นนักเรียนจากบ้านโคกพระและบ้านเขารัดปูนซึ่งต้องเดินเท้ามาเรียนที่โรงเรียนวัดเชิงแส กับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือคุณครูที่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นครูเสรี ชุมทอง จากบ้านเขาใน ครูกิติพันธ์ ชูโชติ จากบ้านเขารัดปูน ครูปราโมทย์ น้อยเสงี่ยม ครูลาภ เกื้อมา จากบ้านเถรแก้ว และครูผู้หญิงซึ่งมีอยูู่เพียงท่านหนึ่งคือครูสุพร หมานมานะ คุณครูสุพรเป็นอิสลาม สอนวิชาภาษาอังกฤษ ส่วนครูอาวุโสอย่างครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ ครูแอบ ศิริรักษ์ ครูบวร วรารัตน์ ครูเทอด จินดานาค นั้น บางท่านคดข้าวห่อ บางท่านก็กลับไปทานข้าวเที่ยงที่บ้านเหมือนพวกผม...ผมกล่าวถึงครูกิติพันธ์แล้วเล่าต่อไปเสียเลยว่า เดิมท่านชื่อว่าครูก้าน ท่านสอนที่นี่อยู่ประมาณ ๔ ปี ต่อมาท่านเสียชีวิตเพราะกินยาฆ่าตัวตาย พวกผมเด็กนักเรียนได้ไปร่วมงานเผาศพท่านที่สนามโรงเรียนบ้านรัดปูน จำครูได้อยู่เสมอครับคุณครู จำได้ว่าตอนเข้าแถวสวดมนต์ครูกำชับย้ำนักย้ำหนาว่า บทสวดที่ ๒ นั้น อย่ากล่าวว่า .."สวาขาโต ต้องพูดเสียให้ชัดว่า..สวากขาโต ภควตา ธัมโม ...เพราะ"สวา" นั้นแปลว่าลิง สวาขาโตจะแปลว่า ลิงขาใหญ่.."...และ
     ๓.วัดเชิงแสใต้แห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญพุทธลักษณะงดงามอย่างยิ่ง ซึ่งน้อยคนนักจะสนใจทราบ นั่นคือ พระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร เดิมองค์พระพุทธปฏิมางามสง่านี้ประดิษฐานอยู่ที่โรงธรรม เป็นพระประธานให้กราบไหว้ในทุกกิจกรรมแห่งศาสนพิธี เมื่อผมยังเป็นเด็กอยู่ผมได้สร้างวีรกรรมไว้ที่บุษบกฐานพระพุทธรูปนี้ครั้งหนึ่ง คราวครั้งนั้นเป็นงานพิธีอะไรจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าขณะที่แม่และอุบาสกอุบาสิกากำลังไหว้พระอยู่เต็มโรงธรรม ผมลุกจากที่นั่งข้างแม่ ผมเดินไปแหงนมองพระพุทธรูป แล้วจะปีนขึ้นไปบนฐานบุษบก ไม่ใช่ด้วยความศรัทธาในองค์พระดอก ด้วยความซุกซนอ้อนไม้เรียวของพ่อเสียละมากกว่า แล้วผมก็เหนี่ยวกนกฐานบุษบกจะปีน ทำให้ฐานบุษบกชิ้นหนึ่งหัก ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ "ทำให้เสียทรัพย์ ที่เคารพศรัทธาแห่งพระพุทธศาสนา" เห็นผู้ต้องหาก่อเหตุเช่นนั้น ก็ร้องเอะอะขึ้นว่า "หักแล้ว หักแล้ว หนกหักแล้ว"... ผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้ตกใจรีบวิ่งออกไปทางประตูโรงธรรมด้านหลังพระ ทางทิศตะวันตก ณ ที่นั้นพ่อของผู้ต้องหายืนอยู่พอดี พ่อผู้ต้องหาจับมือผู้ต้องหาไว้ แล้วถามว่า "ลูกบ่าวปีนขึ้นไปทำไหรละลูก?"...ทุกวันนี้เมื่อผมกลับไปไหว้พระที่วัดเชิงแสใต้ ผมยังคงคิดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่คิดถึงก็เพราะว่า คือรู้สึกโล่งใจไปว่าฐานพระเสียหายไม่มากนัก คงจะบาปไม่มาก นั่นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง กระทำความผิดขณะเป็นเด็กคงมีเหตุลดมาตราส่วนโทษแน่นอน แต่ที่สำคัญอย่างสุดท้ายก็คือว่าวันนี้กรณีนี้ "ขาดอายุความ" เรียบร้อยแล้ว...แต่จะว่าไปจริงๆแล้วขณะกราบพระ ก็อดจะคิดไปถึงพระประธานอย่างในเรื่อง "ไผ่แดง" ของคุณชายหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้เหมือนกันว่า หากพระประธานที่วัดเชิงแสใต้ท่านพูดได้ ท่านคงจะถามผมว่า..."เมื่อไหร่จะมาซ่อมให้เรียบร้อยยยย...เสียทีี...ก่อเหตุไว้หลายปีแล้วนะ"

(พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรพระประธานในโรงธรรมวัดเชิงแสใต้ปัจจุบันได้เคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ที่หอวิหาร "เมฆสถิตอนุสสร")
     ด้วยเหตุทั้งสามประการดังกล่าวแล้ว ผมจึงเห็นว่าวัดเชิงแสใต้ควรจะได้เป็นที่รับทราบแก่สาธุชนในหัวข้อ "ร่มกาสาวพัสตร์ วัดหัวนอน"
     นับตั้งแต่พลังแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นในบริเวณริมฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลา คำนวณแล้วก็อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เห็นจะได้ บริเวณนี้มีวัดเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก พลังขับเคลื่อนที่สำคัญนั้นต้องยอมรับว่า คือ พระสงฆ์ พระภิกษุพุทธสาวกท่านเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจ เป็นทั้งผู้ประกาศธรรมของพระตถาคต เป็นทั้งผู้ให้การศึกษา และเป็นทั้งผู้นำของชุมชนชุมชน...อย่างวัดเชิงแสใต้นี้ นอกจากจะมีปราชญ์อย่างพระผู้แต่งคำสวด "สินนุราชคำกาพย์" แล้ว ในกาลต่อมาพระครูธรรเจดีย์ศรีสังวร พระอธิการคง และพระอธิการเมฆ ท่านเจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดเชิงแสใต้ก็ได้เป็นศูนย์รวมใจของผู้คนทั้งชาวเชิงแส และชาวบ้านแถบละแวกนี้ตลอดมา ในบทนี้จึงใคร่กล่าวถึงประวัติของสุปฏิปันนาจารย์และปฏิปทาของพระภิกษุสงฆ์แห่งวัดเชิงแสใต้ ดังนี้ ๑.พระคุณธรรมเจดีย์ศรีสังวร ๒.พระอธิการเมฆ ติสโร ๓.พระอธิการคง

(ภาพวาดพระอธิการเมฆ อดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงแใต้)

(ภาพวาดพระอธิการคง อดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงแสใต้)

(สัญบัตรตราตั้งพระอธิการเมฆ หรือพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์ เมื่อพ.ศ.๒๔๘๔)

(หอ "เมฆสถิตอนุสสร" ที่ประดิษฐานรูปเหมือนและภาพวาดพระอธิการเมฆ หอวิหารดังกล่าวออกแบบและอำนวยการก่อสร้างโดยพระปลัดปรีชา ธัมปาโล สถาปนิกชาวเชิงแส และนักบริหารระดับปริญญา ซึ่งออกแบบและอำนวยการสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘)

พ่อท่านทองมาก (พ่อท่านเฒ่า ; พระครูธรรมเจดีย์ศรีสังวร)
     พ่อท่านทองมากหรือพระครูธรรมเจดีย์ศรีสังวร เป็นชาวสีหยัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านเชิงแส ห่างข้ามทุ่งไปประมาณ ๗ กิโลเมตร เมื่อพ่อท่านทองมากเป็นเจ้าอาวาสวัดเชิงแสใต้หรือเชิงแสวัดหัวนอนนั้น ท่านเป็นพระสังฆาธิการที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง เพราะพ่อท่านเป็นผู้มีบุญญาบารมีมาก อีกทั้งท่านเป็นพระที่มีความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณ สามารถประกอบยารักษาโรคได้หลายขนาน หลายชนิดโรค นอกจากนั้นท่านยังมีอาคมเก่งกล้าในระดับที่พระยาวิเชียรคีรี (ชม) เจ้าเมืองสงขลาได้เคยทดสอบอาคมของท่านเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๑ คราวครั้งนั้นพระยาวิเชียรคีรี ได้เดินทางจากเมืองสงขลามาปฏิบัติหน้าที่ปราบโจรผู้ร้ายในเขตทะเลสาบสงขลาเรื่อยไปจนกระทั่งถึงแขวงระโนด ระหว่างที่ผ่านบ้านเชิงแสเจ้าเมืองสงขลาท่านที่ ๘ ได้เข้านมัสการพ่อท่านทองมากและได้ทดสอบยิงปืน ชาวเชิงแสเล่ากันว่าพระยาวิเชียรคีรีหันปากกระบอกปืนไปทางทิศตะวันออก แต่กระสุนปืนไม่ลั่นพุ่งไปทางนั้น กลับพุ่งไปทางด้านทิศตะวันตกแทน
     ไม่เพียงแต่พ่อท่านทองมากจะมีวิชาการแพทย์และวิชาอาคมเท่านั้นท่านยังเป็นพระที่มีวาจาสิทธิ์ กล่าวกันว่าชานหมากของท่านเป็นเหล็ก และขนที่ใบหูท่านเป็นทองแดง ด้วยความเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านจึงเป็นพระอุปปัชฌาที่มีลูกศิษย์ลูกหาที่ท่านอุปสมบทให้เป็นจำนวนมาก แม้ในยามชราซึ่งไม่สามารถออกเดินทางไปอุปสมบทให้แก่กุลบุตรที่ศรัทธาได้สะดวกแล้วก็ยังมีผู้ที่ประสงค์จะให้ท่านอุปสมบทให้ จึงต้องใช้ไม้คานหาม หามท่านไปยังอุโบสถวัดต่างๆ ปัจจุบันไม้คานหามดังกล่าวก็ยังคงเก็บรักษาไว้ที่หอ “เมฆสถิตอนุสสร
     ในส่วนผลงานด้านการพัฒนาของพ่อท่านทองมากนั้น ได้ท่านสร้างสะพานยาวเป็นถาวรวัตถุที่คงอยู่กับบ้านเชิงแสมาจนกระทั่งถึงยุคของผม นั่นก็คือ “สะพานยาว” ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่มีความยาวมากประมาณ ๑๐ เส้นเศษ หรือ ๔๐๐ เมตรเศษ สะพานแห่งนี้ทอดข้ามคลองเชิงแสในส่วนที่กว้างที่สุด เหตุที่คลองเชิงแสบริเวณนี้กว้างที่สุดเพราะเป็นที่บรรจบกันระหว่าง “คลองพระ” กับ “คลองเชิงแส” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบันเมื่อคลองพระตื้นเขินไม่เหลือสภาพคลองแล้ว ก็ยังมีบริเวณที่คลองทั้งสองบรรจบกันให้ได้เป็นที่หมุดหมายไว้ คลองเชิงแสที่บรรจบกับคลองพระโบราณจึงเป็นคลองเนื้อเดียวกันที่มีความกว้างมากถึง ๔๐๐ เมตรเศษ
     สภาพของสะพานยาวผมยังจำได้ดีเพราะเคยซุกซนเดินไปคนเดียวจากหัวสะพานด้านวัดเชิงแสใต้จนกระทั่วไปถึงปลายสะพานด้านที่เป็นทุ่งนา สะพานยาวแห่งนี้มีเสาเป็นไม้แก่นกลมเป็นคู่ๆ ไประยะห่างระหว่างคู่เสาประมาณ ๔ เมตร และปูด้วยไม้กระดานหนา ๒ นิ้ว กว้าง ๑๒ นิ้ว แต่ละแผ่นยาวประมาณ ๖ - ๘ เมตร ความแข็งแรงของสะพานสามารถรับชาวบ้านเชิงแสที่หาบข้าว ๑๐๐ เรียง หรือหาบน้ำตาลโตนด ๖๐ กระบอกได้ ตัวสะพานสูงจากผิวน้ำในลำคลองมาก ขนาดว่าปลายต้นกกที่ลำคลองนั้นอยู่ในระดับที่เสมอกับพื้นสะพาน การที่พ่อท่านทองมากดำเนินการก่อสร้างสะพานยาวได้เช่นนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการสัญจรของชาวเชิงแส ชาวเขาในและชาวรัดปูน เป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าสะพานยาวเปรียบเสมือนเส้นทางเศรษฐกิจและเส้นทางแห่งชีวิตสายสำคัญของชาวเชิงแส ชาวรัดปูนและชาวเขาใน สะพานแห่งนี้มีการซ่อมแซมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยใช้ไม้จากจังหวัดพัทลุง การซ่อมแซมครั้งนี้เกิดขึ้นในสมัยของพ่อท่านเมฆ ติสโร คุณครูชื่น เมืองศรี ครูใหญ่โรงเรียนวัดเชิงแสเมฆประดิษฐ์เล่าไว้ในหนังสือ “ความดีไม่สูญ เทิดทูนชาวเชิงแส” ว่าเมื่อมีการซ่อมแซมปรับปรุงสะพานยาวเสร็จได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างมโหฬาร มีการรับมโนราเติมจากเมืองตรัง มโนราช่วงจากนครศรีธรรมราชแข่งขันพนันเมียกัน
     ภาพที่งดงามบนสะพานยาวแห่งนี้ในความรู้สึกของผม ก็คือ ภาพชาวเชิงแสหาบข้าวกลับจากนาหาบกล้าไปปักดำ และแบกคราด แบกไถ เป็นแถวตามแนวของสะพานยาว ภาพหนึ่ง ส่วนอีกภาพหนึ่งก็คือภาพที่พระภิกษุและสามเณรจากวัดเชิงแสใต้เดินทางไปบิณฑบาตที่บ้านเขารัดปูน ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๐ คุณตาว่อนและคุณยายหลับ อโนทิพย์ ได้สละทรัพย์ส่วนตัวทำถนนคอนกรีต ต่อจากบริเวณหัวสะพานยาวกลางทุ่งนาด้านทิศตะวันออกไปประมาณ ๒๐ เมตร เมื่อผมยังเป็นเด็กผมยังเดินข้ามสะพานยาวไปคนเดียวจนกระทั่งถึงถนนคอนกรีตแห่งนี้ จำได้ว่าขณะนั้นเป็นหน้าน้ำ น้ำท่วมอยู่เต็มถนนผิวคอนกรีตดังกล่าว
     สะพานยาวแห่งบ้านเชิงแสหมดสภาพลงไปอย่างน่าเสียดายเมื่อมีการทำสะพานใหม่ด้านทิศใต้ของวัดเชิงแสใต้ ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ มีการขุดเสาสะพานและไม้กระดานสะพานยาวไปทำสะพานแห่งใหม่ สะพานแห่งนี้อยู่ได้ไม่นานนักก็ถูกแทนที่ด้วยสะพานคอนกรีต(อ่านว่าคอนกรีตนะครับ ...ไม่ใช่ คอ.นก.รีต ...ต้องเตือนกันไว้ก่อน เกือบจะลืมเตือน)แม้สะพานยาวจะหมดสภาพไปแล้วแต่ก็ยังคงมีชื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณงามความดีในด้านการพัฒนาของพระครูธรรมเจดีย์ศรีสังวร พ่อท่านทองมาก หรือพ่อท่านเฒ่า ปูชนียบุคคลของชาวเชิงแส

(สภาพปัจจุบันที่บริเวณหัวสะพานยาวด้านวัดเชิงแสใต้ ในภาพจะเห็นเพียงหมู่ไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ ผมถ่ายภาพนี้ไว้เมื่อต้นเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖)
     ก่อนที่จะผมจะได้กล่าวถึงพ่อท่านเมฆ ติสโร พระอาจารย์ของพ่อ ในความต่อไป เนื่องจากผมได้พูดถึงพระยาวิเชียรคีรี (ชม)เจ้าเมืองสงขลาไว้แล้วจึงขอนำประวัติของเจ้าเมืองสงขลาท่านนี้ท่านที่ได้มาถึงบ้านเชิงแส มากล่าวไว้เสียด้วย ดังต่อไปนี้ (ข้อความส่วนใหญ่เกี่ยวกับปรัวัติของท่าน ผมคัดมาจากหนังสือ "พงศาวดารเมืองสงขลาและพัทลุง" พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณหญิงแข เพ็ชราภิบาล (แข ณ สงขลา) ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส พระนคร วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมมีอยู่และใช้อ้างอิงอยู่เป็นประจำ)

(ภาพถ่ายของพระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา) ถ่ายภาพคู่กับคุณหญิงสมบุญวิเชียรคีรี เป็นภาพประกอบหนังสือพระราชทานเพลิงศพของท่านเจ้าคุณวิเชียรคีรี)

(ภาพสีพระยาวิเชียรคีรีและคุณหญิงเป็นการระบายสีจากภาพขาวดำข้างต้น)

     พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา)
     พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา)เป็นเจ้าเมืองสงขลาลำดับที่ ๘ ของสกุล "ณ สงขลา" ต่อจากหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) เจ้าเมืองสงขลาคนที่ ๑ พระยาวิเชียรคีรี(เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๓๖๐ – ๒๓๙๐ ผู้เริ่มสร้างเมืองสงขลา บ่อยาง พระยาวิเชียรคีรี(บุญสัง ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๓๙๐ – ๒๔๐๘ พระยาวิเชียรคีรี(เม่น ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๔๐๘ – ๒๔๒๗ พระยาวิเชียรคีรี(ชุ่ม ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๓๑ แล้วก็ถึงพระยาวิเชียรคีรี(ชม ณ สงขลา) พ.ศ. ๒๔๓๑ – ๒๔๓๙ พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา, ที่ ๘,พ.ศ. ๒๔๓๑-๒๔๔๔)
     พระยาวิเชียรคีรี (ชม) เป็นบุตรชายคนโตของพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร์) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาและคุณหญิงพับ และเป็นหลานชายคนใหญ่ของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี(เม่น) พระยาวิเชียรคีรี(ชม) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๓๙๗ ที่ตำบลบ้านป่าหมากในเมืองสงขลา บริเวณบ้านเกิดของท่านในภายหลังบุคคลในสกุลได้ขายให้แก่ทางการในราคา ๒๘,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นจึงได้ตั้งเป็นศาลมณฑลนครศรีธรรมราชและต่อมามีการก่ิสร้างเป็นสำนักงานองค์การโทรศัพท์ สงขลา คือบริเวณที่ถนนจะนะตัดกับถนนวิเชียรชม
     พระยาวิเชียรคีรีได้ศึกษาวิชาการหลายอย่าง คือ ๑ เรียนหนังสือไทยกับเจ้าพระยาสงขลา (เม่น) ผู้เป็นปู่ ๒ วิชาช่างไม้และวืชาการยิงปืนกับพระยาหนองจิก (เวียง) บุตรพระอนุรักษ์ภูเบศร์ (แสง) ผู้เป็นญาติ ๓ เรียนวิชาโหราศาสตร์ได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่งนัก ๔ เรียนวิชาแพทย์กับหมอทิมชาวกรุงเทพฯและมีท่านเจ้าวัดโปรดเกษฯ แขวงเมืองนครเขื่อนขันธ์เป็นอาจารย์ ๕ เรียนวิชาการเดินเรือต่อกัปตันวรดิกสกี ๖ วิชาการถ่ายรูปต่อหลวงอรรคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) และมิสเตอร์ลำเบิกกับมิสเตอร์เนาต้า ๗ วิชาการช่างเหล็กช่างทอง ๘ วิชาทำแผนที่
     ประมาณ พ.ศ. ๒๗๑๘ พระยาวิเชียรคีรีได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ ณ สำนักพระอาจารย์แดง วัดดอนรักซึ่งตั้งอยู่หลังจวนเมืองสงขลา ลำดับตำแหน่งยศและบรรดาศักดิ์ของพระยาวิเชียรคีรี(ชม)
     พ.ศ. ๒๔๐๗ ปีชวด อายุ ๑๑ ปี ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวงในรัชกาลที่ ๔ รับราชการเวรฤทธิ์อยู่ในกรุงเทพฯ ๒ ปี แล้วทูลลากลับไปเมืองสงขลา
     พ.ศ. ๒๔๑๓ ปีมะเมีย อายุ ๑๖ ปี ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑ เป็นหลวงวิเศษภักดีตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑,๐๐๐ ไร่
     พ.ศ. ๒๔๑๓ ปีชวดสัมฤทธิศก วันจันทร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสงขลา โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงวิเศษภักดีขึ้นเป็นพระยาสุนทรานุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑,๕๐๐ ไร่ และให้มีหน้าที่เป็นผู้รักษาราชการเมืองสงขลา ในเวลาที่ว่างไม่มีตัวผู้สำเร็จราชการเมือง (ขณะนั้นพระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) เพิ่งถึงอนิจกรรมได้ ๖ วัน)
     พ.ศ. ๒๔๓๓ วันที่ ๑๑ มกราคม ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาวิเชียรคีรี ศรีสมุทวิสุทธิ์ศักดามหาพิไชยสงคราม รามภักดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕,๐๐๐ ไร่ มีเมืองจะนะ เมืองเทพา เป็นหัวเมืองขึ้น และได้บังคับเมืองแขกทะเลหน้าใน ๗ หัวเมืองด้วย
     เมื่อเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาท่านได้รับพระราชทานผลประโยชน์ค่าธรรมเนียมความและส่วนลดภาษีอากรบางอย่างตามสมัยเดิม หาได้รับพระราชทานเป็นเงินเดือนไม่ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ รัชกาลที่ื ๕ โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล โดยรวมเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง และเมืองขึ้นตั้งเป็นมณฑลเรียกว่ามณฑลนครศรีธรรมราช และโปรดให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แต่เมื่อเป็นพระยาสุขุมนัยวินิจ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑล และตั้งศาลาว่าการมณฑลที่เมืองสงขลา พระยาวิเชียรคีรีคงรับราชการเทียบตำแหน่งปลัดมณฑลนครศรีธรรมราช เพราะยังเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งศาลาว่าการมณฑล ตั้งต้นได้รับพระราชทานผลประโยชน์เป็นเงินเดือน เดือนละ ๔๕๐ บาท และได้รับพระราชทานยศเป็นชั้นที่ ๑ ตรี (เทียบเท่ากับมหาอำมาตย์ตรี)
     ถึงแม้ว่าเมื่อได้รวมเมือง จัดเป็นมณฑลแล้วก็ดี ท่านก็ยังมีความอุตส่าห์ตั้งในรับราชการกลมเกลียวกับข้าหลวงเทศาภิบาล พยายามชี้แจงระเบียบราชการ และประเพณีการเมืองอย่างเดิมๆ ช่วยส่งเสริมราชการให้ความรู้ความสะดวกแก่ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นอันดี กับได้จัดการปกครองเมืองสงขลาซึ่งเป็นเมืองในหน้าที่และเป็นเมืองที่ตั้งมณฑล โดยเฉพาะการตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านและสารวัตรตำบลได้เรียบร้อยก่อน อันเป็นตัวอย่างแก่เมืองอื่นๆ ท่านรักษาราชการตามตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยตลอดมา นับเป็นความดีความชอบในราชการ
     พ.ศ. ๒๔๔๔ เมื่อจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลแล้วได้ ๖ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนเป็นจางวางกำกับราชการเมืองสงขลา รับพระราชทานเบี้ยบำนาญตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปปีละ ๘,๐๐๐ บาท สูงกว่าเงินเดือนที่ได้รับพระราชทานในเวลาประจำการปีละ ๒,๖๐๐ บาท และสูงกว่าเบี้ยบำนาญของผู้ว่าราชการเมืองในมณฑลเดียวกัน เป็นพระมหากรุณาอย่างพิเศษ
     เมืองสงขลาเป็นเมืองใหญ่ชั้นโท นับเป็นหัวเมืองชั้นนอกอยู่ห่างไกลปลายพระราชอาณาเขตข้างฝ่ายใต้ เดิมไม่มีรถไฟเรือไฟและไปรษณีย์โทรเลข จึงใช้เรือใบเป็นพาหนะ หรือบางคราวเป็นเวลามรสุมคลื่นลมแรง ต้องใช้คนเดินไปติดต่อกับกรุงเทพฯ กว่าจะรู้เรื่องกันได้ก็กินเวลาตั้งเดือนๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้สำเร็จราชการ มียศบรรดาศักดิ์ชั้นสูงถึงพานทอง และเป็นเจ้าพระยาก็มี เจ้าเมืองต้องเป็นผู้ที่ทรงคุ้นเคยไว้วางพระราชหฤทัยเฝ้าแหนได้ใกล้ชิดอย่างมหาดเล็กผิดกว่าที่หัวเมืองชั้นใน การปกครองบังคับบัญชาต้องเด็ดขาดและศักดิ์สิทธิ์ถึงประหารชีวิต ได้เป็นที่ยำเกรงแก่ราษฎรอีกทั้งโปรดให้ได้ถวายต้นไม้เงินทองทำนองเมืองประเทศราช
     พระยาวิเชียรคีรี (ชม) เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวางอย่างใจนักเลงทั้งมีความโอบอ้อมอารีเป็นอันดี อัธยาศัยเป็นคนตรง รักเป็นรัก เกลียดเป็นเกลียดท่านชอบการช่างฝีมือทำสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับต่างๆ เช่น ทำไม้เท้าแกะสลัก เครื่องงา เครื่องเงิน เครื่องทองได้หลายอย่าง ของที่ใช้สอยอยู่ในบ้านก็ใช้ของที่ทำด้วยฝีมือเองโดยมาก ลงทุนสะสมเครื่องมือตั้งโรงงานไว้ในบ้าน มีเครื่องจักรเครื่องกลหลายอย่าง ทำสิ่งของต่างๆ ได้อย่างประณีต ไม่ทำไว้เพื่อขาย แต่ทำตามความพอใจที่ชอบ โดยมากทำไว้เพื่อจะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายเจ้านาย แจกข้าราชบริพาร ข้าราชการ ตลอดจนมิตรสหายที่ได้ไปถึงเมืองสงขลาโดยไม่มีความเสียดาย เมื่อใครไปถึงเมืองสงขลาได้ไปหาเยี่ยมเยียนก็ยินดีรับรอง และแจกของที่ทำด้วยฝีมือให้เป็นที่ระลึก ของที่ทำถวายแจกเป็นศิลปอย่างดี เป็นที่ชอบใจแก่ผู้ได้แจกยิ่งนัก เพื่อเป็นพยานแห่งวิชาฝีมือการช่างที่ทำของดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยาให้เป็นสำคัญ
     อนึ่ง เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งมณฑลมีข้าหลวงเทศาภิบาลออกมากำกับ ซึ่งนับว่าเป็นคราวเปลี่ยนแปลงแก้ไขอำนาจและสิทธิ์ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองที่เคยได้มีมาแต่เดิมมากอยู่ ท่านก็ไม่ท้อถอยกลับมีความมานะอุตส่าห์ช่วยส่งเสริมราชการ จัดการปกครองท้องที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง และช่วยข้าหลวงเทศาภิบาลจัดราชการให้ได้ดำเนินไปโดยดีและปรองดองกัน อาศัยความดีที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชการดังกล่าวมา เมื่อยกขึ้นเป็นจางวางกำกับราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำนาญให้เลี้ยงชีพถึงปีละ ๘,๐๐๐ บาท สูงกว่าอัตราเบี้ยบำนาญผู้สำเร็จราชการเมืองในมณฑลเดียวกัน พระยาวิเชียรคีรี (ชม) เป็นจางวางกำกับราชการอยู่ ๓ ปีเศษ ก็ป่วยด้วยโรคชราถึงแก่อนิจกรรมที่บ้านในเมืองสงขลา เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ตรงกับ ณ วันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๔๗ เวลาบ่าย ๕ โมง อายุ ๕๐ ปี เป็นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๑๓ ปี
      พ่อท่านเมฆ ติสโร
     พ่อท่านเมฆ ติสโร เป็นบุตรของโยมทวดชู และโยมทวดนุ้ย ชาวบ้านกลาง ตำบลท่าคุระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ท่านมีพี่น้อง ๕ คน คือ คุณตาพิน คุณตาพุ่ม คุณยายพ่วน คุณตาปู และพ่อท่านเมฆ เนื่องจากคุณตาปูผู้พี่ได้มามีครอบครัวอยู่ที่บ้านเชิงแสกับยายเตี้ยว เมื่อเห็นว่ามีน้องชายมีอายุสมควรอุปสมบท ก็ได้นำมาบวชกับพ่อท่านทองมากที่วัดเชิงแสใต้ พ่อท่านเมฆคิดว่าท่านคงมาบวชไม่กี่วัน ก็ฝากกระบอกตาลกับเพื่อนไว้ แต่หลังจากท่านบวชแล้วก็คงซาบซึ้งในรสพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ประจวบกับได้เป็นศิษย์ของอุปัชฌาย์อาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถในหลายๆ ด้าน ก็เกิดความพึงใจในร่มกาสาวพัตร์ที่วัดหัวนอน ครองเพศบรรพชิตไม่ลาสิกขาบท ทั้งสนใจศึกษาพระธรรมวินัย ประกอบกับมีความเมตตาช่วยเหลืออุบาสกอุบาสิกา ท่านจึงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ เชี่ยวชาญผสมหยูกยารักษาคนไข้ทุกประเภท แม้กระทั่งคนไข้โรคจิต กล่าวได้ว่าทุกๆ วิชาที่พ่อท่านทองมากมีอยู่ท่านได้ร่ำเรียนมาหมด อย่างศิษย์เอกของพ่อท่านทองมาก เช่นนี้จึงหลังจากพ่อท่านทองมาก และพ่อท่านนวนมรณภาพแล้ว ก็เป็นยุคของพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์
     พ่อท่านเมฆ ท่านมีบุญญาบารมีมากเช่นเดียวกับพ่อท่านเฒ่า ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป จึงเป็นศูนย์รวมแห่งพลังของความสามัคคีกลมเกลียว ด้วยเหตุนี้พ่อท่านจึงสามารถสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดเชิงแส ซ่อมแซมสะพานยาว ขุดลอกสระโพธิ์ ได้เป็นสาธารณประโยชน์มาจนถึงชนรุ่น ป.สข.๓๔๗ อย่างผม
     คุณครูชื่น เมืองศรี บันทึกไว้ในหนังสือ "ความดีไม่สูญ เทิดทูนเชิงแส" ว่า...เนื่องจากพ่อท่านเมฆ เห็นเด็กเรียนในโรงธรรมคับแคบและเบียดเสียดยัดเยียดกันมากแล้ว ท่านมีความเมตตาจึงปรึกษาชาวบ้านสร้างอาคารเรียนให้ได้จัดชาวบ้านช่วยกันหาไม้แบบสร้างสะพานยาว คือไปตัดไม้ในป่าเขตจังหวัดพัทลุงบ้าง ขอรับบริจาคทั่วไปบ้าง เช่น เจ้าบ่าวที่เข้าป่าเพื่อตัดไม้เพื่อสร้างเรือน
     ด้วยความดีที่พ่อท่านเมฆได้ช่วยเหลือสร้างอาคารเรียนให้ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งจาก คณะสงฆ์เป็นที่ “พระครูเมฆ ติสโร” ชื่อเสียงของท่านไม่ได้มีเพียงบ้านเชิงแส แม้แต่ถิ่นฐานบ้านไกลๆ ก็ย่อมทราบถึงความดี ความสามารถ ว่าพ่อท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” ผู้คนต่างก็มากราบไหว้บูชาพึ่งบุญบารมีของท่านมากมาย และมาตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการติดทองคำเปลวที่เท้าท่าน มหรสพประเภท หนัง ลิเก มโนราห์ มีให้ชาวเชิงแสดูกันไม่ค่อยขาด มหรสพโรงใดเดินทางผ่านเชิงแส ต้องแวะแสดงถวายเสียคืนหนึ่งก่อน หรือถ้าเร่งรีบต้องเดนทางจริงๆ ก็ต้องรำถวายหรือเชิดเครื่องต่อหน้าท่านเสียก่อนจึงเดินทางผ่านได้ มิฉะนั้นอาจต้องมีอันเป็นไปนาทางมิดีได้ เสียงพูดกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น “ท่านจะถูกเอา” ซึ่งความจริงก็คือจิตใจของเจ้าตัวเองที่รู้สึกไม่สบายใจหากผ่านผู้มีบุญแล้วไม่ได้แวะคารวะท่าน เมื่อมหรสพมาแวะที่วัด ทางวัดก็จะตีตะโพนขึ้นให้ชาวบ้านรู้กันว่าเป็นตะโพนขอข้าวขอแกง หรือเวลาทางวัดต้องการน้ำกินน้ำใช้ก็ตีตะโพน ชาวบ้านก็เข้าใจ หาบน้ำจากสระโพธิ์ไปให้ ถ้ามหรสพใดประโคมเครื่องดนตรีขณะเดินผ่านบ้านเชิงแส ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นการแสดงคารวะต่อพ่อท่านเมฆ และต้องรีบเดินทางไปแสงดที่อื่น
     ตอนสุดท้าย ท่านได้นำชาวบ้านไปหาไม้ในเขตจังหวัดพัทลุง เพื่อนำมาสร้างอุโบสถและบูรณะกุฏิวิหารที่ชำรุด ท่านไปติดเชื้อไข้ป่าต้องรีบกลับมาวัด ยังไม่ทันถึงวัด ท่านต้องมรณภาพระหว่างการเดินทางกลับ...เหมือนดังที่แม่กล่าวว่า “ต้นโพธิ์ใหญ่ของบ้านเชิงแสล้มเสียแล้ว”

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่ ๓ สินนุราชคำกาพย์ เชิงศิลป์ เชิงกวีที่เชิงแส


บทที่ ๓ สินนุราชคำกาพย์ เชิงศิลป์ เชิงกวีที่เชิงแส


     "ว่าพลาง พลางชมพนมพนัส เห็นหมาหมูแม่นหมี ชนีแห นกเขาขานขันขับแล้วจับสังแกเมื่อหันแลก็เห็นกวาง หมลังที่ย่างเดิน..." น้าหลวงขับกลอนสดอยู่บนยอดตาลโตนดขณะที่กำลังปาดตาล เสียงสดใสดังไปไกล ต้นตาลต้นนี้ขึ้นเป็นตาลต้นเดี่ยวอยู่ที่ริมคลองเชิงหัวสะพานยาววัดหัวนอน ใกล้ๆแถวต้นคุระ ปฏิภาณกวีกลอนสดแบบชาวบ้านลอยมาอย่างนี้ หวนให้นึกให้คิดไปถึงความเป็นแหล่งรวมปราชญ์ด้านกาพย์กลอนที่วัดหัวนอนบ้านเชิงแสของเรา เพราะที่วัดนี้เป็นที่เก็บคำประพันธ์ซึ่งรังสรรค์ขึ้นของเหล่ากวีมานานแล้ว ...จึงปรากฏหลักฐาน "หนังสือบุด" ต้นฉบับบันทึกวรรณกรรมไว้หลายเรื่อง คือ "สินนุราชคำกาพย์" "มโหสถ" และ "โสนน้อย"....อันเป็นวรรณกรรมอักขระในสมัยอยุธยา ที่วัดเชิงแสใต้แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่เก็บวรรณกรรมภาษาไทยเท่านั้น ยังเป็นที่เก็บคำสวดวรรณกรรมภาษาขอมอีกด้วย


(อุโบสถวัดเชิงแสใต้ซึ่งเคยเป็นที่เก็บวรรณกรรมทั้งสามเล่มดังกล่าวข้างต้น...ส่วนบริเวณหลังอุโบสถนั้นเป็นหมู่กอจากริมชวากคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมไปด้วยต้นกระจูดหนูและไม้น้ำหลายชนิด ...ที่สำคัญก็คือเป็นแหล่งที่มีปลากัดชุกชุมมาก ระหว่างพักเที่ยงผมกับเพื่อนสนิทเคยมาช้อนปลากัดจนลืมเข้าเรียน ครั้นกลับไปถึงโรงเรียนคุณครูท่านหนึ่งถือไม้เรียวรออยู่ที่บันได เราถูกตีคนละ ๓ ที)

     กล่าวเฉพาะวรรณกรรมภาษาไทยโบราณทรงคุณค่าจากบ้านเชิงแสทั้งเรื่องโสนน้อยและสินนุราชคำกาพย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถบรรพชนคนเชิงแสในเชิงวรรณศิลป์ได้อย่างดีเยี่ยม กล่าวคือ เรื่องโสนน้อยผู้แต่งนิพนธ์บทประพันธ์ได้อย่างไพเราะตลอดทั้งเรื่องและทั้งเรื่องใช้โวหารเด่นในลักษณะบรรยายโวหารก่อให้เกิดลำดับเรื่องราวด้วยภาพชัดเจน
     ส่วนเรื่องสินนุราชคำกาพย์นั้น จัดเป็นวรรณกลอนสวด ที่มีลายลักษณ์อักษรละเอียดบริบูรณ์ เรื่องนี้เก็บอยู่ที่วัดหัวนอน หรือวัดเชิงแสให้ครบทั้งสี่เล่ม หนา ๔๙๔ หน้า ผู้แต่งประพันธ์เรื่องด้วยกาพย์ ๓ ชนิด คือ กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบับ ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
     เมื่อได้อ่านทั้งสองเรื่องแล้วน่าภูมิใจว่าบรรพชนชาวเชิงแส ได้สร้างสรรวรรณกรรมในระดับชาติไว้สด้วยความดีทั้งกายวาจาใจ ยากที่ชุมชนเล็กๆ แห่งใดในประเทศนี้ที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงจักสรรค์สร้างได้

     “โสนน้อย”

     โสนน้อย เป็นวรรณกรรมประโลมโลก ต้นฉบับเป็นหนังสือบุดขาวแต่งด้วยกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
     เนื้อเรื่องโดยย่อมีว่า นางโสนน้อยธิดาท้าวหัสวิไชกับนางเกศนีแห่งเมืองโรมวิไส วิตกเรื่องที่โหรทำนายว่านางจะได้พระสวามีเป็นผีต่างเมือง นางเกรงว่าหากเป็นจริงก็จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศของพระบิดา นางจึงหนีออกจากเมือง พระอินทร์ทราบเหตุเช่นนั้นก็ทรงพระเมตตาประทานของวิเศษให้ ของวิเศษดังกล่าวสามารถชุบชีวิตได้ ขณะที่เดินป่านางได้พบศพนางคูลาจึงชุบชีวิตขึ้นมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง เมื่อโสนน้อยเดินต่อมาถึงอุทยานเมืองนพรัตน์ก็ได้ชุบชีวิตพระพิจิตรโอรสท้าวกาสิกราชและนางประไพลัคนา ณ ที่เมืองนพรัตน์นี้ ในขณะที่นางสรงน้ำได้ถูกนางคูลาซ้อนกลขโมยเครื่องทรง แล้วเรียกตนเองว่าโสนน้อย กับได้บังคับให้โสนน้อยเป็นข้าเรียกชื่อเป็นนางคูลาแทน จากนั้นนางคูลาทูลขอเป็นมเหสีของพระพิจิตร พระพิจิตรตอบรับแต่ทรงให้รอการอภิเษกไว้ก่อน
     ต่อมาพระพิจิตรออกเที่ยวทะเล เรือพระที่นั่งถูกพายุพัดไปจนถึงเมืองโรมวิไส ชั้นที่พระพิจิตรจะกลับเมือง ท้าวหัสวิไชทรงฝากเรือนหลังเล็กๆ ไปถึงโสนน้อยด้วย และกำชับให้ ๒ อำมาตย์ คือ บันลาดและรัชดา ทำทีเป็นพ่อค้าตามสืบข่าวโสนน้อยไปพร้อมกันด้วย
     เมื่อพระพิจิตรเดินทางกลับมาถึงเมืองนพรัตน์ พระองค์ทรงยกเรือนน้อยแต่ยกไม่ขึ้น เหตุครั้งนี้ยังความประหลาดพระทัยแก่พระพิจิตรเป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งแรกตอนจะออกทะเลก็ถอนสมอเรือไม่ขึ้นมาคราหนึ่งแล้ว ต้องให้นางโสนน้อยมาถอนจึงถอนสมอเรือได้สำเร็จ เมื่อทรงยกเรือนน้อยไม่ได้จึงตรัสให้หาโสนน้อยมาอีก ครั้นโสนน้อยมาถึงนางก็เข้าไปภายในเรือนน้อยได้เป็นที่อัศจรรย์ โดยในเรือนนั้นมีบริเวณกว้างขวาง พร้อมสรรพด้วยเครื่องตกแต่งและสนมกำนัลเป็นจำนวนมาก อันยังความประหลาดใจแก่พระพิจิตรเป็นอย่างยิ่ง หลังจากพระพิจิตรเข้าเฝ้าพระชนกชนนีแล้ว ตกราตรีก็มาประทับด้วยโสนน้อยทุกคืน แต่ทั้งสองหาได้เสียกันไม่
     ฝ่ายนางคูลาเมื่อเห็นโสนน้อยหายไป ก็ออกตามหาจนมาถึงเรือนน้อยซึ่งอยู่ในเรือ นางคูลาได้ยินเสียงพูดจากข้างใน จึงจำได้ว่าเป็นเสียงของโสนน้อย จึงเรียกให้ออกมาหานาง ครั้นโสนน้อยไม่ปฏิบัติตาม นางคูลาจึงเรียกให้สนมกำนัลช่วยเหลือ แต่ทุกคนไม่ช่วยทำให้นางคูลาโมโหมาก เข้าไปจะยกเรือนน้อยทิ้งทะเล แต่ยกเท่าไรเรือนน้อยก็ไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งยิ่งเพิ่มความโมโหให้แก่นางและนางคูลาได้กล่าวผรุสวาทต่างๆ นานา พระพิจิตรจึงให้ทหารออกไปจับตัวแล้วนำไปสอบสวนหน้าพระที่นั่ง นางคูลารู้ว่ากลแตกจึงรับสารภาพ โดยเล่าเรื่องหนหลังให้ฟัง นางจึงถูกลงโทษให้เป็นทาสอยู่ประจำสวนอุทยาน ฝ่ายโสนน้อยนั้นท้าวกาสิกราชโปรดให้เข้าวัง และมีสาสน์ถึงท้าวหัสวิไชกราบทูลความทั้งหมดให้ทรงทราบ
     เรื่องโสนน้อยนี้ผู้แต่งสื่อให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องวาสนาบารมีว่าผู้ที่มีบุญวาสนาและความดีแม้จะตกยากก็ย่อมได้ดีในที่สุด ส่วนคนชั่วนนั้น แม้จะพยายามอย่างไรก็สำเร็จได้ยาก
     นอกจากนั้นเรื่องโสนน้อยเรื่องนี้แฝงการสั่งสอนอบรมไว้โดยอ้อมว่าการตั้งต้นในทางมิจฉาทิฐิย่อมก่อให้เกิดโทษภัย ยิ่งมิจฉาทิฐิกระทำต่อบุคคลผู้มีพระคุณด้วยแล้วก็ยิ่งก่อภัยมหันต์แก่ตนเอง
     ผู้แต่งเรื่องโสนน้อย แต่งคำกาพย์ได้อย่างไพเราะตลอดทั้งเรื่อง โดยใช้โวหารที่เด่นที่สุดก็คือบรรยายโวหาร ซึ่งสามารถลำดับเรื่องราวให้เห็นเป็นขั้นตอนและให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน ถ้อยคำที่ใช้เรียบง่ายก็จริงแต่เป็นคำกวีที่ไพเราะทั้งด้านเสียงและภาพลักษณ์ ดังตอนพระพิจิตรเข้าเรือนเพื่อหาโสนน้อย ที่ว่า

     "จะเข้าในเรือนน้อย      โสนงามของโฉมศรี
ให้พบยุพาพี่      ได้สมดังมโนปอง
หัตถ์ผลักทวาเรศ      พระทรงเดชคะนองลอง
เสียงกริ่งพระนิ่งจ้อง      ก็เปิดออกสะดวกดาย
พระเสด็จดำเนินหงส์      จับประจงแล้ววางชาย
เนตรส่องแสวงสาย      สวาทน้องอยู่ห้องไหน
เสด็จถึงที่ฉากกั้น      ลูกกลอนลั่นออกด้วยไว
พวกนางระบำใน      ก็ก้มเกล้าชุลีกร
ต่างคนต่างขยับหนี      รู้ทีสโมสร
บุ้ยปากให้เพื่อนจร      ไปหลับนอนตามประสา
     ปางโฉมพระพิจิตร      สุริวงศ์ก็ทัศนา
สรรพสิ่งยิ่งโอฬาร์      มีลดหลั่นเป็นชั้นเฉลียง
ประทีปแก้วส่องสว่าง      หม่อมท้าวนางนอนบนเตียง
พิศพักตร์ก็คบเคียง      ละม้ายแม้นเหมือนเลขา
สมบูรณ์พูนเพิ่มสวัสดิ์      ท้าวเนาวรัตน์อลงการ์
แต่องค์วนิดา       แม่มิ่งมิตรสถิตไหน
มาถึงฉากกระจก      กระหนกเกี่ยวกระหนาบไป
ลับแลแก้วประไพ      ก็โชติช่วงวิเชียรพราย
คมเลิศประเสริฐพิศ      ชวลิตสกุลลาย
เด่นดวงมังกรราย      กระหนกหางเหมือนอย่างจริง
     มลังเมลืองงาม      อร่ามศรีมณีสิงห์
โตดูประดุจจริง      มาชิงดวงมณีชม
ระย้าระยาบยับ      แสงวาบวับระบายถม
สลับสีควรภิรม      เยศท้าวเสด็จคลา
ถึงที่ศรีไสยาสน์      พระหน่อนาถชำเลืองหา
เปิดพระวิสูตรมา      สุคนธ์รื่นยังชื่นทรวง"


     ส่วนโวหารอุปมานั้นเล่า ผู้แต่งก็ใช้คำได้คมคาย ปรากฏในตอนนางโสนน้อยกล่าวบ่ายเบี่ยงต่อคำฝากรักของพระพิจิตร โดยยกเอาความไม่คู่ควรที่พญานาคจะสมจรกับงูดินขึ้นมาเปรียบว่า

     "ไม่ควรเกียรติยศท้าวไท      เกียรติยศเป็นใหญ่
ทั่วพื้นพิภพสากล
     ประมาณเหมือนพระยานาคฤทธิรณ      ไม่รู้สงวนตน
มาระคนสมจรงูดิน
     เจ็ดเศียรเจ็ดพักตร์สุกริน      ครหาจะฉิน
ตราบเท่าจนสิ้นอวสาน"


      “สินนุราชคำกาพย์”

     วรรณกรรมกลอนสวดที่ล้ำค่าเรื่องนี้ ผมมีความเห็นส่วนตัวว่าน่าจะจัดอยู่ในระดับ “มรดกของชาติ” ได้ทีเดียว เนื่องจากผู้แต่งใช้คำประพันธ์ได้อย่างลงตัวในความผสมผสานคำกาพย์ อีกทั้งเนื้อหาชวนอ่าน ที่สำคัญหนังสือทุกหน้าทั้ง ๔๙๔ หน้ายังบริบูรณ์ดีอย่างยิ่ง ลูกหลานชาวเชิงแสควรจะอิ่มเอมใจ และควรจะระลึกว่าตั้งแต่มีบ้านเชิงแสมาหลายร้อยปีแล้ว ในยุคปัจจุบันชาวเชิงแสและอนุชนคนบ้านนี้ยังไม่สามารถสร้างวรรณกรรมคำกาพย์ได้เช่นที่บรรพชนสรรค์สร้างมา...
     วรรณกรรมเรื่องสินนุราชคำกาพย์ เรื่องนี้ มีทั้งหมด ๔ เล่มหนังสือบุด พิจารณาจากอักขระแล้วน่าเชื่อว่าเขียนขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับสมุดภาพแผนที่กัลปนาดังที่ผมกล่าวไว้ในบทที่ ๒ ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เข้าใจว่าต้นฉบับเดิมชำรุดเช่นเดียวกับเรื่องโสนน้อย จึงมีพระเชิงแส ๔ รูป หรือไม่ก็ชาวเชิงแส ๔ คน หรือทั้งพระทั้งประสกต่างช่วยกันคัดลอกขึ้นไว้จากต้นฉบับเดิม จึงปรากฏว่าอักษรที่ใช้ยังเป็นอักษรเดิม มิใช่อักษรสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พิจารณาโดยเทียบกับกฎหมายตราสามดวง สมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งฉบับหอหลวง และฉบับศาลหลวง ...(ฉบับศาลหลวงนั้นในช่วงปี ๒๔๘๖ เป็นต้นมาหายไปมากต่อมากน่าเสียดายจริงๆ)...) ...เมื่อคัดลอกแล้วเสร็จ ก็ยังคงเก็บไว้ที่ในอุโบสถวัดเชิงแสใต้เช่นเดิม...โดยคณะผู้คัดได้เขียนกำชับห้ามมิให้ผู้อ่าน "ทำให้เปื้อนน้ำหมาก ห้ามนอนอ่านเพราะจะทำให้หนังสือยับ..." กับเล่าไว้ด้วยอารมณ์ขันว่าผู้เขียนนั้น "นั่งเขียนกันจนเข็ดเอว ใครยืมไปอ่านแล้วไม่รักษา หมาทั้งชาติ"...

     สินนุราชคำกาพย์ ต้นฉบับหนังสือบุดขาว (ปุสตก (ส.) โปตถก(บ.)) ของวัดเชิงแสใต้เป็นวรรณกรรมชาดกนอกนิบาตที่มีความล้ำค่าหลายประการ กล่าวคือ
     ๑. ล้ำค่าด้านอรรถรสของวรรณคดีเนื่องเพราะกวีชาวเชิงแสใช้โวหารภาษาอุปมาอุปไมยได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
     ๒. ล้ำค่าด้านการลำดับผสมผสานเรื่องราว โดยกวีแบ่งซ้อนเนื้อเรื่องเป็นสองตอน ตอนที่หนึ่งแต่งใช้เค้าเรื่องจากสุธนูชาดก ในปัญญาสชาดก ตอนที่สองแต่งโดยนำอนุภาค ของเรื่องรามเกียรติ์และจันทโครพมาเป็นเค้าเรื่อง ดังนั้นเรื่องในตอนแรกจึงมีพระสัชนูเป็นตัวเอก ส่วนตอนที่สองมีพระสินนุราชโอรสพระสัชนูเป็นตัวเอก
     ๓. ล้ำค่าด้านเจตนารมณ์ในการประพันธ์ เนื่องจากกวีชาวเชิงแสประพันธ์เรื่องสินนุราชคำกาพย์เพื่อเป็นหนังสือสวดที่หมายมุ่งสั่งสอนจริยธรรมแก่ผู้คน
     ๔. ล้ำค่าด้านการสอดแทรกวิถีผู้คนและชุมชนเข้าไว้ในเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คติธรรม ความเชื่อ ขนบ ความเป็นอยู่ และสภาพของสังคมขณะประพันธ์ ทำให้เห็นสภาพของบ้านเชิงแสและชุมชนใกล้เคียง จากคำประพันธ์อันสูงค่าเช่นนี้ จึงนับได้ว่าสินนุราชคำกาพย์เปรียบเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์เล่มแรกของบ้านเชิงแส
     หากได้เห็นหนังสือบุดขาวสินนุราชคำกาพย์แล้ว เชื่อว่าชาวเชิงแสและลูกหลานชาวเชิงแสจะปลื้มใจจนน้ำตาไหล และก้มกราบหนังสือทั้งสี่เล่มนี้ได้โดยไม่รู้ตัวทีเดียว ด้วยการทรงคุณค่าของวรรณคดีดังที่ผมกล่าวแล้ว ทั้งหนังตลุงและมโนราจึงนำเอาบางช่วงบางตอนมาเป็นบทแสดงของมหรสพชาวใต้ทั้งสองประเภท
     ๕ ล้ำค่าด้านอักขระในการแต่ง กวีผู้แต่งเรื่องสินนุราชท่านนี้เป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ซึ่งได้อ่านและมีการศึกษาขั้นสูง จึงทำให้นำเค้าเรื่องจากชาดกและวรรณคดีมาแต่งเป็นคำสวด ด้วยกาพย์ ๓ ประเภท ได้อย่างมีอรรถรสวิจิตรด้วยอักขระและภาษากวี ยากที่จะเลียนแบบได้ แม้ไม่ยากที่เราชนรุ่นหลังจะเดินตามทางกวีของท่าน แต่ก็คงเดินตามได้ห่างๆ เท่านั้น กล่าวสำหรับผมนั้นคงหมดสิทธิเดินตามทางกวีชั้นสูงของปราชญ์เชิงแสท่านนี้อย่างแน่นอน อย่าว่าแต่เดินตามเลย คลานตามจะไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
       ๕.๑ อักขระเดิมที่แต่ง กวีชาวเชิงแสผู้ไม่ปรากฏนามแต่งโดยใช้อักขระสมัยอยุธยา แต่ในชั้นที่มีการคัดลอกลงหนังสือบุดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ ผู้คัดลอกมีอย่างต่ำ ๔ ท่าน ดังที่กล่าวแล้วตอนต้นคัดลอกโดยใช้อักษรไทยรัตนโกสินทร์ตอนต้นผสมอยู่ด้วย ตัวอักษรที่ได้คัดได้เขียนมามีการเล่นหางเป็นระเบียบ และสม่ำเสมอด้วยวางแนวตัวอักษรไว้ใต้บรรทัดทั้ง ๔๙๔ หน้า การจบเรื่องใช้คำว่า “ศุภมัสดุ พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๒๓๙๖ พระพรรษา ปีฉลู เบญจศก เขียนจบ ณ วัน ๖ ฯ ๓, ๑๒ แลท่านเอย”
       ๕.๒ วรรณกรรมภาคใต้ส่วนใหญ่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง เพราะกวีผู้แต่ง แต่งด้วยความศรัทธาให้เป็นหนังสือสวดสอนจริยธรรม กวีมีจิตใจสูง ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่เหมือนในปัจจุบันที่ผู้เขียนหนังสือมักจะลอกเนื้อหาจากหนังสือเล่มอื่น แล้วต่างต้องการชื่อเสียงเป็นของตัว โดยไม่ยอมอ้างอิงที่มา เช่น หนังสือเรื่อง “หมิ่นประมาทพระบิดาแห่งกฎหมายไทย” อัยการและทนายความได้ลอกไปจากหนังสือ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ที่ผมเรียบเรียงขึ้นและได้รับรางวัลพระราชทานดีเด่นแห่งชาติ แต่อัยการกับพวกไม่อ้างอิงชื่อผม “ที่ตลกก็คือ มีบางข้อความ บางพ.ศ. พิมพ์ผิด ก็ยังคัดลอกไปอย่างผิดๆ” เช่น ปีพ.ศ.๒๔๔๗ นั้นผิด ที่ถูกเป็นปีพ.ศ.๒๔๔๖ เป็นต้น ผมไปพบเข้าโดยบังเอิญ ตอนนี้ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ โดยสำนักพิมพ์ใหญ่ระดับประเทศรับจัดจำหน่ายให้ ก็ต้องขออวยพรให้ทั้งอัยการกับทนายความผู้ลอกผลงานของผมและสำนักพิมพ์ยิ่งใหญ่ผู้จำหน่ายนั้น จงมีความรุ่งเรือง มีความร่ำรวยและความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เทอญ
     กลับมาที่เรื่องสินนุราชคำกาพย์ฉบับวัดเชิงแสหัวนอนหรือวัดเชิงแสใต้ต่อดีกว่า อยากจะกล่าวว่าตอนจบเรื่องสินนุราชผู้แต่งกวีได้แสดงความมีจิตใจสูงให้ได้เห็นโดยกล่าวไว้ว่า “ผู้ได้สร้าง ไว้เป็นที่อ้าง คือปักหลักชัย บุญนั้นหนักหนาผู้มาอีมไป (คือมายืมไป...ผู้เขียน) อ่านครั้งหนึ่งไซร้ ได้บุญสิบกัลป์”

     ก่อนจบเรื่องนี้ใคร่ขอยกตัวอย่างลักษณะเด่นของสินนุราชคำกาพย์ พอสังเขป ดังนี้...+++... .......บทชมธรรมชาติ......+++เพลาเมื่อรุ่งเช้า...พระปิ่นเกล้าชมสระศรี...แมงภู่หมู่ภุมรี...ชมมาลีกลิ่นละออง...+++...บัวหลวงแลบัวครั่ง...ดอกสะพรั่งอยู่เรืองรอง...คืออุรังเจ้าทั้งสอง...น้วรลอองทังคูเคียง(วรรคนี้ผมตั้งใจใช้คำดั้งเดิมตามหนังสือ แปลเป็นภาษาปัจจุบันให้เหมือนวรรคอื่นว่า /นวลละอองทั้งคู่เคียง/)...+++...เดินพบจัตุบาท...เที่ยวเกลื่อนกลาดอยู่ในดง...เสือโคร่งอันย่องยง...เที่ยวจ้องครองมองกวางทราย...+++...ละมั่งละมาดมี...เสือดาววิ่งไล่โคควาย...หมีแรดแผดมาใกล้...พระเลิศชายไม่เงืองงง... .....หรืออีกบทหนึ่ง.......+++สายหยุดพุดทรา...ชมนาดจำปา...ลิซ้อยมะลิวัลย์...ชงโคโยธิกา...กระดังงาอัญชัน...กระถินอินจัน...รถนั้นโอฬาร์... .....หรืออีกบทหนึ่งตอนที่พระสัชนูอยู่ในป่า ที่ว่า.....+++สุริยาลับเมรุผัน...แสงพระจันทร์สว่างใส...ภูธรนอนใต้ไทร...มีสระใหญ่ใจสำมราญ...+++แสงเดือนสว่างแผ้ว...คือแสงแก้วในชลธาร...น้ำใสพ้นวิกาล...ได้ชื่นบานในอินทรีย์...+++เพลาเมื่อรุ่งเช้า...พระปิ่นเกล้าชมสระศรี...แมงภู่หมู่ภุมรี...ชมมาลีกลิ่นละออง... .....นอกจากนั้นสินนุราชคำกาพย์ยังมีบทอุปมาอุปไมยตอนที่นางเกศสุวรรณมาลีสลบเพราะปราบนรินทร์กินผลไม้พิษ นางเข้าใจว่าถึงแก่ความตาย จึงรำพึงเปรียบเทียบ ว่า....+++ถ้าพระเป็นนกเปล้า/เมียทรามเคล้าเป็นไพรวัลย์/เป็นที่พระทรงธรรม์/เข้าขันร้องพร้องเจรจา...+++ถ้าพระเป็นแขกเต้า/เมียคูเคล้าเปนสาริกา/สรรพสัตว์สกุณา/เมียนี้หนาเป็นป่าไพร....+++ถ้าพระเป็นทรายทอง/เมียร่วมห้องเป็นหญ้าไซ/ให้ท้าวสำมราญใจ/ที่ในแผ่นพระสุธา....+++ถ้าพระเป็นแมลงภู่/เมียร่วมชู้เป็นบุปผา/ถ้าพระเป็นมัจฉา/เมียนี้หนาเป็นวารี...+++ถ้าพระเป็นคชสาร/กระหม่อมฉันเป็นพงพี/ถ้าพระเป็นราชสีห์/ตัวเมียนี้เป็นคูหา... ......น่าประทับใจในคำประพันธ์ของกวีชาวเชิงแสบ้านแม่บ้านเกิดจริงๆ เชียวครับ อ่านแล้วอยากกลับบ้าน ใครที่จากบ้านมานานก็ควรจะกลับบ้านสักครั้งได้แล้วกลับกันให้ครบ หลบเชิงแส ......ยังมีอีกบทหนึ่งที่ควรกล่าวถึงเพื่อยกย่องกวีนิรนาม ก็คือรสวรรณคดีที่เป็นการเล่นคำ เช่นคำว่า..+++ร้วย ๒ ภระภ้ายภา/ต้องอุราใหอาใหลย/ราง ๒ รมางไนย/ก้วรภระไทยเจาขึนมา...+++บัดเดียวภระภ้าย/ภัดตองออรไทย/เร้งย้ายโรปา/เร้งตองเร้งเต้ง ครัดเคร้งขึนมา/ยิงชมยิงชา/ยิงมาลารใจ...(แปลเป็นอักขระปัจจุบันว่า...รวยรวยพระพายพา/ต้องอุราให้อาลัย/รางรางระมางใน/กวนพระทัยเจ้าขึ้นมา....+++บัดเดี๋ยวพระพาย/พัดต้องอรทัย/เร่งย้ายรูปา/เร่งต้องเร่งเต่ง/ครัดเคร่งขึ้นมา/ยิ่งชมยิ่งชา/ยิ่งมาลานใจ... ......ด้วยความที่วัดเชิงแสใต้เป็นแหล่งกวีเชิงศิลป์เช่นกล่าวแล้ว ในระยะต่อมาลานวัดลานโรงเรียนก็เป็นที่รวมการแสดงมหรสพหลายประเภท ผมนั้นทันได้เห็นโนราแข่ง หลังตลุงแข่งหลายคณะ ผมเคยได้ดูโนราเติมแข่งกับโนราเสน่ห์ที่ใต้ต้นเลียบใหญ่ จำได้ว่าผู้คนดูโนราเติมทั้งนั้น โนราเสน่ห์ไม่มีใครดูนอกจากผมและเพื่อนกับชาวบ้านบางคน ตัวผมนั้นปีนขึ้นไปนั่งบนโรงโนราใกล้คนตีโหม่ง ดูสนุกมากสนุกอยู่คนเดียว หนังตลุงที่วัดเชิงแสใต้ตั้งโรงที่ใกล้ต้นประดู่ใหญ่ริมสระรักทางไปป่าช้าบ้านเชิงแส ผมได้ดูหนังกั้น ทองหล่อ เล่นเรื่องที่พระเอกร้องเรียกชาวบ้านทุกหัวรุ่งให้ได้ตื่นไปทำนา หนังสกุล เสียงแก้ว จากสงขลาผมก็เคยดูหลายครั้งมาก ดูจนตอนหลังเปลี่ยนเป็น หนังสกุล ตลุงชาโดว์ แต่มหรสพที่คนดูกันจนมืดฟ้ามัวดินก็คือ ลิเกคณะบุษบา ที่มีพระเอกชื่อ ประเทือง เสียงกาหลง การรับลิเกคณะบุษบาไปเล่นไปเปิดการแสดงที่สนามหน้าโรงเรียนวัดเชิงแสเมื่อปี ๒๕๑๘ นั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ชาวบ้านเชิงแสถึงกับตั้งคณะกรรมการเดินทางมาที่สำนักงานของบุษบาที่ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ กันเลยที่เดียว.. หลบเชิงแส...

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๒ บ้านเชิงแส

๒.บ้านเชิงแส


     ...ขณะที่ท่านอ่านเรื่องราวของบ้านเชิงแสอยู่จนถึงขณะนี้ Blog แจ้งยอดรวมของการอ่านได้ถึง ๒๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว ...ผมขอเรียนว่า ทุกท่านได้รับคำขอบคุณจากผมอยู่ตลอดเวลา ในความที่เสียสละเวลาติดตามอ่านเรื่องเก่าที่เกี่ยวกับชีวิตบ้านอกบ้านนาชุมชนหนึ่ง.หากมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าอยากจะเพิ่มเติม หรือแก้ไข ก็สามารถเพิ่มเข้ามาได้ส่วนในพื้นที่ความคิดเห็นที่อยู่ข้างล่างของข้อเขียนท้ายบทนี้...ขอให้ผู้ติดตามอ่านทุกท่านมีความสุขไปกับเรื่องเล่าของผมนะครับ...( ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ ซอยอารีย์ กรุงเทพฯ).

     บทที่ ๒ นี้ ผมจะกล่าวถึงบ้านเชิงแส ในแง่มุมด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา บรรพชนแห่งชุมชน ตลอดจนพลวัตของวิถีชีวิตชาติพันธุ์........แต่เบื้องต้นจะได้กล่าวถึงญาติของแม่คนหนึ่งที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด แต่ตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็นญาติที่มีสิทธิโดยธรรมอย่างมากในการรับมรดกของแม่ เนื่องเพราะเป็นญาติโดยการแต่งงาน คนนั้นก็คือ "พ่อ" พ่อได้ถ่ายทอดเรื่องราวของบ้านเชิงแส กับเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คน และชาติพันธุ์ของคนแถบนี้ให้ผมได้รับรู้มาด้วยการบอกเล่าไม่น้อยเลย ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพแหล่งข้อมูลต่อครูคนแรกของผม จึงควรอย่างยิ่งแล้วที่ผมจะได้กล่าวถึงพ่อ
     พ่อของผมเป็นคนบ้านโคกพระ หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านเชิงแส บ้านโคกพระไม่มีวัดประจำหมู่บ้านก็จริง แต่มีความสำคัญที่ผู้คนบ้านเชิงแสต้องให้ความเคารพ นั่นก็คือจารีตขนบวัฒนธรรมทางศาสนาในวันออกพรรษา โดยเรือพนมพระหรือเรือพระของวัดเอกเชิงแส จะต้องเชิญมาสมโภชที่ศาลาบ้านโคกพระ ในตอนเที่ยงของวันออกพรรษา เที่ยงวันนั้นมีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์และทำบุญใหญ่ของชาวบ้านเชิงแสและชาวโคกพระ จากนั้นก็สนุกสนานแย่งชิงเรือพระกันในระหว่างสองหมู่บ้านดังกล่าว ใช้เชือกป่านใหญ่ผูกด้านหัวและด้านท้ายเรือพระ ฟากด้านหัวเป็นของฝ่ายชาวโคกพระ ส่วนฟากด้านท้ายเรือด้านทิศใต้เป็นของชาวบ้านเชิงแส ถ้าเป็นเรือพระน้ำก็แย่งเรือกันในทะเลสาบสงขลาตั้งแต่เช้าที่ปากบางเชิงแส อันที่จริงตอนเช้าๆจะว่าแย่งเรือพระก็ไม่ถูกเสียที่เดียวนัก เนื่องจากต้องอัญเชิญพระไปสมโภชที่ศาลาโคกพระอยู่แล้ว เป็นการร่วมกันนำเรือพระไปศาลาโคกพระเสียมากกว่า ระหว่างอัญเชิญเรือพระหรือลากพระไปนั้น คนตีตะโพนก็ตีไปตลอดทาง เรียกว่า"คุมโพน" เสียงตะโพนดังสนั่น ก้องท้องน้ำ สะท้านท้องทุ่งได้อารมณ์..............ตุ้ง...ตุ้ง...ตุ้ง...ทอม...ตุ้ง...ทอม...ตุ้ง...ทอม...ไปเรื่อยๆ สลับกับเสียง...สาระพา...เฮโล...เฮโล (เฮโลนะครับ ไม่ใช่ไฮโล ไฮโล เดี๋ยวก่อน อย่ารีบ "ขวัด" ทำบุญกันก่อน)โห่รับ โห่ขาน ไปตลอดทาง ช่วงปี ๒๕๒๐ ถนนสายตกพูนกันเรียบร้อยแล้ว ปีนั้นจึงเป็นเรือพระบก มีการติดตั้งเครื่องไฟใส่ลำโพง เปิดเพลงลูกทุ่งไปด้วย จำได้ว่าเพลงฮิตเพลงนั้นคือ เพลง"จดหมายเป็นหมัน" ของขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด ที่เริ่มเนื้อร้องว่า..."ลืม ลืมพี่หรือยังเล่าน้อง จดหมายพี่เคยใส่ซอง ส่งให้น้องเดือนแล้วผ่านมา ทำไมไม่ตอบ ไม่ชอบก็จงตอบมา จะได้ไม่เสียเวลา คอยตั้งตานับวันนับคืน...(เสียงร้องนกดุเหว่าแทรก)....หรือเจ้ามีแฟนใหม่เคลียคลอ ปล่อยให้พี่เฝ้ารอ เฝ้ารอ บุญมั่นขวัญยืน...ฯลฯ."เพลงจดหมายเป็นหมันดังก้องฟ้าเมืองไทยอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งมีเพลง "รักจางที่บางปะกง" ของสดใส รุ่งโพธิ์ทอง (ต่อมาเปลี่ยนเป็น ร่มโพธิ์ทอง)และรุ่งปีขึ้นก็มีเพลงลูกทุ่งดังอีกเพลงหนึ่งคือเพลง "ขี่เก๋งอย่าลืมเกวียน" ซึ่งขับร้องโดยภูมินทร์ อินทพันธ์ ดังขึ้นแทน .....เกี่ยวกับเรื่องการชักเรือพระนี้ ผมเคยถามพ่อว่าทำไมจึงไม่มีการชักเรือพระหรือลากเรือพระไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เพราะถนนดินเริ่มมีแล้ว พ่อบอกว่าถือกันมาแต่โบราณแล้วว่า หากลากเรือพระให้ผ่านทุ่งนาไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน จะเกิดฝนแล้งทำนาไม่ได้ เรือพระไปถึงไหนฝนจะแล้งไปถึงนาที่นั่น
     บ้านโคกพระมีคลองจากทุ่งนาด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาด้านทิศตะวันตกเช่นเดียวกับคลองเชิงแสและคลองหมู่บ้านอื่นๆแถบละแวกนี้ คลองนั้นหากนับจากทุ่งด้านทิศตะวันออกก็ดูจะเป็นร่องน้ำเล็กๆ ครั้นเริ่มเข้าเขตชุมชนจึงเป็นคลองใหญ่ ที่ร่มครึ้มไปด้วยก่อไผ่สีสุกสองฟากคลอง จนถึงจุดที่พ้นเขตหมู่บ้าน ออกสู่ทุ่งนาข้างๆศาลาทำบุญสมโภชเรือพระ แล้วคลองก็ไหลลงสู่ทะเลสาบ สองฝั่งคลองบริเวณ "นาเลโคกพระ" ไม่มีไม้ใหญ่ มีเพียงไม้พุ่มเล็กๆ ไปจนถึงปากบางโคกพระ บ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือคลองอยู่ในเขตการปกครองของเขตตำบลโรง ส่วนบ้านเรือนด้านทิศใต้คลองอยู่ในเขตตำบลเชิงแส บ้านของพ่ออยู่ด้านเหนือคลองโคกพระ พ่อเป็นลูกชายคนที่ ๒ ของปู่พลัดและย่ากลับ ปู่ของผมเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐ ปู่เป็นลูกของทวดเพ็งและทวดเขียว เป็นไทยดั้งเดิม ไทยใต้แท้ๆ รับธรรมเนียมพระพุทธศาสนามาอย่างเต็มเปี่ยม จึงบวชเรียนทางพระมาเป็นอย่างดี ปู่พูดคำสุภาพมาก พ่อเล่าว่ามีอยู่คราวหนึ่งเมื่อปู่ได้ยินคนพูดต่อว่าต่อขานกันโดยใช้คำว่า "ไอ้พันธุ์นี้" ปู่จะสอนว่า"เราคนพูดนั้นเป็นคนพันธ์ุไหน"เมื่อทางการให้มีนามสกุลในรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ปู่จึงใช้นามสกุลที่เคยเป็นฉายาเมื่อเป็นพระ ซึ่งแปลว่า "กระจายไปสิบทิศ" คุณอาประดิษฐ์น้องของพ่อศึกษาเล่าเรียนมาทางพระได้เปรียญธรรมเป็นพระมหา ชั้นต่อมาลาสิกขามีครอบมีครัวแล้วเพิ่มคำว่า "ภาส" ต่อท้ายนามสกุล จึงแปลว่า แสงกระจายไปสิบทิศ ย่ากลับแม่ของพ่อนั้นก็เป็นไทย ย่าเป็นลูกสาวของทวดมีและทวดแป้น น่าเชื่อว่าบรรพชนฝ่ายพ่อของย่าเป็นคนไทยที่มีความใกล้ชิดกันมากกับวัฒนธรรมมุสลิม หรืออาจจะเป็นไทยมุสลิมก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ "ทวดมี" พ่อของย่าเป็นเจ้าของวง "กาหลอ" ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านมุสลิม โดยทวดมีทำหน้าทีเป่าปี่ ปู่ของผมมีพี่น้องรวม ๒ คน พี่สาวของปู่ชื่อว่าย่าคุลา
     ผมมีภาพถ่ายขนาดใหญ่เป็นภาพหมู่ในงานสระหัวคนเฒ่าคนแก่จำเริญอายุ เมื่อเดือนหก พ.ศ.๒๔๙๐ ของบ้านโคกพระและบ้านเชิงแสอยู่ภาพหนึ่ง นับว่าเป็นภาพคลาสสิคของบรรพบุรุษบรรพสตรี ภาพดังกล่าวนี้ถ่ายที่ใต้ร่มต้นโพธิ์บริเวณศาลาสระออกบ้านโคกพระ โดยมีพระภิกษุผู้ใหญ่สุปฏิปันนาจารย์ ๓ รูป อยู่ในภาพด้วย สุปฏิปันนาจารย์ทั้งสามคือ พระอาจารย์เลื่อน ปุญญสุวรรณโณ แห่งวัดถ้ำพระหอ เมืองนครศรีธรรมราช พระอาจารย์พ่อท่านล่อง แห่งวัดหัวถนน และพระอาจารย์พระครูประทักษ์ธรรมมานุกูล(สเถียร อภิปุญโญ)เจ้าอาวาสวัดหัวนอน หรือวัดเชิงแสใต้ สำหรับบรรพบุรุษและบรรพสตรีในภาพนั้นมี ดังนี้ คุณปู่นิ่ม อินทร์ดำ ก๋งห้อง รัตนสุวรรณ คุณปู่พลัด ทัสสโร คุณปู่คล้าย ศรีใส คุณปู่ดำ ตั้นซ้าย คุณย่าอิน มีปีด คุณย่าแก้ว ศรีใส คุณย่าแคล้ว ชุมแดง คุณย่าทุ่ม ช่วยไล่ คุณย่ากลับ ทัสสโร และคุณย่าคุลา สุวรรณโณ ........งานสระหัวจำเริญอายุดังกล่าวข้างต้นเป็นงานใหญ่ คุณอาช่วงน้องชายคนเล็กสุดของพ่อเล่าให้ผมฟังว่า งานนั้นเฉพาะการทำกับข้าวหลัก ต้องแกงคั่วปลาช่อนริ้ว ๓ กระสอบป่านเป็นกับข้าวหลัก ซึ่งก็คงมีกับข้าวเคียงจำพวก"ยำหัวโหนด" อีกหลายกะละมัง อย่างแน่นอน ในภาพจะเห็นมีการยกเบญจาสำหรับนั่งรดน้ำ เรือใส่น้ำจำหลักไว้บนต้นโพธิ์ แล้วทำหัวพญานาคยื่นออกมา มีฉัตรสี่มุม รั้วไก่ งานศิลป์แทงหยวกรังสรรค์โดยฝีมือของคุณอาจวน เซ่งเอี่ยม และ คุณอาขาว ชมภูทอง ซึ่งล้วนแต่เป็นช่างฝีมือเอกของบ้านโคกพระ

(งานเบญจาสระหัวคนเฒ่าคนแก่บ้านโคกพระและบ้านเชิงแสในภาพจะเห็นเบญจาและงานศิลปะการแทงหยวกฝีมือช่างบ้านโคกพระ)
     "เมื่อพ่อยังเป็นเด็ก ปู่พลัดขุดหนองน้ำที่ใกล้บ้าน ขุดลงไปได้เทียมอก พบเชือกม้วนใหญ่ขดอยู่ เมื่อเอามือไปจับก็เปื่อยยุ่ย..." พ่อเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา พื้นที่ของชุมชนโคกพระบ้านเกิดของพ่อเช่นนี้ ซึ่งผมเชื่อว่ามีสภาพไม่ต่างไปจากสภาพพื้นที่และธรณีวิทยาของบ้านเชิงแส ความเชื่อของผมที่เชื่อและสนใจมาอย่างนี้ เป็นแรงผลักดันให้เมื่อผมเติบโตขึ้นมีการงานทำ มีทุนรอนค้นคว้าข้อมูลก็ได้ความกระจ่างขึ้นอีกมากต่อมาก......มากต่อมากด้วยข้อมูลจากบันทึกของชาวต่างชาติซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ (ประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ)และที่สำคัญผมได้พบข้อมูลบ้านเชิงแสอายุประมาณ ๔๐๐ ปี อีกด้วย แต่ชั้นนี้ขอกล่าวเริ่มไปจากข้อมูลใหม่ ๑๐๐ ปีเศษก่อน ข้อมูลใหม่นั้นคือบันทึกของชาวต่างชาติ อันประกอบด้วยบันทึกของ เซอ จอห์น บาวริ่ง (Sir.John Bowring) ที่บันทึกสภาพของแผ่นดินบริเวณนี้ไว้เมื่อปี ๒๔๑๐ ปูมบันทึกของกัปตันเฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีล (Frederick Arthur Neale)ชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี ๒๓๘๓ และได้รับราชการในกรมทหารม้าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาNealeก็ได้เขียนหนังสือเรื่อง Narature Of a Rasidence in Siam โดยกัปตันนีลบันทึกปูมเรือไว้เมื่อปี ๒๓๘๓ ว่าเรือของตนแล่นผ่านช่องแคบระหว่างเมือง Ligor หรือเมืองนครศรีธรรมราช และหมู่เกาะ Tantalem ที่ว่า " ...ทางต่ำกว่าที่อุดมสมบูรณ์ของเกาะ Tantalem มีอ่าวเล็กๆแถวเมือง Talung ราว ๔ โมงเย็น เราก็มาถึงนอกเมือง Sangora..." นอกจากนี้ กองต์ เดอ ลูโดวิค โบวัวร์ ชาวฝรั่งเศส (เข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๑๐)ได้ทำแผนที่ไว้เมื่อพ.ศ.๒๔๒๑ โดยแผนที่ของเขานั้น เขาไม่ได้บันทึกถึงทะเลสาบสงขลาไว้ (ทั้งที่ขณะนั้นมีทะเลสาบสงขลาอยู่แล้ว... ดูได้จากแผนที่ในสมัยรัชกาลที่ ๓) ซึ่งต่อมาอีก ๕๐ ปี ความเป็นทะเลสาบน่าจะชัดเจนขึ้นจึงปรากฏว่ากัปตัน เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ(Herbert Warrington Smyth)เจ้ากรมโลหะกิจและภูมิวิทยา(ผู้เขียนหนังสือ Five year in Siam)บันทึกไว้ว่าตนนำเรือผ่านร่องน้ำระหว่างสันทรายระโนดกับเมืองนครศรีธรรมราช (Ligor)ไม่ได้เสียแล้ว แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ด้านทิศเหนือของระโนดกับหัวไทรและปากพนัังกำลังจะติดกันเป็นแผ่นดินที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ขดเชือกที่ปู่พลัดขุดพบโดยบังเอิญนั้นก็คือ เชือกจากเรือเดินทะเลเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา แผ่นดินข้างบ้านปู่แต่ก่อนนั้นคือท้องทะเล อันสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่บ้านเชิงแสครั้งที่พ่อท่านเมฆจัดให้มีการขุดสระโพธิ์ขึ้นก็ได้พบไหโบราณสี่หูที่ในพื้นดินใต้สระ ทั้งนี้เนื่องเพราะแผ่นดินที่บ้านเชิงแสก็เคยเป็นทะเลเช่นเดียวกัน ความเป็นทะเลบริเวณบ้านเชิงแสและบ้านโคกพระตลอดจนหมู่บ้านละแวกแถบนี้มิได้เกิดขึ้นเมื่อสมัยอยุธยา แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนับร้อยปีทีเดียว

(ภาพวาดด้านภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์บริเวณเมือนครศรีธรรมราช และเมืองสงขลา ภาพวาดดังกล่าววาดไว้เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)
     บ้านเชิงแสมีอาณาเขตด้านทิศตะวันตกจดทะเลสาบสงขลา ความยาวนับจาก"หน้าท่าเตียน"ซึ่งเป็นเขตแดนชายฝั่งด้านทิศใต้สุด นับไปทางทิศเหนือผ่านปากบางเชิงแส เรื่อยไปจนถึงปากบางคลองโคกพระมีความยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ริมฝั่งทะเลสาบของบ้านเชิงแสเป็นเกาะเลและพื้นที่พรุชุ่มน้ำ ที่เรียกว่า "ปรัง" หรือ"ในปรัง" อันมีสภาพเป็นพรุจูดหนู บัว บา สาหร่าย และแน่นอนว่าเป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ระหว่างพรุปรังกับทะเลสาบเป็นที่เนินดินต่อเนื่องกันไปประมาณความกว้างราวๆ ๒๐ ถึง ๒๕ เมตร ยาวประมาณ ๘๐ เมตร หลายเนินดินต่อเนื่องไปตามริมฝั่งตลอดแนว เนินดินดังกล่าวนี้มีสภาพเป็นเกาะเล็กๆ ต่อเนื่องไปตลอดชายฝั่งทะเลเรียกว่า "เกาะเล" โดยมีไม้พุ่มประจำถิ่นที่ชื่อว่า "ไม้ตรุด" ขึ้นอยู่ที่เนินดินนั้นติดต่อกันเป็นพืด กับมีพื้นที่ว่างเป็นสนามหญ้าแกรกด้านที่ติดกับในปรังให้พวกเราเด็กๆ ได้วิ่งเล่นกัน ลานหญ้านี้บางครั้งก็เป็นที่ตากต้นเก็ก ก่อนที่จะนำมาสานเป็นเสื่อบ้าง สานเป็นกระสอบบ้างหลากประเภท เช่น กระสอบหนาด กระสอบนั่ง กระสอบนอน ใต้ร่มไม้ตรุดร่มชื้นมาก จึงมีเห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ทั่วไป ผมและเพื่อนๆตลอดจนชาวบ้านมักจะไปหาเห็ดตับเต่าอยู่เสมอ และเหตุนี้ทำให้ยายที่เลี้ยงดูผมกังวลอยู่ตลอด เพราะเมื่อได้ไปหาเห็ดตับเต่าแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเล่นน้ำทะเล ดำผุดดำว่ายออกไปไกลๆ จนถึงบริเวณที่เรียกว่า "หัวโคลน" ในทะเล และแน่นอนเช่นกันว่า เรื่องเล่นน้ำทะเลกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ขออนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อนไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าคำตอบคือไม่อนุญาต เด็กๆอย่างผมและเพื่อนๆนั้น เมื่อจะลงเล่นน้ำทะเลกัน สิ่งที่สำคัญต้องทำเป็นเรื่องแรก ก็คือ ต้องซ่อนเสื้อผ้าไว้ให้มิดชิด มิฉะนั้นแล้ว จะถูกผู้ใหญ่แกล้ง เก็บเสื้อผ้าพวกเรานำเสื้อผ้ามาไว้ที่บ้าน แล้วเราจะต้องเดินแก้ผ้ากลับบ้าน มีน้าคนหนึ่งชอบแกล้งผมเป็นที่สุดในเรื่องนี้ แกหาปลาอยู่แถวชายทะเล แกห่วงผมมากไม่อยากให้เล่นน้ำ บอกว่าถ้าลงเล่นทะเลจะฟ้องแม่ฟ้องยาย แรกๆผมก็ทำเป็นว่าเชื่อฟัง แต่ถึงจะเชื่อฟังจริงๆ ก็อดใจไม่ได้หรอก เพื่อนๆเล่นน้ำกันอยู่อย่างนั้น มีเรื่องให้ต้องลงเล่นน้ำตามไปจนได้ เมื่อลงเล่นแล้วก็ต้องออกไปให้ไกลจนถึงหัวโคลน ถึงจะสนุกและตื่นเต้น บริเวณนี้น้ำลึกปริ่มๆ จมูก เราต้องเขย่งเท้าไม่ให้สำลักน้ำ พื้นดินใต้ทะเลเป็นเขตต่อระหว่างดินแข็งกับโคลนปากคลองที่น้ำพัดพามา จึงเรียกว่าหัวโคลน เรื่องเล่นน้ำเสี่ยงๆแบบนี้ หากย้อนเวลาได้ก็คิดว่าไม่ควรเล่นเลย เพราะอันตรายจริงๆ ผู้ใหญ่จึงได้ห่วงพวกเด็กๆ กันมาก ห่วงลูกหลานกันมาก แต่ผมคิดว่าในบรรดาคำของผู้ใหญ่ที่ได้ผลที่สุดเรื่องที่จะทำให้พวกเราไม่กล้าเล่นน้ำทะเลนั้น ไม่ใช่คำเตือนคำห้าม แต่น่าจะเป็นเรื่อง "ผีพราย" ซึ่งเป็นผีในน้ำ เรื่องเล่าอย่างนี้ได้ผลยิ่งกว่าคำห้ามปรามใดๆทั้งหมด เพราะทำให้พวกเรากลัวกันไปพักใหญ่ๆทีเดียว

(ดอกลำพูชายทะเลเชิงแสบริเวณไม่ไกลจากปากบาง)

(สภาพปากบางเชิงแส ที่เก่าที่เคยเล่นน้ำ แต่เวลานั้นไม่ใช่เวลาเก่าเวลาเดิมเสียแล้ว เพราะเข็มเวลาผ่านมานานโขถึง ๔๐ ปี...)

( ภาพบน...ลูกคุระก็ยังพอมีให้เก็บภาพได้ ส่วนอีกภาพ...เรือหาปลาจอดหลบ "ลมพลัดยา" อยู่ใกล้ต้นลำพู)

(สังเกตตรุดที่ยังคงเป็นไม้กอเล็กอยู่(บริเวณหัวเรือหางยาว)ซึ่งยังพอมีให้เห็นเตือนความจำในวัยเด็ก แต่ไม้ตรุดใหญ่ๆ ประเภทมีพุ่มให้ความชื้นระดับที่เห็ดตับเต่าขึ้นเต็มดังแต่ก่อนนั้นไม่มีแล้ว หมดไปแล้ว)
     เล่นน้ำจนเหนื่อยแล้ว....ก็จะหาของกินกัน ของกินเล่นของผมและเพื่อนๆ ที่บริเวณริมชายทะเลและในปรังมีสองอย่าง อย่างหนึ่งคือ "แห้วนา" หัวแห้วนาที่นาเลเชิงแสมีมากจริงๆ "นาเล"ของบ้านเชิงแสอยู่ถัดจากในปรังเรื่อยมาจนถึงทิวไผ่เขตหมู่บ้าน ชาวบ้านไถนาที่นาเลแล้วหััวแห้วก็จะอยู่ตามรอยไถให้พวกเรากินกันอย่างสนุก ไม่มีใครหวงใครห้าม นาของใครก็หากินหาขายได้ ป้าชาวเชิงแสบางคนหาหัวแห้วไปต้มขายที่โรงเรียนทุกวัน ผมยังเคยซื้อหลายครั้ง ....ยังจำคุณป้าท่านนี้ได้ดี เนื่องจากป้าเคยมีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน หัวค่ำหนึ่งป้ามาหาพ่อที่บ้าน ป้าบอกว่า "เรื่องนี้ จะต้องไปให้ถึงมณฑล" ป้ากลับไปแล้วพ่ออธิบายให้ผมฟังว่า "มณฑล" ที่ป้าพูดถึงนั้นหมายถึง ศาลจังหวัดสงขลาซึ่งเดิมคือศาลมณฑลนครศรีธรรมราช (ท่านที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์การศาลเมืองสงขลา ศึกษาได้จากรายงานราชการของเจ้าพระยายมราช ปั้น สุขุม และหนังสือที่ระลึกเปิดอาคารศาลจังหวัดสงขลา พ.ศ.๒๔๘๔)....นอกจากนั้นของกินอีกอย่างหนึ่งของเด็กๆที่ริมทำเลก็คือลูกบัวและเม็ดบัว ทั้งบัวสายและบัวหลวง บัวสายเม็ดสุกสีดำคล้ายๆแก้วมังกรในทุกวันนี้ ชาติจืดๆ ส่วนบัวหลวงเม็ดสีขาวรสชาติมัน แต่ใจกลางที่เป็นเส้นหน่อสีเขียวเล็กๆ อย่ากินเข้าไป รสขม ปัจจุบันนี้ผมอยู่ที่กรุงเทพฯจะกินเม็ดบัวหลวงต้องซื้อกิน เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ จะหากินกันเองเหมือนเมื่อเด็กๆ ไม่ได้เสียแล้ว....หาแห้วนาและเม็ดบัวกินกันแล้ว ก็กลับมานั่งเล่นนอนเล่นที่บนศาลาปากบาง หรือ "หลาปากบาง" บ้าง ดูชาวบ้านหาปลาบ้าง ดูป้าๆน้าๆผู้หญิง "รุนกุ้ง" บ้าง บางคราวโอกาสดีจะมีน้าผู้ชายพักจากการออกเรือหาปลาแล้วมาเล่านิทานให้ฟัง นั่งฟังกันบนศาลาที่ปากบาง สนุกมาก .....เรื่องตาก้าน....ตาก้านออกเรือหาปลาในทะเลสาบสงขลา ระหว่างหาปลาเผลอทำขวานตกทะเล ตาก้านฉลาดมากจึงใช้พร้าบากกราบเรือหมายไว้ให้รู้ว่าขวานตกที่ตรงนั้น หาปลาแล้วถ่อเรือมาจอดที่ตลิ่งชายคลองปากบาง ตาก้านบอกชาวบ้านว่า ขวานตกตรงที่บากหมายไว้ แล้วลงงมหาขวานที่ชายคลอง ตาก้านงมหาขวานไม่เจอ บ่นงึมงำว่าไม่น่าเชื่อบากแคมเรือไว้แล้ว ทำไมหาไม่พบขวาน ชาวบ้านถามว่าขวานหล่นที่ไหน ตาก้านว่า "หลนเลที่ตรงหนี้ บากแคมเรือหมายไว้แล้ว พรื้อหาไม่พบ" ชาวบ้านบอกตาก้านว่า ไปงมหาอยู่ในคลองทำไมเล่าตาก้าน เข็นเรือมาบนตลิ่งข้างศาลาดีกว่า จะได้หาขวานง่ายขึ้น ...ตาก้านว่า "หมันแหละ จริงเหมือนพี่เณรบอก ไม่น่างมหาขวานที่ในคลองให้โง่เลย พี่เณรฉลาดพันญาจริงๆ" ว่าแล้วตาก้านก็เข็นเรือขึ้นมาบนตลิ่งที่ริมฝั่งคลองเพื่อหาขวาน.....+++++....อีกเรื่องหนึ่งสนุกมากกว่าเรื่องตาก้านเสียอีก......เรื่องชายแจวเรือ....เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่ง แจวเรือจากบ้านเชิงแสไปที่เกาะใหญ่ ทำธุระเสร็จแล้้ว ก็"แจวหลบ" คำว่า "หลบ"เป็นภาษาใต้แปลว่ากลับ น้าชายเล่าถึงตอนนี้ก็หยุดเล่า พวกเราเด็กๆ ถามว่าแล้วเรื่องเป็นอย่างไรต่อไป น้าบอกว่า "แจวหลบ" คือ "จบแล้ว" .....เสียท่าน้าจนได้......ลงเลว่ายน้ำกันดีกว่าพวกเรา แต่อย่าลืมซ่อนเสื้อผ้าให้ดีๆ

(สิบแปดนาฬิกา วันที่ไม่มีแล้งซึ่งหลาปากบางเชิงแส)
     เดินตามตลิ่งเลียบชายคลองเชิงแสจากริมทะเลปากบางเข้ามาประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นบ้านเชิงแส.....ชุมชนแห่งนี้ตั้งขึ้นในสมัยอยุธยาโดยคนไทยใต้เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ต่อเนื่องกับรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ มีการอพยพของชาวจีนเข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภารอยู่ด้วย โดยก่อนหน้านั้นน่าเชื่อว่าได้มีชาวเชิงแสส่วนหนึ่งอพยพมาเพิ่มเติมจาก "บ้านเชิงแส" อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นชุมชนโบราณกลางทุ่งนา อันตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของบ้านเชิงแสใกล้ทะเลสาบแห่งนี้...ห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร ดังนั้นด้วยเหตุที่บ้านเชิงแสมีมาแต่เดิมแล้วคำว่าเชิงแส "จึงไม่ได้มีชื่อมาจากคำว่า ซินแส" อย่างที่บางคนเข้าใจกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น.....แต่มาจากคำว่า "บารเชิงแสะ หรือ บ้านเชิงแส" นั่นแหละ.......++++++.....บ้านเชิงแสที่ใกล้ทะเลสาบ บ้านเกิดของแม่และบ้านเกิดผมแห่งนี้ได้ตั้งมา ๔๐๐ ปีแล้ว ตั้งเป็นหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือก่อนนั้น ผมมั่นใจ ทำไมผมจึงมั่นใจ เหตุที่มั่นใจก็เพราะผมได้เห็นแผนที่ภาพโบราณ ที่เป็น "แผนที่ภาพกัลปนาวัดพะโคะ" มาแล้ว เห็นมาแล้ว อ่านมาแล้ว อ่านหลายรอบ หลายครั้ง.........แต่ก็เคารพท่านที่มีความเห็นต่าง ต่างจากผม...ที่มีความเห็นว่า เชิงแสมาจากคำว่าซินแส +...+...เอกสารเกี่ยวกับกัลปนาวัดพะโคะมี ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเขียนขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ฉบับหนึ่งเขียนขึ้นหลังรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อักขระกำกับบรรยายภาพและข้อความเอกสารเขียนเป็นภาษาไทยอยุธยา และเขียนเป็นภาษาขอมปนกับภาษาไทยด้วย.....++++++......เอกสารและแผนที่ภาพดังกล่าว......บอกชื่อบ้านเชิงแส โดยใช้คำว่า "บารเชิงแสะ"บ้าง "บารเชิงแส" บ้าง รวมบ้านที่ชื่อว่าเชิงแสมีทั้งสิ้น ๔ บ้าน นอกจากนั้นยังบอกชื่อผู้ควบคุมดูแลบ้านเชิงแส บอกชื่อ"คลองเชิงแส"บอกชื่อวัดเอกว่าสมัยก่อนเรียกว่า "วัดเชิงแสพระครูเอก" ยิ่งกว่านั้นเอกสารแผนภาพนี้ยังได้บอกชื่ือ"วัดกลาง" บอกชื่อ"วัดเชิงแสะหัวนอน" บอกชื่อ"คลองพระ" (ซึ่งไหลมาจากบ้านเชิงแสกลางทุ่ง มาบรรจบกับคลองเชิงแสที่บริเวณทิศใต้ของวัดกลาง)ทั้งแผนที่ภาพนี้ยังบอกชื่อ "คลองช้าง" (ที่ปัจจุบันเรียกหนองคลองช้าง) บอกชื่อและวาดภาพ"วัดทะเย้า" ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของ "เขารัชปูน" (ปัจจุบันวัดดังกล่าวไม่มีแล้ว คงมีแต่ที่นาแถบนั้นซึ่งก็ยังเรียกว่า "เยา" แต่วัดไม่มีแล้ว) นอกจากนั้นแผนที่ภาพยังมีภาพที่ดอนด้านทิศตะวันตกของหนองบ่อ ว่า "โภดอรขรี" ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "ดอนโพธิ์" ...+++++++......เอกสารโบราณเกี่ยวกับบ้านเชิงแส จึงเป็นความรู้ที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าภูมิใจ ภูมิใจในบ้านของเรา บ้านที่เป็นบ้านเกิด...และจากการอ่านเอกสารนี้ทำให้ผมทราบว่า คำว่า "เชิงแส"แปลว่าอะไร???.........ดังนั้น ขณะที่ท่านกำลังอ่านเรื่อง.."เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล"...อยู่นี้ ท่านกำลังอ่านพร้อมกับที่ผมกำลังอ่านเรื่องราวของบ้านเชิงแสในเอกสารและภาพแผนที่ ซึ่งมีการรังสรรค์ไว้เมื่อสมัยอยุธยา.......แม้ว่าขณะนี้ผมและท่านผู้อ่านเราจะอยู่ห่างกัน แต่เชื่อว่า ชาวเชิงแส และลูกหลานของบ้านเชิงแส จะได้รู้เรื่องราวของบ้านเกิดไปพร้อมๆกับผม............เราจะรับรู้ไปด้วยกัน.....+++++++.......รับรู้ไปด้วยกันว่า คำว่า "เชิงแส" เมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วแปลว่าอะไร????..และได้รู้ว่า คำว่า "เชิงแส" นั้นเป็นคำภาษาไทยประสมกับภาษาขอมโบราณ โดยคำว่า "เชิง" เป็นคำไทย ส่วนคำว่า "แส" เป็นคำขอม...."เชิงแส" คำนี้จึงมีคุณค่ามีความหมายลึกซึ้ง และน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง........++++...เนื่องเพราะ คำว่า "เชิง" แปลว่า "ตีน หรือ ฝ่าย" ซึ่งการที่จะแปลว่าตีนอันมุ่งหมายถึงส่วนที่เป็นข้างล่าง หรือจะแปลว่าฝ่ายซึ่งหมายถึงบริเวณหรือหน้าที่ด้านนั้นๆ ก็ขึ้นอยู่ที่บริบทของคำ เช่นที่ในเอกสารกล่าวถึงคำว่า "เชิงกุฎี" "เชิงเรือน" "เชิงเรือ" ส่วนคำว่า "แส" แปลว่า "นา" แปลรวมได้ว่า "เชิงแส คือ บ้านตีนนา หรือพวกฝ่ายที่มีนา หรือบริเวณที่เป็นท้องนาด้านล่าง" คำภาษาไทยปัจจุบันก็มีใช้อยู่มาก เช่น "เชิงกลอน" "เชิงชาย" "เชิงเทียน" ที่ว่านาด้านล่างนั้นเพราะนับจากวัดพะโคะหรือวัดราชประดิษฐานซึ่งเป็นวัดหลวง ในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่สูงกว่านั่นเอง.....เมื่อผมยังเป็นเด็กจูงวัวไปส่งให้พ่อที่นา พ่อเตือนเสมอว่า "อย่าให้ข้องเชิง" คืออย่าให้เชือกหย่อนจนคล้องเข้ากับเท้าและขาของวัว ถ้าวัวข้องเชิง ต้องบอกวัวว่า "เชิง เชิง" วัวก็จะยกขาขึ้นให้ดึงเชือกออก วัวเชิงแสรู้ภาษาคนหลายคำ ตอนไถนาบอกว่า "เข้า" วัวจะไถเข้า บอกว่า "แจง" วัวก็จะไถออก....+++...ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ การดำเนินการสอบวัดที่นาเรียกตามกฎหมายเก่าว่า "สอบแส" พนักงานที่มีหน้าที่สอบแส เรียกว่า "แสนา" ต่อมากล่อนเป็น "เสนา" เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ไม่ใช่ฝ่ายกลาโหม........ด้วยพระคุณของแผ่นดินผืนนาแห่งบ้านเชิงแสนี้ ทำให้บ้านนี้ดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องมาหลายร้อยปีแล้ว ท้องนาจึงได้ให้ชีวิตและวิถีแห่งชาติพันธ์ุ เลี้ยงดูผู้คนมาอย่างยาวนาน พ่อสะท้อนความภูมิใจไว้ว่า "ชาวเชิงเป็นคนดี ขยัน และอดทน เห็นได้จาก การที่คนเชิงแสสามารถรักษาวัดบำรุงพระศาสนาได้ตั้ง ๓ วัด"


(แผนที่ภาพบ้านเชิงแสและวัดทั้งสี่วัดในเขตบ้านเชิงแส แผนที่ภาพดังกล่าวแม้จะวาดภาพในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ตาม แต่เชื่อว่าบ้านเชิงแสและวัดทั้งสี่ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการวาดแผนที่ภาพอย่างต่ำประมาณ ๑๐๐ ปี)

แผนที่วัดทเยาและเขารัชปูนซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงเขารัชปูน ในชื่อว่าเขารัดปูนส่วนวัดทเยานั้นเป็นทุ่งนาหมดแล้ว คงมีเพียงแต่คำบอกเล่าว่าพบซากวัดโบราณและชุมชนโบราณบริเวณนั้น

เขาทะเลจรรน์ปัจจุบันคือเขาในหรือบ้านเขาใน หมู่ที่ ๑ ตำบลเชิงแส

(ภาพท้องทุ่งนาที่สมบูรณ์ของบ้านเชิงแส สมกับคุณค่าของชื่อบ้านที่แปลว่าบ้านนา ในภาพจะเห็น "เขารัชปูน" เด่นอยู่กลางทุ่ง)
     ชาวเชิงแสเริ่มมีชาติพันธุ์อย่างผสมผสานเมื่อช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ คือประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาพักอาศัยในหมู่บ้าน ก๋งซุนเฮาะของผมเป็นชาวจีนรุ่นที่ ๒ หรือรุ่นที่ ๓ ก๋งเข้ามาถึงบ้านเชิงแสประมาณ พ.ศ.๒๔๒๕ ชาวจีนยุคของก๋งมีหลายคนพ่อเคยบอกชื่อให้ผมฟังหลายครั้ง ผมจึงจำได้อยู่ไม่ว่าจะเป็น "ก๋งสุย" "จีนฉาวเถ้า" "จีนกี่เถ้า" "จีนเอี่ยม บิดาของครูบวร วรารัตน์" "จีนนอง มีอาชีพขายทอง" คนจีนที่อยู่ทั่วบ้านเชิงแสประกอบอาชีพทำนาเป็นส่วนมาก และตั้งโรงเหล้า โรงสูบฝิ่น ที่ริมคลองกลางหมู่บ้านที่เชิงสะพาน ชาวจีนกลุ่มนี้บางคนก็ค้าน้ำตาลอย่าง "จีนโหย" ปัจจุบันนี้ชาวเชิงแสส่วนใหญ่เป็นชาวไทยจีนแทบทั้งสิ้น คำพูดก็ผสมกันทั้งคำไทยคำจีน เช่นคำว่า "ก้งโท้" แปลว่าซื่อสัตย์ คำว่า "เจี้ยนซี่" แปลว่าตะหลิว ปลาทอดยายและแม่ว่า "ปลาเจี้ยน" ขนมก็มี "ขนมอี่" แม่เรียกที่ตักน้ำว่า "ถุ้ง" ประเพณีชาวจีนที่ผมชอบมากก็คือตรุษจีน จะว่าไปแล้วพวกเราเด็กๆเชิงแสจะชอบวันตรุษจีนมากกว่านี้หากเป็นวันที่โรงเรียนหยุด


(หลักจารึกของคนตระกูล "ถู" เมื่อ ๓๕๐ ปีมาแล้ว เข้าใจว่าลูกหลานนำมาจากเมืองจีน อ่านข้อความในจารึกนี้ได้ความว่า ผู้ตายมีลูกหลายคน แต่จารึกนี้จะทำโดยลูกชาย ๓ คน เพื่อระลึกถึงบิดาผู้ล่วงลับ... แผ่นจากรึกหินนี้ผมจำได้ติดตามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อปี ๒๕๕๕ ผมทราบว่าจารึกดังกล่าวมีต้นไทรโอบคลุมอยู่จึงได้ดำเนินการขุดค้นขึ้นมาและถ่ายภาพไว้...)
     คนบ้านเชิงแสหลายชาติพันธ์ุได้ร่วมแผ่นดินอยู่กันมาอย่างสันติ ด้วยสิ่งยึดเหนี่ยวทางกายภาพ คือ แผ่นดินบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทำนาปลูกข้าวลงเลหาปลา ยากดีมีจนก็เลี้ยงชีวิตอยู่กันได้ไม่อดไม่อยาก ฐานะก็ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่า "ถึงจะรวยหรือจน ทุกคนทุกครัวก็กินแกงส้มเหมือนกัน" ส่วนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจนั้นมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือความศรัทธาในพระศาสนาตั้งแต่เมื่อเป็นพราหมณ์ มาจนเป็นพุทธศาสนา และสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์.....+++++......