วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ ๑๐ สืบสานงานศิลป์บรรพชนคนเชิงแส


บทที่ ๑๐ สืบสานงานศิลป์บรรพชนคนเชิงแส


     ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วจนกระทั่งถึงวันมาฆะบูชาแห่งปีนี้ ผมและทายาทของบรรพชนชาวเชิงแส ๒ ท่าน ได้ปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่องในการที่จะอนุรักษ์และบูรณะอาคารซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของบ้านเชิงแสไว้ สิ่งนั้นก็คือ การอนุรักษ์และบูรณะพระอุโบสถของวัดเชิงแสใต้ หรือวัดหัวนอน และการอนุรักษ์อาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์) ทายาทของชาวเชิงแสทั้งสองท่านนั้นเป็นคนในสกุล "บุญญภัทโร" ท่านแรกเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่านชื่อ "นิพนธ์ บุญญภัทโร" ผมเรียกท่านว่าพี่นิพนธ์บ้าง ท่านผู้ว่านิพนธ์บ้าง ส่วนท่านที่สองนั้นปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร ท่านมีนามกรว่า "อนันต์ ชูโชติ" ผมเรียกท่านว่าพี่นันต์ ทั้งท่านผู้ว่านิพนธ์และท่านรองอธิบดีอนันต์ต่างมีบรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าเป็นชาวเชิงแสบ้านหัวนอน กล่าวคือ ปู่ของท่านผู้ว่ามีลูกหลายคน ลูกชายคนโตเป็นกำนันคนแรกของตำบลเชิงแส ชื่อว่า "กำนันอั้น" น้องของกำนันอั้นคือท่านขุนรัตนารักษ์เป็นคุณพ่อท่านผู้ว่านิพนธ์ และน้องกำนันอีกคนหนึ่งคือคุณแม่ของท่านรองอนันต์ ท่านผู้ที่มีนามสกุลว่า "ชูโชติ" นี้ผมเคยกล่าวไว้ในบทก่อนๆแล้ว ว่า ครูของผมคนหนึ่งเป็นชาวบ้านเขารัดปูน ชื่อ "กิตติพันธ์ หรือ ก้าน ชูโชติ" ครูก้านของโรงเรียนวัดเชิงแสนั้นท่านเป็นบุตรของคุณปู่แดง ชูโชติ และครูก้านก็เป็นน้องชายของคุณพ่อรองอธิบดีอนันต์ ชูโชติ ...เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๘ คุณปู่แดงได้มอบตู้เหล็ก ๑ ใบ ราคา ๑,๐๐๐ บาท และมอบชุดรับแขก ๑ ชุดราคา ๑,๒๐๐ บาท ให้แก่โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)ท่านผู้ว่านิพนธ์เล่าผมว่าขณะนี้ที่บ้านเชิงแสยังมีญาติของท่านอีกหลายคน เช่น น้าหนูแนม พรหมมา (ภรรยาน้าจวน)ที่เพิ่งเสียไปก็เป็นญาติของท่านผู้ว่านิพนธ์ ท่านผู้ว่านิพนธ์โทรศัพท์มาเล่าผมว่า "ผมเพิ่งคุยกับน้องนิกรเรื่องวัดเชิงแสใต้ แล้วโทรไปหาญาติที่หาดใหญ่เพื่อจะพูดคุยกันถึงวัดเชิงแสใต้ ญาติผมบอกว่าเขากำลังเดินทางไปงานศพน้องแนมที่วัดเชิงแสใต้ ผมรู้สึกเป็นอัศจรรย์มากที่เดียวเกี่ยวกับวัดเชิงแสใต้นี้...น้องหนูแนมเป็นญาติกับผม เธอเป็นลูกน้าลั่นและเป็นหลานปู่ของน้าเลี่ยง...ผมถามญาติก็ทราบว่ากระดูกปู่กระดูกย่าของผม ก็น่าจะอยู่ที่วัดเชิงแสใต้นั่นแหละ"...ท่านผู้ว่านิพนธ์เล่าเรื่องบรรพบุรุษและเรื่องญาติของท่านให้ผมฟังอย่างพรั่งพรู แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างท่านกับบ้านเชิงแสซึ่งเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดบรรพบุรุษของท่าน...เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างที่ผมขับรถไปรับลูกสาวที่โรงเรียนพี่อนันต์ท่านรองอธิบดีกรมศิลปากรโทรศัพท์มาบอกผมว่า "อีกไม่นานผมจะไปที่วัดเชิงแสใต้ จะไปดูโบสถ์ ลูกน้องได้รายงานมาให้ทราบแล้วว่า งานศิลปะที่หน้าจั่วทั้งข้างหน้าและข้างหลังยังสมบูรณ์อยู่มาก และเขารายงานด้วยว่าภาพปูนปั้นที่หน้าจั่วด้านหน้าก็ไม่เหมือนด้านหลัง"


(อุโบสถของวัดเชิงแสใต้ที่อาจจะได้รับการบูรณะจากโครงการของกรมศิลปากร)

     ความสนใจของอนุชนทั้งสองท่านซึ่งเป็นลูกหลานของชาวเชิงแสในเรื่องที่จะมีการบูรณะพระอุโบสถวัดหัวนอนของเรานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง...และผมได้กราบนมัสการให้หลวงพี่พระปลัดปรีชา ธัมมปาโล ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงแสใต้ทราบแล้ว และก่อนที่คณะของรองอธิบดีกรมศิลปากรจะไปที่วัดเชิงแสใต้ ผมกับหลวงพี่ปรีชาก็ตกลงกันว่าขณะนี้ที่วัดเชิงแสใต้ยังมีอาคารสำคัญอยู่อีก ๒ อาคาร คือ อาคารโรงธรรม และ หอประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์ จึงจะว่าจ้างให้ช่างทำป้ายชื่อสิ่งปลูกสร้างทั้งสองนี้เสีย โดย โรงธรรมนั้น เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แด่พ่อท่านทองมากหรือพ่อท่านเฒ่า จึงตั้งชื่อโรงธรรมนี้ว่า "โรงธรรมเจดีย์ศรีสังวร" อันเป็นการนำเชิญสมณนามของท่านที่ว่า "พระครูธรรมเจดีย์ศรีสังวร" มาเป็นชื่อโรงธรรม ส่วนหอประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านเมฆ นั้น ตั้งชื่อว่า "หอเมฆสถิตอนุสสร" เพราะเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์นั่นเอง คำว่าอนุสสสรเป็นคำเก่า ผมว่าดูดีกว่าคำว่าอนุสรณ์ที่เป็นคำใหม่...อย่างไรก็ตามท่านใดเห็นว่าจะตั้งชื่ออื่นที่เหมาะสมกว่านี้ ก็กรุณาเสนอความเห็นแลกเปลี่ยนกันได้ครับ เพราะเป็นเรื่องของส่วนรวม เมื่อวาระที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระชันษา ๑๐๐ ปี ศาลยุติธรรมจัดทำหนังสือประชุมพระนิพนธ์ เป็นที่ระลึก ผมได้รับมอบหมายให้ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมจึงตั้งชื่อว่า "เจริญธรรม ญาณสังวร" โดยนำพระนามเดิมของพระองค์ที่ว่า "เจริญ" มาตั้งเป็นชื่อนำ ก่อนที่ตามด้วยราชทินนาม ปรากฏว่าคณะกรรมการของศาลมีความเห็นร่วมกันว่าเป็นชื่อที่เหมาะสม เด็กเชิงแสอย่างผมก็เลยได้หน้ามาเล็กน้อย...เลยนำมาคุยในเรื่องเชิงแสบ้านแม่ฯ เสียใหญ่โต........++๐๐++...ต่อไปผมจะกล่าวถึงประวัติการสร้างพระอุโบสถวัดเชิงแสใต้ เป็นการเล่าในลักษณะนิทานอิงประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ุ ดังนั้นเรื่องที่เล่าจึงเจือจิตนาการผสมผสานอยู่ด้วย และเรื่องที่จะเล่านี้มาจากแรงบันดาลใจจากการข้อมูลที่ผมทราบมาจากพระอาจารย์พระมหานุ่ม แห่งวัดสร้อยทอง ว่า "ช่างที่สร้างโบสถ์วัดหัวนอนนั้น ชื่อว่า ช่างหลง เป็นคนบ้านโตนดด้วน สร้่างในสมัยพ่อท่านเมฆ"

     ลมยามบ่ายพัดวุ้งๆ ที่ทุ่งนาป่าตาลด้านทิศตะวันออกของหัวสะพานยาว ลมโชยกลิ่นน้ำสะอาดใสจากเวิ้งคลองเชิงแสจุดที่บรรจบกับคลองพระเดิมให้ความสดชื่นเย็น เสียงนาคหนุ่มหลายสิบคน ที่กำลังท่องคำขานนาคดังแว่วมาจากโรงธรรม ณ เขตวัดหัวนอนที่บริเวณริมคลองด้านทิศตะวันออก พ่อท่านเมฆสังฆาธิการของอารามเก่าแก่แห่งบ้านเชิงแส เดินสำรวจพื้นที่อย่างครุ่นคิด ท่านกังวลว่าอุโบสถหลังเดิมที่ก่อสร้างมานานนับร้อยปี เริ่มจะทรุดโทรมลงไปมาก หากจะบูรณะซ่อมแซมใหม่ ด้วยบารมีของท่านในเวลานี้ ไม่เป็นการยากลำบากแต่อย่างใด เพียงติดปัญหาสำคัญแต่ว่า ภูมิสถานที่ตั้งของพระอุโบสถแห่งนั้นเป็นที่ลุ่ม เมื่อจะสร้างใหม่เป็นถาวรวัตถุสืบพระศาสนา ก็ควรที่จะสร้างในพื้นที่ที่สูงกว่าเดิม ทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนี้ สงครามโลกครั้งที่สองก็ยุติแล้ว การทำงานในยามย่ำยามคืนย่อมปลอดภัย ไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะมีแสงไฟให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างที่ชาวบ้านล่ำลือและกลัวกันนักหนา ว่าจะเป็นเหมือนเช่นในเมืองสงขลา ทั้งที่ความจริงแล้วคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ที่สำคัญหากการก่อสร้างเริ่มเสียในช่วงเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ที่วัดวาจะมีกำลังงานของพระและผู้คนมาก พระนั้นแต่ละปีจำพรรษาที่วัดหัวนอนถึง ๕๐,๖๐ รูป มิเคยขาด อีกทั้งชาวบ้านเชิงแสทั้งคนไทยคนจีนก็มีมาก การสำคัญเช่นนี้มีทางที่จะสำเร็จได้ไม่ยาก...เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ได้เบื้องต้นแล้ว เพื่อความรอบคอบในงานพ่อท่านก็ตกลงใจว่าจะต้องปรึกษา "หลวงพี่" ที่วัดกลาง และ วัดเอก หลวงพี่ทั้งสองของพ่อท่านนั้นคือ พ่อท่านเขียวแห่งวัดกลาง และพ่อท่านเจียมแห่งวัดเอก นั่นเอง


(ภาพถ่ายพระอธิการเมฆ ติสสโร ซึ่งอยู่ภายในหอเมฆสถิตอนุสสร วัดเชิงแสใต้)


(ตึกสามชั้นของร้านบ้วนเฮงที่ถนนนครใน จังหวัดสงขลาซึ่งถูกระเบิดเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒,ภาพถ่ายโดยเอนก นาวิกมูล)

     พ่อท่านเมฆพร้อมด้วยพ่อท่านคงสองพระเถระเดินเท้าตามสะพานข้ามคลองเชิงแสตรงที่เรียกว่า "คลองควายอ่าง" มาถึงเขตของวัดกลาง ท่านทั้งสองไม่ได้ตรงไปที่กุฏิของพ่อท่านเขียวหรอก ด้วยท่านทราบเป็นอย่างดีว่าในเวลาเย็นนั้น พ่อท่านเขียวกำลังเดินดูสมุนไพรนานับชนิดที่แปลงปลูกภายในวัด นับตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือที่ในแถบประเทศเราเรียกว่า "สงครามมหาอาเชียบูรพา" นั้นหยูกยาหายากมาก เพราะเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงจากสงคราม แม้แต่ในเมืองสงงขลาก็ยังหายายาก เพราะเป็นจังหวัดที่ "ญี่ปุ่นขึ้น" คือกองทัพญี่ปุ่นบุกและตั้งกองกำลังอยู่ประจำการ พ่อท่านเขียวจึงต้องรับภาระในการปรุงยาหลายขนาน เนื่องเพราะพ่อท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่เจ็บไข้ได้ป่วย ....ครั้นพ่อท่านเมฆและพ่อท่านคงมาถึงในระยะใกล้แล้ว ก็กล่าวขึ้นว่า "หลวงพี่" พ่อท่านเขียวหันมามองพระเถระรุ่นน้องด้วยความแปลกใจพลางกล่าวรับว่า "น้องหลวงพระครูมาเงียบๆ ไม่รู้ตัวเลย นิมนต์ที่กุฏิเถอะ" เมื่อพ่อท่านเขียวนั่งบนอาสนะที่ประจำแล้ว พ่อท่านเมฆและพ่อท่านคงต่างกราบแสดงความเคารพ..."น้องหลวงพระครูมีเรื่องไหรเหอ ถึงได้มาพร้อมกัน" ..."ผมคิดจะสร้างโบสถ์ใหม่จึงใคร่ปรึกษาหลวงพี่" พ่อท่านเมฆเริ่มข้อหารือ และบอกเล่าถึงแนวดำริว่า ตำแหน่งที่ตั้งพระอุโบสถใหม่นั้นท่านจะตั้งทางทิศเหนือของอุโบสถเก่า แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นบริเวณริมเวิ้งชายคลอง จำเป็นต้องถมดินให้สูงขึ้น ท่านตั้งใจว่าจะขุดสระขึ้นที่ด้านตะวันออกของพระอุโบสถเดิม ซึ่งจะได้ประโยชน์ ๒ ทาง กล่าวคือ ได้สระเก็บน้ำเพิ่มขึ้น และได้ดินมาถมที่ซึ่งจะก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ ..."เป็นความคิดที่ดีมาก"..พ่อท่านเขียวเห็นด้วยอย่างชื่นชมแล้วจึงไต่ถามเรื่องไม้ที่จะใช้ก่อสร้าง พ่อท่านเมฆกราบเรียนว่า ..."ไม้นั้นผมตั้งใจว่าจะนำมาใช้เฉพาะเครื่องบนกับประตูหน้าต่าง ด้วยว่าพื้นและผนังตั้งใจว่าจะก่ออิฐถือปูน แต่ไม้ใหญ่ที่เขารัดปูนและที่เกาะใหญ่คงไม่มีที่เหมาะ ผมตั้งใจว่าจะนำชาวบ้านและลูกศิษย์ลูกหาไปขออนุญาตทางการตัดไม้ที่พัทลุง"...เมื่อพ่อท่านเขียวได้ยินเช่นนั้นก็ให้รู้สึกเป็นกังวล ท่านจึงท้วงว่า "หลวงพี่ให้รู้สึกเป็นห่วง ถ้าน้องหลวงพระครูต้องไปเองแล้ว หลวงพี่กลัวเรื่องไข้ป่า เพราะเวลานี้หยูกยาหายาก"
     พ่อท่านเมฆและพ่อท่านคงสองพระเถระใหญ่ของวัดเชิงแสใต้รับมนัสการความคิดเห็นจากพ่อท่านเขียวแล้ว ก็กราบลาเดินตามคันนามุ่งสู่วัดเอกซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ...ณ เวลานั้น "วัดเอก" หรือที่มีชื่อเดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนปี พ.ศ. ๒๒๒๓ เรียกว่า "วัดเชิงแสะพระครูเอก" มีพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส คือ "พ่อท่านเจียม" พ่อท่านเจียมเป็นพระที่ได้รับการยกย่องทางด้านความมีเมตตากรุณา ท่านนำพาวัดเอกและหมู่สงฆ์ไปในทิศทางของการสงเคราะห์ เป็นที่ทราบทั่วกันว่าในบรรดาวัดแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกนั้น "ขนมเดือนสิบของวัดเอกจะหมดก่อนวัดอื่น" ทั้งนี้เพราะพ่อท่านเจียมมีจิตเอื้อเฟื้อต่อชาวบ้านเป็นอย่างสูง ทุกๆเที่ยงวันหลังเพลแล้วจึงมีผู้คนมาทานข้าวปลาอาหารและขนมต่างๆที่วัดเอกเป็นจำนวนมาก ...ยามนั้น พ่อท่านเจียมกำลังดูแลการทำความสะอาดพระอุโบสถของวัดเอกอยู่ เพราะใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว นาคหนุ่มทั่วสารทิศจะต้องมาบวชพระต่อหน้า "หลวงพ่อเดิม" ที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถแห่งนี้...พ่อท่านเมฆและพ่อท่านคงเข้ากราบนมัสการพ่อท่านเจียมแล้วก็นมัสการหารือสังฆกิจการก่อสร้างพระอุโบสถ ท่านอธิบายรายละเอียดทั้งหมดแล้ว พ่อท่านเจียมจึงเอ่ยถามว่า "น้องหลวงทั้งสองจะให้ช่างบ้านไหนมาเป็นแม่งานก่อสร้างฤา?" พ่อท่านเมฆกราบอธิบายว่า "งานนี้เป็นงานใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณ ๒ ปี กระผมตั้งใจจะให้ "ช่างหลงแห่งบ้านโตนดด้วน" เป็นแม่งาน โดยมีโยมพี่ปู ปูขะโร และ โยมย้อย เอกกุล คอยช่วยเหลือ " เมื่ิอฟังคำของพ่อท่านเมฆเช่นนั้นแล้ว พ่อท่านแห่งวัดเอกก็กล่าวอนุโมทนาและกล่าวด้วยจิตเมตตาสงเคราะห์ว่า "หากขาดเหลือสิ่งใดแล้วให้บอกเถิด หลวงพี่พร้อมช่วยเหลือทุกอย่าง นานมาแล้วที่บ้านเชิงแสไม่ได้สร้างสังฆววัตถุขนาดใหญ่เช่นนี้ ขอบารมีของพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ เป็นภวปัจจัยให้งานนี้สำเร็จเถิด" แล้วสุปฏิบันโนทั้งสามก็กราบลงที่หน้าหลวงพ่อเดิม
     เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว คืนนั้นพ่อท่านเมฆได้เรียกเด็กวัดก้นกุฏิให้มาพบ "สังแหย้วเอ้ย คางคูดเอ้ย อยู่ที่ไน่ มานี่ที" สองศิษย์วัดได้ยินเสียงพ่อท่าน ก็รีบคลานตามพื้นกระเบื้องแดงเข้ามาหาพ่อท่าน กราบนมัสการแล้วนั่งนิ่งอยู่ พ่อท่านจึงสั่งว่า "ต่อเช้า ให้ทั้งสองคน ลงไปเก็บกระจับที่ในสระรักษ์มาคนละหอบ จะเอามาทำยา" สังแหย้วและคางคูดสองเพื่อนเกลอรับคำสั่งแล้ว ได้มานั่งปรึกษากัน สังแหย้วกังวลว่า หากลงไปในสระพร้อมกันแล้ว จะไม่มีใครเฝ้ากางเกงที่ถอดวางไว้ที่ขอบสระ คางคูดเสนอว่าให้สลับกันลงสระที่ละคน คางคูดว่า "พันนี้หวา ที่แรกให้สังแหย้วลงสระ เราเฝ้ากางเกง ทีที่สองผลัดกัน ให้เราเฝ้ากางเกง สังแหย้วลงสระ เอาไม่?" สังแหย้วคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ผลัดกันลงสระแบบนี้ ดีเหมือนกัน คางคูดไอ้เกลอเราฉลาดจริงๆ"
     ด้วยอำนาจของกุศลจิต ข่าวที่พ่อท่านมีดำริจะสร้างอุโบสถใหม่ของวัดหัวนอน จึงแพร่สะพัดไปทั่วบ้านเชิงแสภายในเวลาเพียงวันเดียว เย็นวันนี้ขณะที่พ่อท่านกำลังต้มต้นกระจับกับเครื่องยาอยู่นั้น ท่านขุนอารักษ์เชิงแสกำนันตำบลเชิงแสก็เข้ามากราบนมัสการอาสารวบรวมกำลังคนช่วยลงแรงในการก่อสร้าง "ผมทราบข่าวนี้แล้ว ยินดีจัดชาวบ้านมาช่วยงานพ่อท่านทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกวันจะจัดเวรหมุนเวียนข้าวหม้อแกงหม้อมาให้ชาวบ้าน จะไม่ให้บกพร่องครับ" ท่านขุนกำนันกราบเรียนพ่อท่าน ครั้นเมื่อได้ฟังคำของกำนันแล้ว พ่อท่านเมฆจึงกล่าวว่า "ต้องขอแรงกำนันไปช่วยตามช่างหลงมาให้ที จะได้วางแผนเขียนแบบโบสถ์" ...การออกแบบพระอุโบสถกินเวลานานจนถึงเดือนแรกของพรรษา แต่ระหว่างนั้นทุกๆวันและทุกคืนชาวบ้านเชิงแสและลูกศิษย์ของพ่อท่านทั้งใกล้ไกล ต่างได้ร่วมกันขุดขนดินมาถมเป็นลานเตรียมการสร้างอุโบสถ บริเวณที่ดินยุบแน่นแล้วช่างหลงสั่งการให้วางผังและขุดหลุมลึกเทียมหัวเป็นที่ก่อฐานราก ลูกศิษย์จากเขารัดปูนต่างก็นำก้อนหินบรรทุกเรือมาตามลำคลอง นำมาใช้ในการก่อสร้าง...และคืนวันพระสำคัญก็มาถึง พ่อท่านประชุมชาวบ้านเพื่อกำหนดการออกเรือไปตัดไม้ที่เมืองพัทลุง...วันที่เรือใบออกจากท่าคลองควายอ่างบ้านเชิงแสมีผู้คนมาร่วมส่งเป็นจำนวนมาก พ่อท่านทั้งสามวัดร่วมกันประพรมน้ำมนต์ สังแหย้วและคางคูดร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งสองคนมีหน้าที่รักษาหม้อยาของพ่อท่าน...ประมาณ ๑ เดือนแผ่นไม้สำหรับใช้สร้างบานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถก็บรรทุกแพลูกบวบมาถึงวัดเชิงแสใต้ หลังจากนั้นอีกสองเดือนไม้ขื่อ ไม้คานเครื่องบนก็มาถึง แต่น่าเสียดายว่าไม้เครื่องบนนั้นสั้นไปหน่อยหนึ่ง ดังนั้นเมื่อออกพรรษาแล้วพ่อท่านและชาวบ้านจำนวนหนึ่งร่วมเป็นคณะไปตัดไม้ที่เมืองพัทลุง...+++..พ่อท่านเมฆจากวัดเชิงแสใต้ไปคราวนี้ ท่านเข้าป่าในช่วงหน้าฝน พ่อท่านจึงเป็นไข้มาลาเรียหรือไข้ป่า คณะลูกศิษย์จึงนำพ่อท่านไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลสงขลา แต่อาการของพ่อท่านรุนแรง ให้เจ็บป่วยอย่างรวดเร็วจนเกินที่จะเยียวยาได้...และพ่อท่านถึงแก่มรณภาพละสังขารลงที่เมืองสงขลา ในปี ๒๔๙๑...วาระที่นำศพพ่อท่านมาถึงบ้านเชิงแสนั้น แม่เล่าให้ผมฟังว่า ชาวเชิงแสเศร้าโศกสลดกันทั้งบ้าน...เนื่องเพราะ..."ต้นโพธิ์ใหญ่แห่งบ้านเชิงแสล้มเสียแล้ว"...แม่เล่าผมอย่างนั้น
     ภายใต้การนำของช่างหลง งานศิลป์ด้านสถาปัตยกรรมของบรรพชนคนเชิงแสดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงในเจตนารมณ์ของพ่อท่านเมฆแห่งวัดเชิงแสใต้ จนงานลุล่วงสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ความงามที่พึงกล่าวถึงอย่างยิ่งมี ๒ อย่าง คือ ศิลปะปูนปั้นพระอิศวรทรงช้างเอราวัณอันงดงามที่หน้าบันของอุโบสถ และงานประดับกระเบื้องเคลือบที่สวยงามที่พื้นภายในพระอุโบสถ แม้กาลเวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่ความงามของงานศิลปะดังกล่าวก็ยังคงอยู่
     ผมกล่าวถึงงานศิลปะของชาวเชิงแสเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมมาแล้ว ต่อไปจะกล่าวถึงด้านวรรณกรรม ซึ่งอันที่จริงก็ได้เขียนเนื้อหาไว้แล้วในบท "เชิงศิลป์ เชิงกวี ที่เชิงแส" ดังนั้น บทนี้จึงนำภาพมาให้ชม และจะอธิบายประกอบภาพแทนการบรรยายเรื่องราว ภาพที่จะนำมาให้ชมนั้นประกอบด้วย ๑.ภาพหนังสือบุดเรื่องสินนุราชคำกาพย์ ๒.ภาพหนังสือบุดเรื่องโสนน้อย และ ๓.ภาพหนังสือบุดเรื่องมโหสถ ซึ่งวรรณกรรมดังกล่าวข้างต้นเป็นภูมิปัญญาทางวรรณกรรมของชาวเชิงแส ที่เก็บรักษาไว้ที่วัดหัวนอนหรือวัดเชิงแสใต้มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

(หนังสือบุดขาวเรื่อง "สินนุราชคำกาพย์" ฉบับวัดเชิงแสใต้ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓)

(หน้าปลายของสินนุราชคำกาพย์ ผู้แต่งขอให้ผู้ที่อ่านหนังสืออย่าทำให้หนังสือเสียหาย)

(เนื้อเรื่องของสินนุราชคำกาพย์)

(หนังสือบุดขาวเรื่องพระมโหสถฉบับวัดเชิงแสใต้)

     ขณะนี้ผมพบข้อเขียนเรื่องราวพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์เรื่องหนึ่ง ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ ผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิต ประเภทประวัติศาสตร์ และเป็นชาวระโนดคนแรกที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา ท่านคือ ราชบัณฑิตณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ท่านณัฐวุฒิเกิดเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๖๑ ที่ริมคลองบ้านน้ำโอ ตำบลโรง ท่านเป็นบุตรของคุณปู่รัง เกื้อหนุน และคุณย่าสาย สุทธิสงคราม ราชบัณฑิตณัฐวุฒิบันทึกไว้ในหนังสือ "ระโนดสังสรรค์" ว่า..."ตำบลเชิงแสนั้นเป็นตำบลใหญ่ คำว่าเชิงแสแปลว่าอะไรยากที่จะแปล มีคำเขมรปนเข้ามา คำว่า "เชิง" ภาษาเขมรแปลว่า เท้า หรือ ตีน ส่วนคำว่า "แส" แปลว่า สะสางที่นาหรือที่ดิน ที่ตำบลนี้มีคนจีนมาตั้งรกรากอยู่ก่อนตั้งกิ่งอำเภอระโนด ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนจีนมาตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลเชิงแสนี้คงจะเป็นในสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ...อนึ่ง,ตำบลเชิงแสเป็นตำบลใหญ่ มีประชากรหนาแน่น เป็นแหล่งแห่งความเจริญของบ้านเมือง เคยมีกำนันเป็น "ขุนอารักษ์เชิงแส" คล้องจองกับ ขุนสุนทรวัดสน ขุนชุมพลพิทักษ์ แล้วจึงมาถึง ขุนอารักษ์เชิงแส ข้าพเจ้าเรียนหนังสือชั้นประถมที่วัดโรง แต่เวลาสอบไล่ ต้องเดินทางไปสอบไล่ที่โรงเรียนประชาบาลที่วัดเชิงแสทุกปี ต้องเดินทางไปนอนค้างอ้างแรมอยู่ที่วัดเชิงแสใต้ ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านพุทธศาสนา ที่บ้านของข้าพเจ้าที่กรุงเทพมหานครเวลานี้ มีอัฐิของพ่อท่านเมฆ วัดเชิงแส และอัฐิพ่อท่านยอด วัดโรง ไว้สักการะบูชา เพราะท่านเกี่ยวกับการสอบและการอุปสมบทของข้าพเจ้า..."
     (อนึ่ง ท่านที่สนใจเรื่องราวของ ฮีโร่ ทั้งหลาย เช่น ฮีโร่ป๊อบคอร์น นั้น ใคร่แจ้งให้ทราบว่า ที่บ้านเชิงแสบ้านเกิดผม มีฮีโร่เกิดขึ้นนานแล้ว ในนามของ "ฮีโร่ก๋งสุย" ซึ่งสร้างวีรกรรมได้อย่างห้าวหาญ และหวาดเสียวกว่าทุกฮีโร่ สนใจเรื่องนี้ให้เปิดไปอ่านที่ท้ายบทที่ ๗ เสือลาทุ่ง...)

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๙ กำแพงบุญ จารึกสังฆคุณสองแผ่นดิน


บทที่ ๙ "กำแพงบุญ จารึกสังฆคุณสองแผ่นดิน"

     ...เดือนนี้ พฤษภาคม ๒๕๖๐ blogger แจ้งจำนวนผู้อ่านบทที่ ๙ "กำแพงบุญฯ " ว่ามีการอ่านแต่ละวันประมาณ ๑๐ ครั้ง.ผมขอบคุณทุกท่านที่สนใจอ่านเรื่องราวของวัดกลาง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอยู่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ไม่น่าเชื่อว่าชุมชนเล็กๆ อย่างบ้านเชิงแสจะรักษาไว้ได้อย่างรู้คุณค่า ในขณะที่ที่ในเมืองหลายที่บุกรุกครอบครองวัดเก่าไปเป็นจำนวนมาก.ความดีของชาวเชิงแสนี้ ทำให้ผมคิดถึงคำของพ่อ ที่พูดอย่างภูมิใจว่า "คนเชิงแสมีดี ไม่อย่างนั้นคงรักษาวัดทั้งสามวัดไว้ไม่ได้"...ผมยังจำคำพ่อได้จนถึงทุกวันนี้./.../

    ๐ เดิมที่บ้านเชิงแสมีวัดทั้งหมด ๕ วัด. แต่เมื่อ "วัดทเยา" และบ้านเชิงแสที่อยู่กลางทุ่งนาต้องสลายลง และเมื่อ "วัดรักษ์" ที่ตั้งอยู่ใกล้ปากสระโพธิ์ หมดสภาพไป.ทุกวันนี้ที่เชิงแสจึงมีวัดเพียงสามวัด คือ "วัดเชิงแสะพระครูเอก" , "วัดกลาง" , และ "วัดเชิงแสะหัวนอน" แม้วัดทั้งสามนี้มีเขตวัดที่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็มีเพียงวัดกลางเท่านั้นที่มีกำแพงวัดล้อมรอบทุกด้าน กำแพงวัดกลางเกิดจากแรงศรัทธาของชาวพุทธ ๒ ประเทศ คือชาวพุทธที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และชาวพุทธที่อาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ภายใต้สังฆคุณสังฆบารมีของพระเดชพระคุณชาวเชิงแสที่ชื่อ "พ่อท่านรื่น โชติรโส" หรือสมณทินนามหนึ่งว่า "พระครูวิบูลย์ปรีชาญาณ" ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุบาลิง(ป่าลิไลยก์)เจ้าคณะอำเภอบาลิง(Baling) รัฐไทรบุรี(เคดะห์,Kadah) ประเทศมาเลเซีย...+++..."พ่อท่านรื่น" ท่านเกิดเมื่อประมาณปี ๒๔๔๕ ที่บ้านเชิงแสซึ่งเรียกชุมชนบ้านเกิดของท่านบริเวณนั้นว่า "บ้านปากสระโพธิ์" หมู่ที่ ๓ ตำบลเชิงแส อำเภอระโนด โยมบิดาและโยมมารดาของท่านเป็นคนเชื้อสายจีน มีที่นาอยู่ทางด้านทิศใต้ของสระโพธิ์ พ่อท่านท่านบวชเรียนแล้วได้พำนักอยู่ที่วัดกลางหลายพรรษาท่านจึงเป็นลูกศิษย์ของพ่อท่านเขียวเจ้าอาวาสวัดกลางผู้เก่งกล้าด้านโอสถหยูกยาและวิชาเข้าญาณนั่นเอง พ่อท่านรื่นใฝ่ในการศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราช จนสำเร็จวิชาด้านศาสนาและบาลีถึงระดับที่เป็นอาจารย์สั่งสอนพระเณรได้ เมื่อท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุไปเรียนหนังสือที่นครศรีธรรมราชในปี ๒๔๗๔ ท่านเจ้าคุณได้เป็นศิษย์ของพ่อท่านรื่นด้วยได้รับการถ่ายทอดความรู้จากพ่อท่านรื่นที่สำนักเรียนวัดสระเรียงเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นในปลายปี ๒๔๗๕ ถึงเดือนมกราคม ๒๔๗๖ ท่านเจ้าคุณปัญญาและแปะหลวงขิ้มของผมได้ร่วมคณะของพระโลกนาถเดินทางเดินเท้าไปยังประเทศอินเดีย ดังที่ผมได้เล่าไว้แล้วในบทที่ ๑ ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๔๗๗ พ่อท่านรื่นเดินทางจาริกไปพำนักเผยแพร่พระธรรมที่ประเทศมาเลเซีย ด้วยความรู้กับความดีและสมณปฏิปทาวาจานุ่มนวลท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของคนในมาเลเซียทั้งเชื้อสายไทยและเชื้อสายจีน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้เป็นพระสังฆาธิการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุบาลิง และได้เป็นเจ้าคณะอำเภอบาลิง ระหว่างนั้นพ่อท่านรื่นท่านไม่ลืมภูมิสถานประเทศบ้านเก่าที่เป็นถิ่นกำเนิดชาติภูมิ ท่านจึงได้พัฒนาวัดในประเทศไทยอย่างน้อย ๓ วัด คือ ได้สร้างวิหาร เสนาสนะ และก่อสร้างกำแพงรอบวัดกลางที่เชิงแสบ้านเกิดของท่าน สร้างศาลาการเปรียญให้วัดราษฎร์เจริญ นครศรีธรรมราช และในปี ๒๔๘๔ ท่านได้เป็นกำลังสำคัญเป็นประธานในการสร้างอุโบสถวัดมาลาประชาสรรค์ ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา...+++๐.พ่อท่านรื่นมรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘..++๐..ในงานศพของท่านมีพระสงฆ์กับพุทธสาสนิกชาวเชิงแส ชาวสงขลา ชาวนครศรีธรรมราช และชาวยะลาไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก ท่านเจ้าคุณปัญญานันทนภิกขุก็ไปร่วมงานด้วย และได้แสดงปาฐกถาธรรมถวายพ่อท่านซึ่งเป็นพระอาจารย์ พระราชปริยัติโกศล(สเถียร ฉันทโก)เจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร์ กรุงเทพฯ ให้ความเมตตาเล่าให้ผมฟังว่า..."พ่อท่านสิ้นตอนเราจำวัดอยู่ที่สงขลา เราได้ไปงานศพของพ่อท่าน หลวงพ่อปัญญาได้แสดงปาฐกถาธรรมในงานนี้ พ่อท่านรื่นเป็นที่เคารพของคนมาเลย์มากจริงๆ ท่านพูดเพราะ และนอกเหนือจากวิชาการด้านธรรมะแล้ว ท่านมีวิชาอีกวิชาหนึ่ง คือ ทำด้ายผูกข้อมือ"

(พระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดรพระธาตุบาลิง มาเลเซีย)

     บาลิง(Baling)เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐไทรบุรีหรือเคดะห์(Kadah)ประเทศมาเลเซีย ห่างจากอำเภอเบตง ๑๔ กิโลเมตร คือจากด่านชายแดนของไทยที่เบตงไป ๗ กิโลเมตร จะถึงโกระ ต่อไปอีกระยะทางเท่ากันก็ถึงบาลิง ในสมัยอยุธยาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พื้นที่แถบนี้อยู่ภายใต้การปกครองของไทย ก่อนท่ี่พ่อท่านรื่นจะไปพำนักอยู่ที่วัดพระธาตุบาลิงนั้น ที่บาลิงมีคนมาเลเซียเชื้อสายสยามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันที่ในเขตของรัฐไทรบุรีก็มีชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยอยู่ถึงประมาณ ๒๖,๐๐๐ คน มีวัด ๓๔ วัด และสำนักสงฆ์ ๘ แห่ง อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่พ่อท่านไปอยู่ที่บาลิง สภาพการทางการเมืองในมาเลเซียเกิดความไม่สงบอยู่หลายช่วง เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองมาเลเซียและได้สู้รบกับอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์มลายาภายใต้การนำของ "จีน เปง"(อึ้ง บุ้นฮั้ว, Ong Boon Hua)หรืออีกชื่อหนึ่งว่า "เฉิน ผิง" ที่เคยช่วยเหลืออังกฤษ ได้ตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้น ๑๒,๐๐๐ คน (๑๒ กรม)สู้รบกับอังกฤษผู้ปกครอง จนกระทั่งถึงปี ๒๔๙๘ ในวันที่ ๒๘ และ ๒๙ ธันวาคม จึงได้มีการเจรจาทางการเมืองขึ้นที่บาลิง เรียกว่า "Baling Talks 1955" อันเป็นการเจรจาระหว่าง จีนเปง ฝ่ายหนึ่ง และ ตวนกู อับดุล เราะมาน (Tun Abdul Rahman) มุขมนตรีของมาเลเซีย อีกฝ่ายหนึ่ง และมี David Marshall เข้าร่วมด้วย แต่การเจรจาล้มเหลว เมื่อการเจรจาที่บาลิงล้มเหลว เนื่องจากข้อเสนอของจีนเปงที่จะให้พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฎหมายได้รับการปฏิเสธ พรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่มี จีน เปง เป็นเลขาธิการก็ถูกทางการอังกฤษและมลายาปราบปรามหนักขึ้นจนพ่ายแพ้แทบทุกพื้นที่ กองกำลังที่เหลืออยู่เพียง ๓ กรม ต้องหนีมารวมอยู่ตามแนวชายแดนไทย กองกำลังนี้เราเรียกกันว่า "โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา" ชื่อย่อว่า "จ ค ม." ภาษาอังกฤษว่า "CPM" จีนเปงและกองกำลังกลับเข้าป่าและต่อสู้กับทางการต่อ แต่ตัวของจีนเปงนั้นได้ไปอยู่ที่กวางโจวของจีน ได้จัดรายการทางวิทยุชื่อ "เสียงแห่งการปฏิวัติมลายา" ผมขอสรุปว่า ต่อมาวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๒ จีนเปงและทางการมาเลเซียตกลงหยุดการสู้รบกัน โดยทำสัญญาที่โรงแรมลีการ์เดน หาดใหญ่ สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาจำนวนมากได้รับอนุญาตจากไทยให้มาอยู่อาศัยในเขตประเทศไทย ส่วนจีนเปงนั้นมาเลเซียไม่อนุญาตให้กลับประเทศมาเลเซียบ้านเกิด จึงต้องมาอยู่ที่ประเทศไทย และเสียชีวิตในปีนี้เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ ที่กรุงเทพฯ ศพบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจที่วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ...+++...กลับมาที่เรื่องของพ่อท่านรื่นต่อนะครับ

(หอนาฬิกาอิสระภาพประจำอำเภอบาลิง)


(ย่านธุรกิจกลางเมืองบาลิง)

     ในการเดินทางไปยังบาลิงนั้น ผมเข้าใจว่าพ่อท่านเดินทางโดยทางรถไฟจากอำเภอหาดใหญ่ไปยังอลอร์ สตาร์ เมืองหลวงรัฐไทรบุรี ก่อน จากนั้นจึงเดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าสู่อำเภอบาลิง ที่ผมเข้าใจเช่นนี้ก็เนื่องจากในชั้นที่พระราชปริยัติโกศลไปงานศพของพ่อท่าน ท่านเจ้าคุณและชาวเชิงแสเดินทางโดยใช้เส้นทางเดียวกันดังที่ผมกล่าวถึง ยุคแรกที่พ่อท่านรื่นไปพำนักที่บาลิงนั้น อำเภอนี้ยังไม่เจริญนัก ยังไม่มีทั้งไฟฟ้าและประปาใช้ อีกทั้งเป็นพื้นที่ห่างไกล และหลังจากนั้นก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต่อมาหลังสงครามก็อยู่ในการประกาศภาวะอัยการศึกของทางการอังกฤษ เพราะยังมีการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์มลายากับทางการของอังกฤษและมาเลเซีย แต่สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พ่อท่านรื่นซึ่งได้รับการยกย่องนับถือมาก สามารถสร้างวัดพระธาตุบาลิงขึ้นรุ่งเรืองมี ๓ ประการ คือ ๑.ที่อำเภอบาลิงมีคนไทยและคนจีนอยู่เป็นจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้ต่างนับถือพุทธศาสนา และโดยเฉพาะคนที่มีเชื้อสายไทยนั้น แม้จะอยู่ในมาเลเซียก็ยังพูดภาษาไทยและรักษาขนบประเพณีเดิมไว้ เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง ๒.อำเภอบาลิงตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเบตงของไทย การไปมาหาสู่ติดต่อกันไม่ลำบากยากนัก ทำให้พ่อท่านเดินทางมาเผยแพร่ธรรมะในเขตไทยได้ จึงมีผู้คนสองทั้งประเทศให้ความศรัทธาท่าน และประการที่ ๓. ซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ พ่อท่านรื่นเป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม มีความรู้ดี มีเมตตากรุณา อีกทั้งท่านไม่ละทิ้งการพัฒนาวัดเดิมในประเทศไทยที่เคยพำนัก ความดีงามเหล่านี้เป็นปัจจัยหนุนส่งให้พ่อท่านได้รับความศรัทธาเป็นอย่างมาก......++++...ที่กล่าวนี้สังเกตได้จากการที่มีผู้ศรัทธาสร้างพระรูปบูชา เหรียญบูชา และเหรียญเสมา ในชื่อ "พระวิบูลย์ปรีชาญาณ(หลวงพ่อรื่น)" ไว้เป็นที่บูชาเคารพ ซึ่งในปัจจุบันทั้งพระบูชาและเหรียญทั้งสองแบบเป็นสิ่งที่หายากมาก โดยเฉพาะชาวพุทธมาเลเซียเชื้อสายไทยนั้นผู้ใดมีไว้แล้ว ก็จะไม่ยอมปล่อยให้ใครเช่าต่อเลย...เกี่ยวกับของบูชานี้ มีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรกล่าวไว้ด้วย นั่นคือ "ผ้ายันต์พ่อท่านรื่น" ผ้ายันต์นี้พ่อท่านจัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒ เพื่อมอบให้แก่ผู้ศรัทธาร่วมสร้างศาลาการเปรียญของวัดราษฎร์เจริญ นครศรีธรรมราช โดยพ่อท่านเขียนคาถาอันเป็นวิชาอาคมของชาวเชิงแสบ้านเกิดท่านกำกับไว้ เช่น คาถาอาคมของชาวเชิงแสที่ว่า "พุทธัง คลาดแคล้ว พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ปิติปิโส ภควา . ธัมมัง คลาดแคล้ว พระธรรมเกิดแล้ว ปิติปิโส ภควา .สังฆัง คลาดแคล้ว พระสงฆ์เกิดแล้ว ปิติปิโส ภควา..."

(รูปเหมือนพระครูวิบูลย์ปรีชาญาณเจ้าอาวาสวัดพระธาตุบาลิง)


(เหรียญบูชารูปพระครูวิบูลย์ปรีชาญาณ)


(ผ้ายันต์โบราณของพระครูวิบูลย์ปรชาญาณจัดพิมพ์ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒)

     ขอกล่าวเจาะจงเฉพาะที่วัดพระธาตุบาลิงซึ่งพ่อท่านรื่นเป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะอำเภอไว้ ณ ที่นี้ พอสังเขป ว่า วัดพระธาตุบาลิงตั้งอยู่ริมน้ำในบริเวณตัวอำเภอบาลิง ชั้นแรกที่พ่อท่านไปพำนักนั้นอุโบสถของวัดยังเป็นอุโบสถไม้ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานขนาดใหญ่งดงามด้วยพุทธลักษณะกึ่งทรงเครื่อง ที่แปลกมากคือองค์พระพุทธรูปนั้นเป็นสีเขียวมรกต ที่วัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควร แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา เมื่อพ่อท่านสิ้นบุญแล้ว ท่านเจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นพระที่ตาบอด แต่ท่านมีความสามารถมาก สามารถท่องปาติโมกข์ได้ และมีความรู้แตกฉานในข้อธรรมของพระศาสนา ปัจจุบันนี้มีชาวไทยและชาวจีนมาเลเซียเป็นจำนวนมากมีความศรัทธาวัดพระธาตุบาลิง สังเกตได้จากมีงานเขียนภาษาอังกฤษหลายชิ้นกล่าวถึงวัดนี้อย่างชื่นชม

     เมื่อพระครูวิบูลย์ปรีชาญาณ หรือ พ่อท่านรื่น ได้รับความศรัทธาเคารพจากพุทธสาสนิกมากขึ้นแล้ว ท่านได้ระลึกถึงบ้านเชิงแสบ้านเกิดของท่าน จึงได้รวบรวมปัจจัยทุนรอนมาพัฒนาวัดกลางของบ้านเชิงแส ท่านได้บูรณะวิหารและก่อสร้างที่พักสงฆ์ขึ้นหลายหลัง แต่ที่ตรึงอยู่ในความประทับใจของผม ก็คือ กำแพงทุกด้านรอบวัดกลาง กำแพงนี้เดิมเป็นกำแพงสูงเกินหัวเด็กอย่างผม ทุกช่วงของกำแพงมีปูนปั้นเป็นรูปดอกบัว และผนังกำแพงด้านบนเขียนข้อความจารึกชื่อและที่อยู่ของผู้ออกทุนกับจำนวนปัจจัยก่อสร้างไว้ทุกช่วง ผมชอบอ่านมาก เดินอ่่านไปรอบๆ แต่ที่สะดุดใจและไม่เข้าใจคือเมื่ออ่านถึงจารึกข้อความที่เขียนว่า "บาลิง ไทรบุรี" ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตั้งอยู่ที่ไหน และก็แปลกที่ผมไม่เคยถามใครเลย ไม่เคยแม้แต่จะถามพ่อแม่ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนโตเป็นผู้ใหญ่ จนได้มีโอกาสค้นคว้าประวัติของพ่อท่านรื่น และอำเภอบาลิง รัฐเคดะห์ (ไทรบุรี) จึงนำมาเขียนให้ทุกท่านได้อ่านกันขณะนี้...เกี่ยวกับวัดกลางบ้านเชิงแสนี้ยายของผมเล่าให้ผมฟังว่า ผู้สร้างวัดกลางเป็นผู้หญิงชื่อนางทองจัน เมื่อสร้างวัดเสร็จก็สร้างพระพุทธรูปเป็นแถวไว้ที่วัด ที่เศียรพระองค์หนึ่งนั้น นางได้บรรจุทองคำไว้ ต่อมามีโจรขโมยทองโดยทุบเศียรพระเสียทุกองค์ ยายเล่าเป็นคำกลอนว่า "วัดกลาง วัดนางทองจัน ทองสามแม่ขัน อยู่หัวเรียงราย"...เมื่อผมค้นคว้าพบแผนที่วัดกลางที่เขียนไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ผมดีใจมากจึงได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ขอถ่ายภาพตัวผมกับแผนที่วัดกลางไว้เป็นที่ระลึกด้วยความดีใจและความสุขที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต และด้วยความคิดถึงยาย เพราะยายของผมตั้งศพทำบุญและฌาปนกิจที่วัดนี้ ขณะนั้นมีพ่อท่านส้มเป็นเจ้าอาวาส นัยว่าพ่อท่านส้มนั้นเป็นญาติกับยาย เป็นญาติกันทางสายไหนผมไม่ได้ถามใครไว้เลย น่าเสียดายมากที่ไม่มีข้อมูลมากไปกว่านี้

     ผมได้เกริ่นไว้บ้างแล้วถึง "พ่อท่านเขียว" เจ้าอาวาสวัดกลาง เชิงแส จึงขอเล่าถึงพ่อท่านเขียวไว้เสียด้วย ว่า พ่อท่านเขียวพระคุณเจ้ารูปนี้ เป็นพระที่มีอาวุโสกว่าพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์แห่งวัดเชิงแสใต้ พ่อท่านเมฆจึงเรียกพ่อท่านเขียวว่า "หลวงพี่" (และพ่อท่านเมฆก็เรียกพ่อท่านเจียมแห่งวัดเอกว่า หลวงพี่ เช่นกัน) พ่อท่านเขียวนั้นท่านมีความรู้ด้านโอสถหยูกยา เมื่อผมไปวัดกลางกับแม่ ก็จะเห็นครกบดยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่ใกล้ประตูทางขึ้นโรงครัว ผมชอบดูมากชอบตรงที่รางบดยาข้างล่างนั้นรูปร่างเหมือนเรือ นอกจากจะมีวิชายาโอสถแล้ว พระราชปริยัติโกศลเล่าให้ผมฟังว่า "พ่อท่านเขียวท่านมีญาณแก่กล้า ถ่ายรูปไม่ติด เคยให้ช่างภาพจากระโนดมาถ่ายภาพท่านก็ถ่ายไม่ได้ ไม่ติดภาพ นอกจากจะเก่งทางยาแล้ว ท่านยังจับยามสามตาแม่น รู้ว่าอะไรจะเกิดที่ไหน มีอยู่คราวหนึ่ง คนร้ายลักวัวของวัดตัวที่ชื่อว่า "ไอ้ลายนาขอ" แล้วนำไปฆ่า ท่านนั่งทางในก็บอกได้ว่า หัววัวถูกนำไปซ่อนไว้ที่ไหน พ่อท่านเขียวนั่งวิปัสนาทุกคืน เมื่อนั่งเสร็จแล้วตอนเที่ยงคืนท่านจะเดินออกมาที่หน้ากุฏิ แล้วพูดว่า อืม. ท่านเป็นคนร่างใหญ่ เป็นพระที่เคร่งมาก


(กำแพงวัดเชิงแสกลางที่พ่อท่านรื่นได้มีจิตศรัทธาสร้างไว้ ในภาพจะเห็นชื่อของชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยและจำนวนเงินที่บริจาค)

     วัดกลางแห่งบ้านเชิงแสให้ความรู้สึกร่มเย็นแก่ตัวผมมาก ผมจึงจำภาพความเป็นไปที่วัดนี้ได้หลายอย่าง ดังจะได้เล่าต่อไป อย่างน้อยก็สักสามสี่เรื่อง คือ ๑.เรื่องพระนอนและพระพุทธรูปรายรอบวิหาร ๒.เรื่อง ต้นโพธิ์ ต้นเนียน ไม้ใหญ่ในวัดกลาง ๓.เรื่อง ความงามของหมู่ที่พำนักสงฆ์ และเรื่องที่ ๔.ซึ่งหากไม่เล่าแล้ว "เชิงแสบ้านแม่ฯ" บทนี้จะไม่สมบูรณ์ นั่นก็คือ เรื่องของ "ลุงหลง" ...เริ่มจากเรื่องที่ ๑.+++. นับเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของวัดกลางที่ต่างจากวัดเอกและวัดเชิงแสใต้ กับรวมถึงวัดอื่นๆในแถบนี้ เพราะการมีพระนอนนั้นที่วัดแถบอำเภอระโนดด้านทะเลสาบผมยังนึกไม่ออกว่าที่วัดไหนมีพระนอน ผู้ศรัทธาในการสร้างพระนอนวัดกลางเกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๑๗ ขณะนั้นผมยังเรียนชั้นประถมอยู่ที่โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์) จำได้ว่าหลังเลิกเรียนแล้วผมจะมาที่ศาลารายด้านบริเวณด้านหลังวิหาร มาดูการสร้างพระ มาบ่อยมาก จำช่างปั้นคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุประมาณ ๕๐ ปี ร่างผอมๆ ได้ ระหว่างที่มีการสร้างพระนอน ก็มีช่างปั้นอีกกลุ่มหนึ่งสร้างพระพุทธรูปเรียงรายเป็นแถวรอบศาลาราย แต่เมื่อถึงบริเวณด้านเหนือสุดตรงประตูทางเข้าแทนที่จะเป็นพระพุทธรูป ช่างกลับปั้นเป็นรูปฤาษีหนึ่งท่านไว้แทน ผมและพวกเด็กๆ ชอบดูมาก โดยเฉพาะชอบดูเคราที่คางฤาษี มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ดูการสร้างพระอยู่นั้น เพื่อนคนหนึ่งปีนขึ้นไปที่หน้าต่างวิหารบริเวณด้านหลังพระพุทธรูปประธาน แล้วมาบอกกันว่ามีคนนอนตายอยู่ที่หลังพระประธาน จีวรพระคลุมอยู่ ผมก็ปีนขึ้นไปดู...เห็นแล้วตกใจมาก เหมือนศพที่ถูกคลุมไว้ด้วยจีวรจริงๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ศพหรอก เป็นเพียงดอกไม้ประดิษฐ์บูชาพระที่คลุมไว้ด้วยจีวร ดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้เป็นดอกไม้ที่นำมาวางไว้เป็นแถวหลังพระประธาน บางแจกันก็สูงบางแจกันก็ต่ำ แต่เมื่อนำมาเรียงกันเป็นแถวติดกันด้านที่เป็นแจกันต่ำดูเหมือนเป็นหัว ต่อมาเป็นแจกันสูงหลายใบเรียงชิดกันเหมือนลำตัว ส่วนที่เป็นขานั้นก็เป็นแจกันหลายใบเช่นกัน เมื่อคลุมไว้ด้วยจีวรจึงเหมือนคนตายนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาด้านหลังพระประธาน...+++...ทั้งพระนอนและพระพุทธรูปรอบศาลารายเป็นพุทธศิลป์ที่งดงามมาก และน่าโน้มใจกายถวายเคารพกราบไหว้บูชาจริงๆ

     เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องไม้ใหญ่ในวัดกลาง ผมขอเริ่มจากไม้ที่หายากก่อน นั่นคือ "ต้นเนียน"...ต้นเนียนที่บ้านเชิงแสนี้ เท่าที่ผมจำได้มีอยู่ ๓ ต้น คือ ต้นที่ขึ้นบริเวณในป่าด้านทิศใต้ของบ้านเชิงแสหัวนอน ต้นหนึ่ง เนียนในป่าต้นนี้เพื่อนเคยนำลูกเนียนมาแบ่งกันกินที่โรงเรียน เพื่อนคนนี้ถ้าจำไม่ผิดคือเพื่อนที่ชื่อ จรัล ชูไทย ซึ่งมีบ้านอยู่ที่ "ในป่า" ทิศใต้ของหมู่บ้าน ขณะนี้พื้นที่ที่ผมเรียกว่า "ในป่า" นั้นเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการอำเภอกระแสสินธุ์ คุณน้าเอื้อมและน้าหีดพ่อและแม่ของจรัลได้ร่วมบริจาคที่ดินให้ทางราชการเพื่อตั้งเป็นศูนย์ราชการของอำเภอ ถึง ๘ ไร่ ผมจึงต้องบันทึกความดีของน้าทั้งสองไว้ ต้นเนียนอีกต้นหนึ่งที่เชิงแสเป็นต้นเนียนซึ่งขึ้นอยู่ที่กลางหมู่บ้าน เมื่อมีการทำถนนครั้งแรกของบ้านเชิงแส ต้นเนียนกลางบ้านก็ยังคงมีอยู่ เพราะเขตถนนกินไปไม่ถึงต้นเนียนต้นนี้ จำได้ว่าเนียนต้นกลางบ้านนี้สูงมาก ครั้งหนึ่งผมเดินผ่านพบลูกเนียนสุกตกอยู่ที่ใต้ต้น จึงนำมากินอย่างอร่อย ลูกเนียนนั้นมีลักษณะรีผิวเกลี้ยง โตกว่าหัวแม่มือไม่มากนัก ถึงสุกแล้วผิวก็ยังออกเขียว หากนึกไม่ออกว่าลูกเนียนคล้ายผลไม้ชนิดใด ก็ขอให้นึกภาพของผลกีวี แต่ลูกเนียนเล็กกว่าประมาณหนึ่งในสี่ ... ต้นเนียนต้นที่สามในความจำของผม ก็คือ ต้นเนียนที่วัดกลาง ต้นเนียนต้นนี้ขึ้นอยู่ที่บริิเวณใกล้กำแพงด้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ นับว่าเป็นต้นเนียนโบราณ นับถึงวันนี้อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี แล้ว ผมไม่เคยเห็นลูกเนียนจากต้นเนียนต้นดังกล่าว แต่โคนต้นเนียนนี้เคยให้ผมได้พึ่งพิง คือว่า เช้าวันหนึ่งผมไปโรงเรียนสาย จึงไปหลบอยู่ที่โคนต้นเนียนเพราะอายชาวบ้านกลัวใครจะเห็นเข้า ครั้นเห็นธงชาติที่โรงเรียนขึ้นสู่ยอดเสาแล้ว ผมจึงเดินออกมาจากโคนต้นเนียน แต่พอเริ่มย่างเดินออกมาเท่านั้น ก็พบครูท่านหนึ่งเข้า ครูท่านนี้จึงบอกว่า "วันนี้ครูกับเธอไปโรงเรียนสายเหมือนกัน"...นอกจากต้นเนียนแล้ว ไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งที่วัดกลาง คือ "ต้นโพธิ์" ต้นที่ขึ้นอยูที่ริมศาลารายด้านทิศเหนือ ที่พิเศษสำหรับผมก็เพราะผมสังเกตว่า ความที่ต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นไม้ใหญ่ จึงมีไม้เถาอื่นได้อาศัย ไม้เถาที่อาศัยต้นโพธิ์นี้ มีลักษณะเหมือนงูเขียว เรียกว่าเถาอะไรก็ไม่รู้ ที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งคือที่ใกล้ต้นโพธิ์เป็นลานหญ้ากว้างใหญ่ เป็นที่หนังฉายล้อมผ้ามาเปิดการฉาย เจ้าของภาพยนตร์ที่นำมาฉายนั้น เป็นชาวระโนด บ้านตลาดตก ชื่อว่า "นัน" เรียกกันว่า "หนังนัน" คุณนันเป็นทั้งเจ้าของหนังและคนพากษ์หนัง เมื่อปี ๒๕๑๕ ผมได้ดูหนังฉายของคุณนันเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง "เสือขาว" ที่นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์...ที่วัดกลางนี้ยังมีต้นโพธิ์อีกต้นหนึ่ง ไม่ใช่ต้นใหญ่แต่ว่าเป็นต้นโพธิ์สูง ขึ้นอยู่ที่บริเวณใกล้ประตูทางทิศใต้ ต้นโพธิ์ต้นนี้แปลกตรงที่ว่ามีครั่งที่กิ่งโพธิ์ หลังเลิกเรียนผมและเพื่อนๆ เดินกลับบ้าน เมื่อผ่านใต้ต้นโพธิ์ก็ยืนแหงนมุงดูครั่งกัน เพราะเป็นของแปลกสำหรับเด็กเชิงแส นอกจากนี้ที่วัดกลางยังมีต้นสารภี ๒ ต้น คู่กัน เดินผ่านแล้วคอยแต่ให้นึกถึง "ฌ เฌอ คู่กัน" อยู่เสมอ

     เรื่องที่ ๓ สำหรับที่เกี่ยวกับวัดกลางบ้านเชิงแส ก็คือ เรื่อง "ลุงหลง" ลุงหลงเป็นชายสูงวัย รูปร่างผอมสูง แข็งแรง ลุงเป็น "คนวัด" ที่อยู่กับวัดกลางมานาน พระครูพัฒนฯ(นุ่ม กิตติวโร)แห่งวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับบ้านเกิดของลุงหลงว่า "ลุงหลงไม่ใช่คนบ้านเชิงแส น่าจะเป็นคนแถวๆปละตีนระโนด แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นคลองแดน ตะเครียะ หรือที่ไหน ลุงหลงมาอยู่ที่วัดกลางนานแล้ว จนเป็นชาวเชิงแส" ช่วงเข้าพรรษาลุงหลงเดินหิ้วปิ่นโตตามหลังพระ เมื่อพระยืนรับบาตรที่บ้าน ระหว่างที่แม่ตักบาตรนั้น ผมจะส่งถ้วยแกงให้ลุงหลง ให้ลุงเทถ่ายแกงลงปิ่นโต แต่หลังออกพรรษาแล้วที่วัดกลางมีพระน้อยลง ลุงหลงก็ทำหน้าที่สะพายบาตรและหิ้วปิ่นโตมาบิณฑบาตแทนพระ ทุกเช้าผมมีหน้าที่คอยดูลุงหลงว่าเดินมาใกล้บ้านแล้วหรือยัง ครั้นเห็นลุงหลงเดินมา ก็ร้องบอกแม่ว่า "ลุงหลงมาแล้ว ลุงหลงมาแล้ว" ให้แม่มาตักข้าวใส่บาตรลุงหลง ถึงแม้ว่าผมจะมีเรื่องราวของลุงหลงไม่มากนัก แต่มีความรู้สึกว่าผมผูกพันกับภาพของชายสูงวัยคนนี้ และอยากจะเขียนถึง อยากจะเล่าเรื่องของลุงหลงไว้ในเชิงแสบ้านแม่ฯ...คุณงามความดีที่น่าสรรเสริญยิ่งของลุงหลง ก็คือ ลุงเป็นคนขยันมาก คราวที่พ่อท่านรื่นพระครูวิบูลย์ปรีชาญาณสร้างกำแพงวัดกลางนั้น ท่านได้อาศัยเรี่ยวแรงของลุงหลงตีย่อยหินทุกวัน ภาพการทุบต่อยหินของลุงหลงเป็นที่เล่าขานให้รับรู้กัน จนกระทั่งการสร้างกำแพงวัดกลางแล้วเสร็จ

     สุดท้ายเรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องความงามของศาสนสถานอาคารและที่พักสงฆ์ ...จากประตูทางเข้าวัดด้านทิศเหนือ เมื่อเดินตรงไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เศษ ก็จะถึงกลุ่มอาคารหมู่หนึ่ง ตั้งอยู่ทางขวามือ ซึ่งประกอบด้วย ที่พำนักสงฆ์ โถงกลางอเนกประสงค์ หอฉันและโรงครัว รวมทั้งสิ้น ๔ อาคาร โดยมีทางปูนยกสูงเชื่อมถึงกัน...อาคารทั้งหมดเป็นกลุ่มอาคารไม้ใต้ถุนสูง สร้างโดยช่างฝีมือดี จึงงามและแข็งแรงคงทนอยู่จนถึงปัจจุบัน เฉพาะที่พักสงฆ์นั้นเป็นอาคารขนาดยาวหลายห้อง และน่าจะเป็นอาคารที่ยาวที่สุดของบ้านเชิงแส ซึ่งเหลืออยู่ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาเด็กวัดและครอบครัวมีการถวายภัตตาหารประจำปีที่วัดใหม่พิเรนทร์ กรุงเทพฯ หลายเสียงได้นำเสนอว่า เราควรจะเก็บกลุ่มอาคารของวัดกลางนี้ไว้ และจัดเป็น "พิพิธภัณฑ์บ้านเชิงแส"

     ก่อนจบบทนี้...เห็นควรเล่าด้วยว่า วัดกลางนั้นเป็นวัดที่โดดเด่นด้านการสงเคราะห์มาตั้งแต่ดั้งแต่เดิม ยายและแม่ผูกพันกับวัดกลางมากที่เดียว หย่อมบ้านของแม่นอกจากจะเรียกว่า "บ้านใหญ่" แล้ว ยังเรียกว่า "บ้านตกวัดกลาง" ก็ได้ ความผูกพันระหว่างยายกับวัดกลางที่เห็นได้ที่สุดก็คือ งานศพของยายจัดที่วัดกลาง ได้รับความอนุเคราะห์จากวัดกลางจนเสร็จงาน การที่วัดกลางเป็นวัดแห่งการสงเคราะห์นี้ คงสืบต่อกันมานานแล้ว อย่างน้อยก็คราครั้งที่พ่อท่านเขียวเป็นเจ้าอาวาส ด้วยความที่พ่อท่านมีวิชาด้านโอสถ วัดกลางจึงเป็นที่ปลูกสมุนไพรหลายหลากขนาน ชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วย จึงมารับการรักษาจากพ่อท่าน บัดนี้ยังเหลือเครื่องบดยาขนาดใหญ่ไว้เป็นหลักฐาน การสงเคราะห์อีกอย่างหนึ่งที่ต้องกล่าวไว้ คือ เรื่อง "ประปาบ้านเชิงแส" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๑๕ ปีนั้นพระครูประทักษ์ธรรมานุกูล(เสถียร อภิปุญโญ)เจ้าอาวาสวัดเชิงแสใต้ เจ้าคณะตำบลเชิงแส พ่อท่านเสถียรท่านได้ร่วมกับพระครูปิยสิกขการ (พระมหาพร้อม ปิยธัมโม)เจ้าอาวาสวัดหัวป้อมใน สงขลา ติต่อให้สำนักงานประปาชนบทที่ ๙ สงขลา มาจัดสร้างประปาขึ้นที่เชิงแส โดยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดกลาง เป็นสถานที่ก่อสร้าง ด้วยบารมีของพระคุณเจ้าทั้งสอง ทางการประปาจึงจัดงบประมาณมาให้ และมีการสมทบเงินทั้งของหลวง ของพระ ของชาวบ้าน รวมเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ประปาเชิงแสจึงได้ก่อเกิดขึ้น เมื่อเริ่มแรกที่มีการเจาะบ่อบาดาลที่วัดกลางนั้น เด็กๆ อย่างพวกผมได้เล่นน้ำบาดาลกันอย่างสนุกสนาน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นน้ำบาดาล การก่อสร้างถังประปาและระบบทั้งหมดแล้วเสร็จในปี ๒๔๑๖...สุดท้ายในการสงเคราะห์ของวัดกลาง คือ "การเลี้ยงน้ำชา" ที่ศาลาวัดกลาง...การเลี้ยงน้ำชาที่บ้านเชิงแสนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เรียกกันว่า "กินน้ำชา" ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่ชาวบ้านเชิงแสบางครอบครัว ได้รับความเดือดร้อนเรื่องเงินทอง ที่ต้องใช้คราวละมากๆ ไม่รู้จะไปพึ่งใคร ก็ "ออกปาก บอกเลี้ยงน้ำชา" ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน บางรายแจกบัตรด้วย ข้อความก็ประมาณว่า ..."ข้าพเจ้า...ได้รับความเดือดร้อน ขอชิญท่านร่วมดื่มน้ำชา ที่วัดกลาง..." การบอกเลี้ยงน้ำชานี้ผู้เป็นเจ้างานจะไม่ระบุจำนวนเงิน จึงเป็นการสงเคราะห์กันตามใจสมัครเอื้อเฟื้อ...เมื่อได้รับบัตรบอกแขกเลี้ยงน้ำชาดังกล่าวแล้ว ผมก็จะรอด้วยความใจจดใจจ่อ รอให้พ่อบอกว่า "งานนี้ให้บ่าวไปกินน้ำชาแทน" แล้วบ่ายวันเลี้ยง ผมก็เดินไปวัดกลางด้วยความยินดีอย่างยิ่ง "น้ำชา" สำหรับบ้านเชิงแสนั้น ไม่ได้หากินกันง่ายๆ นะครับ ไม่เหมือนน้ำหม้อที่จะชดได้ทุกวัน เจ้าภาพใช้ศาลาวัดกลางที่ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์เป็นสถานที่ตั้งเตาและหม้อต้มน้ำ เมื่อผมไปถึง เจ้าภาพก็เรียกให้ร่วมดื่ม ผมก็ไปนั่งบนศาลาจุดที่อยู่ใกล้ๆ กับที่ชงน้ำชา...ดูเจ้าภาพชงน้ำชา และยื่นถ้วยน้ำชาส่งให้ กลิ่นน้ำชาหอมกลุ่น แต่สำหรับชีวิตของเจ้าภาพแล้วในห้วงเวลาที่เดือดร้อนจนต้องบอกเลี้ยงน้ำชา คงจะไม่หอมนัก ...ดื่มน้ำชาเสร็จแล้ว เจ้าภาพก็จะถามตามมารยาทว่า "เอาเหรอยไม่?" คือจะดื่มอีกสักแก้วมั้ย? เราก็ต้องตอบตามมารยาทว่า "ไม่พรื้อ น้าหลวงเหอ เอมแล้ว" แล้วมอบเงิน ๑๐ บาทให้เจ้าภาพ

     วันนี้วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เป็นวันมาฆะบูชา ที่เชิงแส ค่ำนี้จะมีการเวียนเทียนกัน เมื่อเป็นเด็กแม่เคยนำผมมาเวียนเทียนรอบศาลาการเปรียญวิหารของวัดกลางแห่งนี้ ก่อนเวียนท่านเจ้าอาวาสนำพระสงฆ์ และชาวบ้าน ทำพิธีสวดมนต์ไหว้พระในวิหารก่อน เสร็จแล้วท่านก็นำมายืนตั้งแถวที่หน้าวิหาร และสวดมนต์สั้นๆอีกบทหนึ่ง แล้วจึงเดินนำหมู่สงฆ์และชาวบ้านเวียนเทียน ท่ามกลางแสงเทยีนและนวลแสงจันทร์ของเพ็ญมาฆะ ชาวเชิงแสจะกล่าว "คำพระ" ระหว่างที่เดินประทักษิณา เวียนขวาตามพื้นคอนกรีตไปทางด้านทิศใต้ของวิหารว่า "อรหัง สัมมา สัมพุทโธ...เป็นอัศจรรย์ น่าเลื่อมใสจริง" เด็กๆบางกลุ่มที่พิิเรน เมื่อพิธีเวียนเทียนแล้ว ก็พูดเป็นคำกลอนเพี้ยนๆ ต่อไปว่า "เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง ลุงขลิ้งใส่เกือก"


(ภาพของผม "นิกร ทัสสโร" คนเชิงแส ขณะที่วางมาดประคองภาพวาดวัดกลางซึ่งจิตรกรได้วาดไว้เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาประมาณ พ.ศ. ๒๒๒๓)

     ผมเล่าเรื่อง "เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล" มาครบ ๑ ปี กับ ๑ เดือน แล้ว ทุกบทที่เขียนนั้นขอท่านโปรดเข้าใจด้วยว่า ยังเขียนไม่จบแม้แต่บทเดียว เพียงแต่นำมาโพสต์ให้ท่านที่มีความสนใจเกี่ยวกับประวัติชุมชน ท้องถิ่น ชาติพันธ์ุ และบรรดาลูกหลานเหลนของชาวบ้านเชิงแส ตลอดจนชาวบ้านใกล้เคียง อย่างเกาะใหญ่ เขาใน โคกพระ เขารัชปูน ได้อ่านกันก่อน และตั้งใจจะเขียนไปเรื่อยๆ อีกประมาณ ๑๐ บท คงใช้เวลาประมาณ ๒ หรือ ๓ ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับประวัติของหมู่บ้านที่น่ามีมาตั้งแต่ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนนั้นแล้ว ต้องนับว่าผมใช้เวลาเขียนน้อยมากๆ แต่ก็ถือเสียว่าเป็นการจุดประกายแรกให้มีการเขียนการบันทึกถึงเรื่องราวท้องถิ่นและบ้านเกิดของตนเอง ที่ผ่านมามีผู้เข้าอ่านเข้าชมมากกว่า ๔,๗๐๐ ครั้งแล้ว ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน โดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ มีการเข้าชมจากประเทศสหรัฐอเมริกาถึง ๑๔๘ ครั้ง และมีผู้เข้าชมที่เมืองไทยอีก ๕๑ ครั้ง ...นอกจากนั้นมีคุณน้ำค้างหลานของคุณครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ โพสต์ความเห็นมา ๑ ครั้ง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก คุณครูวิทย์มีพระคุณและให้ความเมตตาผมอย่างที่สุดมาตั้งแต่ผมเป็นเด็ก คราวท่ี่ผมบวชท่านก็มาร่วมเดินเวียนพระอุโบสถด้วย หาได้ไม่ง่ายนะครับ ที่นาคคนหนึ่งจะมีครูที่สอนมาในชั้น ป.เตรียม มาร่วมงานบวช.,,.อีกสักระยะจะนำภาพพ่อท่านรื่นและภาพเมืองบาลิงมาให้ได้ชมกัน...ระหว่างนี้ขอส่งความสุขและสวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๗ แด่ท่านผู้อ่านตลอดจนมวลมหาประชาชน และมวลอนุประชาชนทุกท่าน นะครับ...ช่วงนี้ ๑๓ มกรา กำลังจะปิดกรุงเทพครับ เขาจะ "SHUTDOWN BANGKOK" ชัตดาวน์แบงค็อก กันแล้ว ส่วนที่เชิงแสบ้านผมนั้น ไม่มีชัตดาวน์แบงค็อก มีแต่ "ซัดราวหัวครก" ซัดราวโหม้งหัวครกกันครับ คือเอาเมล็ดมะม่วงหิมพานต์มาเล่นซัดราวกัน บางวันเล่นซัดราวจนลืมไล่วัวเข้าคอก ก็เป็นที่แน่นอนว่าวันนั้น ไม่ถูกดุก็ต้องถูกตี)

     ชัตดาวน์กรุงเทพฯ มาถึงวันนี้ก็มีข่าวเศร้าสุดอาลัย คุณประคอง ชูจันทร์ นักสู้จากนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกพวกขี้ขลาดลอบโยนระเบิดทำร้าย ได้เสียชีวิตแล้ว และจะตั้งศพที่วัดเทพศิรินทราวาส ขอให้ดวงวิญญาณของคุณประคองยอดนัดสู้จงไปสู่สุคติ....ส่วนมะรืนนี้วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ก็จะมีการพระราชทานเพลิงศพคุณสุทิน ธราทิน ผมตั้งใจไปร่วมงานด้วย แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็รู้ในคุณงามความดีของเขา และรู้ว่าเขาเสียสละเพื่อชาติมากกว่าผม...คนเชิงแสบ้านผมนั้นถือคติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ งานศพเป็นงานที่เจ้าภาพไม่ต้องบอก เมื่อรู้ก็ไปทำบุญ ไปร่วมงานได้ ถือไม้ฟืนกันไปป่าช้า พ่อสอนผมว่า "นึกถึงความดี ไปเผา ไปจี กัน".๐๐๐๐๐+++++....๐๐๐๐๐๐++++++/

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๘ "คุรุเมธี" ที่เชิงแส ครูของแม่และครูของผม


บทที่ ๘ "คุรุเมธี" ที่เชิงแส ครูของแม่และครูของผม



(พระเถระของบ้านเชิงแส และคณะคุณครูโรงเรียนวัดเชิงแส กับคณะกรรมการโรงเรียน ถ่ายภาพร่วมกันที่หน้าอาคาร ๒ ...ด้านขวามือของภาพ...จะเห็นรูปของคุณครูหลัก มุสิกรักษ์ ครูของแม่อยู่ในกรอบภาพถ่ายเป็นเกียรติเป็นศรีอยู่เสมอมาทุกสมัย...+++...ภาพแถวนั่ง(จากซ้าย).ครูเสรี ชุมทอง,ครูปราโมทย์ น้อยเสงี่ยม,ครูบวร วรารัตน์,พระจวง,พระครูประทักษ์ธรรมานุกูล,พระครูปิยสิกขการ,ครูเทิด จินดานาค,ครูชื่น เมืองศรี...ภาพแถวยืน(จากซ้าย)น้าจ้วน สาโรจน์,ลุงจูด สังขะบุญญา,น้ากิมจั่น ประพันธ์ ธีระกุล,ครูแอบ ศิริรักษ์,น้านิตย์ นกเพชร,แปะล่อง พรหมบรรจง,ครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์,ลุงดิษฐ์ ปิ่นทองพันธ์,น้ากำนันลิ่ม ประชา สมุทรจินดา,และลุงแมว นวลละออง)

     ผมขึ้นต้นบทที่ ๘ นี้ไว้ ด้วยคำที่ยิ่งใหญ่โดยความรู้สึกของผมจริงๆ คือผมรู้สึกว่า เมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีโอกาสได้ทำงานที่มีเกียรติและมีโอกาสได้เขียนหนังสือสำคัญหลายเล่ม เช่น หนังสือเรื่อง "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ...หนังสือเรื่อง "๘๔ พรรษา พระภูมิบาล รอยเสด็จฯ ภูมิสถาน ศาลยุติธรรม" ...เป็นบรรณาธิการหนังสือ "คุรุเมธี ธานินทร์ กรัยวิเชียร" กล่าวเฉพาะหนังสือเล่มหลังนี้ จัดทำขึ้นในวาระที่ ศ.ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี มีอายุครบ ๘๔ ปี คำว่า "คุรุเมธี" นี้ผมคิดขึ้นด้วยตัวผมเอง และติดอยู่ในใจผมอยู่ตลอด ติดอยู่ว่า ที่จริงแล้วครูของแม่และครูของผมที่บ้านเชิงแสนั้นก็นับว่าเป็นปราชญ์และปูชนียบุคคลไม่ต่างกับครูบาอาจารย์ในวงการศาล สมควรแก่เวลาแล้วไม่ใช่หรือ? ที่เด็กบ้านนอกอย่างผมจะได้เขียนถึงท่าน แต่ก็ได้แต่ "จะ" และ "จะ" อยู่อย่างนั้น ไม่ได้เขียนเสียที่ เมื่อวานนี้เองท่านอาจารย์เธียร เจริญวัฒนา โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องราชการบางอย่าง และพูดตบท้ายว่่า "ที่เชิงแสนั้นมีครูหลัก เป็นปูชนียบุคคลนะ จำได้มั้ย?." ผมตอบว่า "จำได้ครับ ท่านนามสกุล มุสิกรักษ์ ครับ บ้านท่านอยู่ที่เชิงแส ตรงที่เรียกว่า คลองคด ครูหลักเป็นครูของแม่ ส่วนครูของผมนั้นมีหลายท่าน ท่านหนึ่ง ชื่อ ครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ " ขณะนี้ทั้งครูของแม่และครูของผมไม่อยู่แล้ว.........++++++.........บทนี้จึงเป็นเรื่องครูของแม่และเรื่องครูของผม.....

     เบื้องต้น ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องครู ก็ควรต้องเริ่มที่โรงเรียนก่อน โรงเรียนของแม่และโรงเรียนของผมนั้น ชื่อ "โรงเรียนวัดเชิงแส (เมฆประดิษฐ์)" ครูของแม่คนแรกและน่าจะเป็นคนเดียวที่ต้องสอนตั้งแต่ประถม ๑ ถึงประถมปีที่ ๔ คือ คุณครูหลัก มุสิกรักษ์ ครูหลักเป็นครูคนแรกของโรงเรียนวัดแห่งนี้ ครั้นเมื่อพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์เริ่มตั้งโรงเรียนขึ้นในปี ๒๔๖๕ นั้น ท่านให้ใช้โรงธรรมของวัดเชิงแสใต้ หรืออีกชื่อหนึ่งอันเป็นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ว่า "วัดเชิงแสหัวนอน" เป็นโรงเรียนเป็นสถานที่สอนหนังสือของครูเป็นที่เรียนหนังสือของเด็ก ครั้นถึงปี ๒๔๗๙ แม่อายุได้ ๘ ปี แม่ก็ไปนั่งเรียนหนังสือในโรงธรรมแห่งนี้ ด้วยความที่พื้นโรงธรรมเป็นกระเบื้องขนาดใหญ่ขนาดแต่ละแผ่นสิบสองนิ้วคูณสิบสองนิ้ว แม่และเพื่อนๆ ทั้งหญิงทั้งชาย เช่น พระครูปิยสิกขการ (พร้อม ปิยธัมโม , ป.ธ.๔) คุณน้าเลื่อน เครือแก้ว คุณน้าจูเหี้ยง จิระโร จึงนั่งกันคนละแผ่นกระเบื้องเป็นที่นั่งเรียนหนังสือ เพราะไม่มีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ นั่นคือโรงเรียนแรกของแม่ "ครูหลัก" ท่านทุ่มเทและตั้งใจสั่งสอนนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าท่านเป็น "หลัก" ทางการศึกษาให้แก่เด็กบ้านเชิงแสสมแก่ชื่อของท่าน จึงด้วยความทุ่มเทดังกล่าวเด็กเชิงแสโดยเฉพาะเด็กหญิงเช่นแม่ที่ไม่สามารถบวชเรียนทางพระได้ จึงได้มีความรู้อ่านออกเขียนได้ แม่เรียนจบชั้นประถม ๔ จากที่นี่แล้ว ก็ถือว่าจบการศึกษาในระบบโรงเรียน ชีวิตของแม่ที่เหลือจึงเป็นชีวิตที่ต้องอาศัยบ้านเชิงแส คลองเชิงแส ทะเลสาบสงขลา และท้องนาท้องทุ่ง เป็นสถานศึกษา และเป็นที่สอนวิชาความรู้ให้แก่ผม ที่ผมจำได้ไม่ลืมเลย ก็คือ วันหนึ่งที่แม่และผมเดินตามคันนากลับบ้าน แม่สอนผมว่า เมื่อลูกเรียนจบที่โรงเรียนเชิงแสแล้ว ต้องเรียนชั้นสูงขึ้นที่ในเมืองที่สงขลา และจากนั้นก็เรียนหนังสือให้สูงขึ้นอีกที่กรุงเทพฯ ผมถามแม่ว่าคนเรียนจบที่กรุงเทพฯแล้ว เขาเรียนที่ไหนต่อ แม่ตอบผมว่า "เรียนที่เมืองนอก" ผมถามว่า "เมืองนอกพันพรื้อแม่? เมืองนอกอยูเท่ไน่?" แม่ตอบว่า "เมืองนอกอยู่ต่างประเทศ ภาษาเขาแหลงกันไม่เหมือนประเทศเรา ต้องไปทางเรือเหาะ" ที่บ้านผมไม่มีทั้งวิทยุและโทรทัศน์ แม่รู้ได้อย่างไรว่าโลกนี้มีเมืองนอก? แม่รู้ก็เพราะแม่ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเชิงแสและเพราะแม่มีครูที่ชื่อว่า "ครูหลัก มุสิกรักษ์" นั่นเอง

     กาลต่อมา โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)มีคุณครูผู้สอนสั่งเพิ่มอีกสองสามท่าน บางท่านนักเรียนและชาวบ้านก็ตั้งฉายาให้เหมือนกัน เช่น ให้ฉายาครูจ่าและครูแดงว่า ...."ครูจ่าขี้แหลง ครูแดงขี้เมา" เป็นการให้ฉายากันด้วยความเคารพตามบุคลิกอุปนิสัยของท่าน โดยมิได้มีเจตนาลบหลู่แต่อย่างใด ครูของโรงเรียนนี้เป็นครูผู้ชายทั้งนั้น จนกระทัั่งถึงปี ๒๕๑๘ จึงมีครูผู้หญิง ท่านบรรจุใหม่ มาสอนวิชาภาษาอังกฤษ คุณครูสตรีท่านนี้ ชื่อว่า "คุณครูสุพร หมานมานะ" เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ที่ผ่านมาท่านเกษียณแล้วครับ เกษียณอายุราชการที่โรงเรียนบ้านกลาง และด้วยใจอันเป็นกุศลท่านจึงได้ตั้งกองทุนขึ้นเพื่อการศึกษา ผมทราบข่าวนี้จึงได้มีโอกาสร่วมบุญด้านการศึกษากับครูสุพร ครูผู้หญิงคนแรกของผม...และหากโลกนี้สามารถของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้จริง ก็ขอให้กุศลจิตของผมคราวนี้ จงส่งผลให้นักเรียนโรงเรียนวัดเชิงแส (เมฆประดิษฐ์)โรงเรียนแห่งแรกของครู จงสำเร็จการศึกษาชั้นสูงเป็นคนดีและเป็นคนเก่งของสังคมทุกๆคน...ผมขอมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้??...คุณครูสุพรสอนวิชาภาษาอังกฤษในคราวนั้น ท่านได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประกอบการสอน คือ นำเครื่องเทปเปิดเสียงภาษาอังกฤษให้นักเรียนฟัง พวกเราตื่นเต้นกันมากทีเดียว...เมื่อคุณครูสุพรเริ่มสอนที่เชิงแสเป็นโรงเรียนแรกในวิชาชีพครูนั้น ครูอายุได้ประมาณ ๒๒ ปี เห็นจะได้ ครูเป็นสาวสวย แต่งกายด้วยชุดสวยเรียบร้อย นับได้ว่าครูเป็น "ดาวแห่งบ้านนาที่มาจากในเมือง"

     เขียนเรื่องราวของครู คุรุเมธีที่บ้านเชิงแสคราวนี้ได้ไม่มากนัก ผมมีข่าวที่น่าเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่า วันนี้ ...วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ คุณครูแอบ ศิริรักษ์ คุณครูที่สอนผมเมื่อชั้นประถม ๓ ได้จากไปแล้ว วันนี้เอง หลวงพี่ปรีชากรุณาแจ้งข่าวให้ทราบ ถือเป็นข่าวเศร้าของชาวเชิงแสครับ เมื่อปีก่อนผมกลับบ้านเพิ่งได้กราบครูมา นั่งคุยกับครูอยู่นานทีเดียว รู้สึกว่าครูยังแข็งแรงดีมากๆ ขอกราบคารวะคุณครูด้วยความอาลัยยิ่งครับ......"เทียนธรรมดวงนี้ให้แสงสว่าง ศิษย์เห็นแนวทางคุรุเมธี แม้ชีพเลือนลับดับล่วง เกียรติครูกลับช่วงเกินดวงมณี...คงคุณความดีเป็นศรีแผ่นดิน"

     ช่วงแรกของบทนี้ ผมได้กล่าวถึงคุณครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ ไว้บ้างแล้ว คุณครูวิทย์ก็นับว่าเป็นปูชนียบุคคลแห่งบ้านเชิงแสเช่นกัน ครูและแม่เกิดปีไล่เลี่ยกันและได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเชิงแสเหมือนกัน ครูวิทย์สอนหนังสือเด็กเชิงแสมาหลายสิบรุ่น บางครอบครัวครูสอนรุ่นพ่อแล้ว ถึงชั้นลูกครูก็สอนอีก เล่ากันว่า...ในบางคราวคุณครูเคยบ่นว่า ..."รุ่นพ่อก็ตอบคำถามนี้ไม่ถูก มาถึงรุ่นลูกก็ตอบข้อนี้ผิดอีก" ...ครูวิทย์ไม่ได้เป็นครูที่ทำหน้าที่สอนหนังสือเท่านั้น ในด้านการพัฒนาชุมชนครูก็เป็นผู้นำ เช่น เมื่อปี ๒๕๑๖ ครูวิทย์เป็นผู้นำในการจัดสร้างถนนสาย "สระโพธิ์ ถึง สะพานกลางบ้าน" โดยครูจัดหา หิน ทราย และรับบริจาคปูนซีเมนต์ สำหรับก่อสร้างถนนจนแล้วเสร็จ ขณะนั้นผมอายุได้ ๙ ปี แต่ก็ยังจำสภาพถนนสายนี้ได้ดี เป็นถนนสูงขนาบด้วยคูน้ำลึกทั้งสองข้างทาง หากยืนอยู่ที่หัวสะพานด้านทิศใต้ และหันหน้าไปทางทิศใต้ ไปทางสระโพธิ์ ด้านซ้ายมือที่ชายคลองเป็นที่ตั้งบ้านของครู ด้านขวามือเป็นกลุ่มกอไม้ไผ่ริมคลอง บริเวณนี้มีไผ่ขึ้นเป็นดง รากไผ่สูงจากน้ำในคลองประมาณ ๑ เมตร รากไผ่ถูกน้ำในคลองสาดซัดอยู่เสมอ จึงขาวงามตา ถัดไปทางทิศใต้นับจากบ้านของครูวิทย์ เป็นบ้านคุณครูชื่น เมืองศรี ครูใหญ่โรงเรียนวัดเชิงแสในรุ่นของผม หลังบ้านครูเป็นที่ตั้งของบ้านครูบวร วรารัตน์...ละแวกนี้จึงมีบ้านของครูอยู่ ๓ ท่าน ...นอกจากครูวิทย์จะได้เป็นผู้ริเริ่มสร้างถนนสายนี้แล้ว ต่อมาในปีเดียวกันครูก็ได้สร้างสะพานเล็กๆ แต่แข็งแรงขึ้นที่หนึ่ง คือสะพานข้ามทางน้ำที่ถนนสาย "สระโพธิ์ ถึง สำคอแดง"....กิจกรรมพัฒนาด้านการสร้างถนนหนทางที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นถนนสายใหญ่ นั่นคือ ถนนสาย "เชิงแส ถึง เจดีย์งาม" ถนนสายนี้ครูและชาวเชิงแสทุกคนภายใต้การนำของ พระอาจารย์เลื่อน ปุญญสุวรรณโณ พระครูปิยสิกขการ (พร้อม ปิยธัมโม) พระอธิการเฉลิม ชุติวัณโณ ได้ร่วมแรงร่วมใจขุดสร้างขึ้น เป็นถนนที่เจ้าของนาในเส้นทางต้องเสียสละบริจาคที่ดินให้ทำเป็นถนน โดยที่ทางราชการไม่ต้องจ่ายค่าเวนคืนแม้แต่สตางค์เดียว ....และไม่มีข้อครหาว่าใคร "ไปซื้อที่ดักหน้าไว้ รอถนนตัดผ่าน"

     นอกจากนั้นเมื่อนักเรียนที่โรงเรียนวัดเชิงแสขาดแคลนเงินทุนการศึกษา ใน พ.ศ.๒๕๑๗ ครูวิทย์ก็เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มจัดตั้ง "กองทุนการศึกษาโรงเรียนวัดเชิงแส"...ในส่วนการทุ่มเทเอาใจใส่นักเรียนนั้น ยามหัวค่ำคุณครูวิทย์จะเดินไปแทบทุกบ้าน ผ่านบ้านหลังไหนท่านจะเรียกชื่อนักเรียน แล้วสอบถามว่าอ่านหนังสือแล้วยัง? ผมถูกครูเรียกอยู่บ่อยๆ "นายนิกรอ่านหนังสือแล้วไม่? เหอว่าหลับแล้ว? " ผมก็จะตอบเป็นภาษาใต้ว่า "อ่านแล้ว ครูเหอ...ยังไม่นอนที"...เมื่อคราวที่ผมลาบวชครูไปร่วมงานบวชของผม ครูชั้นประถม ๑ ท่านนี้ได้ร่วมเดินรอบอุโบสถวัดเอกพร้อมๆกับผมที่เป็นนาค คุณครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ ท่านเป็นครูที่ประเสริฐสุด เป็นคุรุเมธีที่ยิ่งใหญ่ของบ้านเชิงแส นับได้ว่าท่านเป็นดุจ....."เทียนธรรมดวงหนึ่งซึ้งในใจศิษย์ งามด้วยชีวิตและการถักทอ ก่อเกิดดอกผลคุณธรรม งามล้ำชูช่อ แตกก้านกิ่งกอให้ชนชื่นชม" อย่างแท้จริง ....บัดนี้อัฐิของครูสงบนิ่งอยู่ใน "บัว" ที่วัดหัวนอน วัดเชิงแสใต้ ครับ..+++๐๐๐๐๐+++...เมื่อปีที่แล้วผมได้ไปไหว้บัวของครูและถ่ายภาพไว้ จากนั้นก็ถ่ายภาพป่าช้าบ้านเชิงแส เหลือเชื่อจริงๆ เชิงตะกอนสีดำสูงใหญ่ทมึนที่พวกเราเคยกลัวกันมาก บัดนี้ทรุดโทรมโรยราลงอย่างน่าใจหาย เช่นเดียวกับศาลาในป่าช้าก็ทรุดโทรมลงเช่นกัน จากป่าช้าเดินเรื่อยไปจนถึงสระโพธิ์ ผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ โพธิ์ต้นนี้ผมและคุณครูผดุง สุวพนาวิวัฒน์ บุตรชายของครูวิทย์ เคยมายืนหลบฝนระหว่างที่เดินกลับบ้านหลังเลิกเรียน ครูผดุงบอกว่า "ต้นไม้ใหญ่อย่างนี้ มายืนหลบฝนไม่ได้ ฟ้าจะผ่าเอา...แต่วันนี้มันจำเป็น" ผมหัวเราะและคิดทบทวนว่าเคยสาบานไว้บ้างหรือเปล่า? ทิ้งความจำเก่าๆไว้แล้วเดินตามถนนจากสระโพธิ์จนถึงบ้านของครู ซึ่งเป็นบ้านที่ครูปลูกใหม่ จะว่าปลูกใหม่ก็ไม่เชิงนัก เป็นการขยับจากริมคลองเข้าไปด้านในมากกว่า เหตุการตอนนั้นนับเป็นความเสียสละของครูครั้งสำคัญในชีวิต ครูมาหาพ่อที่บ้านของผม ครูบอกพ่อว่า "อายุมากอย่างเรานี้ เป็นวัยที่ต้องอยู่บ้าน ไม่ใช่วัยที่จะมาสร้างบ้านใหม่" แต่ด้วยความเสียสละของครู ในที่สุดครูก็จำต้องสร้างบ้านใหม่ เพื่อให้ได้ทำถนนที่ริมคลอง...ผมเข้าไปในบ้าน ไหว้คุณน้าขาวคู่ทุกข์คู่ยากของครู น้ายังแข็งแรงและความจำดีมาก น้าเล่าเรื่องของแม่ผม เล่าเรื่องราวของตัวน้าเอง ผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่ได้พูดคุยกับคนเก่าคนแก่ของบ้านเชิงแส เป็นความสุขที่หาได้ยากในสังคมกรุงเทพฯ ก่อนไหว้ลาผมสังเกตว่าบ้านของครูยังเป็นบ้านที่สะอาดเหมือนเดิม กระดานไม้ยังให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนกับวันเก่าๆ ที่ผมเคยมาที่บ้านครู และบางวันก็กินข้าวมื้อเที่ยงที่บ้านครูนั่นแหละ




(ภาพ "บัว" ที่บรรจุอัฐิของครูวิทย์ สุวพนาวิวัฒน์ ในวัดเชิงแสใต้ ใกล้ๆกับป่าช้าบ้านเชิงแส)


(ภาพ "ป่าช้า" ของบ้านเชิงแสในปัจจุบัน,ซึ่งต้นยางนาขนาดสองสามคนโอบหายไปหมดแล้ว,แต่เท่าที่สังเกตยางนาเท่าที่พอมีอยู่บ้างก็ยังให้พอได้ชื่นใจในการคิดถึงวันเก่าๆ)


(ภาพ "เชิงตะกอน" ป่าช้าบ้านเชิงแส,เชิงตะกอนนี้เดิมสูงใหญ่ และเคยมีดงไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ ทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวมาก,วันนี้เหลืออยู่เท่าที่เห็น)

     โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)และคณะครูของโรงเรียนนี้ผลิตนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เริ่มแรกศิษย์เก่าของที่นี่เมื่อเรียนจบแล้วก็เป็นชาวนาตามอาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย จนในระยะหลังประมาณ ๕๐ ปีที่ผ่านมาบรรดาลูกศิษย์ของครูที่เชิงแสได้ออกจากบ้านไปเรียนต่อที่ในเมืองสงขลาและที่กรุงเทพฯอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงได้เริ่มรับราชการและประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจ แต่มีผู้หญิงศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้คนหนึ่งที่ต้องพบกับความโศกเศร้าในชีวิต เป็นเรื่องราวของผู้หญิงรุ่นเดียวกับแม่ ที่ผมอยากจะเล่าด้วยความเคารพและสงสารในชีวิตของเธอ ไม่น่าเชื่อเลยว่าชีวิตของเธอโชคชะตาจะกำหนดให้พานพบกับความอยุติธรรม จากหญิงงามแห่งบ้านเชิงแส กลับกลายผันแปรเป็นหญิงเสียสติ เพราะฤทธิ์ของ "ยาสั่ง" ที่ครอบครัวของเธอโดนกันทุกแทบทุกคน เธอผู้อาภัพนี้ชื่อว่า..."วัดเนี่ยว"

     "สาววัดเนี่ยว"....สาววัดเนี่ยวเป็นลูกสาวคนโตของลุงขลิ้งและป้าตั้น พี่ดวงพรพี่สาวคนโตของผมให้ข้อมูลว่า ลุงขลิ้งเป็นพี่ของลุงขลุกมีนามสกุลว่า "ชัยเชื้อ" ส่วนป้าตั้นนั้นเป็นคนตำบลเกาะใหญ่ในสกุล "จันทร์ศรีบุตร" สาววัดเนี่ยวเธอเป็นพี่คนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน ทั้งสี่พี่น้องเติบโตในบ้านซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของวัดเชิงแสกลาง ลุงขลิ้งเป็นคนเชื้อจีนเหมือนแม่ ลุงเป็นคนผิวขาวร่างโปร่ง ลุงมีฐานะพอสมควรทีเดียว คือ มีที่นา และมีความรู้ในระดับที่ได้ทำหน้าที่เก็บเงินจากผู้ค้าในตลาดบ้านเชิงแส ที่เรียกว่า "ตลาดนัดหัวโคก" ซึ่งเป็นตลาดนัดที่สนามหน้าโรงเรียนวัดเชิงแส ภาษาชาวบ้านเชิงแสเรียกผู้มีหน้าที่เก็บเงินค่าตลาดอย่างลุงขลิ้งว่าทำหน้าที่ "เก็บหัวหลาด" เชื่อกันว่าลุงขลิ้งผู้นี้เป็นผู้ชายคนแรกของบ้านเชิงแสที่สวมรองเท้าหนังหุ้มส้น...สาววัดเนี่ยวลูกสาวของลุงเป็นหญิงงามมาก และมีชายที่เธอชอบพออยู่แล้ว เป็นชายที่มีการศึกษาและหน้าที่การงานดี ต่อมามีชายอีกคนหนึ่งมาสู่ขอเธอแต่งงาน สาววัดเนี่ยวไม่ตกลงแต่งงานด้วย ไม่นานนักสาววัดเน่ียวและบุคคลในครอบครัวแทบทุกคนจึงถูก "ยาสั่ง" เป็นยาที่มีผู้นำมาฝังไว้ใต้ถุนบ้าน ยาสั่งนี้ทำให้บุคคลในครอบครัวของลุงขลิ้งเสียสติกันไปหมด มากบ้างน้อยบ้าง โดยสาววัดเนี่ยวและน้องสาวนั้นถูกยาหนักสุด ถึงกับเป็นบ้า หลังจากนั้นสาววัดเนี่ยวก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จนเธอมีท้อง และคลอดลูก "ย่าดำและปู่ปุ่น จ้ายมะโน" สองตายายผู้ใจบุญแห่งบ้านทุ่งบ้านสวนตีนจึงรับเด็กทารกไปเลี้ยงดู ต่อมาไม่นานเด็กก็เสียชีวิต ลูกเสียไปแล้วแต่สาววัดเนี่ยวยังมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นชีวิตที่ยากลำบากมากเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะพึงพบ สาววัดเนี่ยวมักจะเทินข้าวของไว้บนหัวและหอบเสื้อผ้าเดินอยู่ในหมู่บ้านอย่างน่าสงสาร ผมพบเห็นหลายครั้ง...ท้ายที่สุดเธอและ "บ่าวสะอาด" น้องชายร่างงามที่มีฝีมือเป็นช่างตัดผมและเคยตัดผมให้พี่ชายของผมหลายครั้ง ก็ได้โดยสารเรือไปที่อำเภอระโนด สาววัดเนี่ยวไปนอนอยู่แถวๆอาคารเชิงสะพานข้ามคลองระโนด ...๐๐๐...ขณะนี้เรื่องราวและภาพวาดของสาววัดเนี่ยว ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เขียนโดยคุณพี่เอนก นาวิกมูล ชาวระโนดนักเขียนสารคดีมือเอกของประเทศ ในชื่อหนังสือว่า ..."เมื่อวัยเด็ก"...(วันพุธที่ ๒๐ สัปดาห์หน้า ผมจะนำภาพเขียนภาพสาววัดเนี่ยวผู้น่าสงสารมาให้ชมครับ)+++/


(หนังสือของพี่เอนก นาวิกมูล ยอดนักเขียนสารคดีชาวระโนด เป็นหนังสือคุณภาพเล่มใหญ่ที่เขียนถึงเรื่องราวของสาววัดเนี่ยว นางงามของบ้านเชิงแส.)


(สาววัดเนี่ยวผู้น่าสงสาร ฝีมือวาดโดยศักดิ์ดา วิมลจันทร์ ภาพจากหนังสือ "เมื่อวัยเด็ก" ของพี่เอนก นาวิกมูล)

     "ใต้ร่มลานโพธิ์"
     "ใต้ร่มลานโพธิ์" ที่สนามหน้าโรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)มีต้นไม้ใหญ่อยู่สามต้น ที่ว่าใหญ่นี้ใหญ่จริงๆ นะครับ ต้นหนึ่ง คือต้นยาง ยางนาต้นนี้ขึ้นอยู่ที่ด้านทิศใต้ของสนามหน้าโรงเรียน ที่เรียกว่า "หัวโคก" นี่แหละ ด้วยความใหญ่และความสูงของต้นยางต้นนี้ จึงเป็นสถานที่ปลอดภัยของนกกาบบัว คราวถึงฤดูฟักไข่นกกาบบัวหลายคู่จะมาทำรังวางไข่ที่บนต้นยาง เช่นเดียวกับอีกหลายคู่ที่ทำรังอยู่บนต้นเลียบใหญ่ด้านทิศใต้ของโรงครัววัดหัวนอน เมื่อฟักไข่มีลูกนกและลูกนกบินได้แล้ว นกกาบบัวเหล่านี้ก็กางปีกงามสีชมพูพากันบินจากไป รอจนถึงปีหน้าจึงจะกลับมาอีกครั้ง ผมจำได้ว่าในปี ๒๕๑๘ ยังมีนกกาบบัวมาฟักไข่ที่บ้านเชิงแส แต่หลังจากนั้นจำไม่ได้แล้ว พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า นกกาบบัวนี้มาทำรังที่ต้นเลียบใหญ่วัดเชิงแสใต้ต่อเนื่องกันทุกปีเป็นประจำ เมื่อมีลูกนกแล้วแม่นกจะไปหาปลามาป้อนให้ลูกกิน นกมาทำรังมากจนได้กลิ่นคาวปลาจากใต้ต้นเลียบ...+++...ไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่งที่สนามหน้าโรงเรียน คือ ต้นโพธิ์ โพธิ์ใหญ่ต้นนี้จะถือว่าเป็นไม้ประจำโรงเรียนวัดเชิงแสก็ได้ รอบๆต้นโพธิ์ล้อมด้วยลานซีเมนต์ยกสูงราวครึ่งเมตร เมื่อผมไปเรียนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ซึ่งมีลานโพธิ์อยู่หน้าคณะศิลปศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผมก็ให้รู้สึกว่า ที่โรงเรียนวัดเชิงแสของผมก็มีลานโพธิ์เหมือนกัน ใต้ลานโพธิ์ต้นนี้ทุกเช้าหลังเคารพธงชาติและสวดมนต์แล้ว คุณครูวิทย์จะขึ้นมายืนแจ้งข่าวสารและอบรมนักเรียนด้วยเสียงที่ดังฟังชัด ครั้งหนึ่งทางการศึกษาอำเภอระโนดจัดให้มีการประกวดโรงเรียนในอำเภอ เมื่อผลการประกวดประกาศออกมาแล้ว ครูวิทย์ประกาศให้ทุกคนทราบว่า "โรงเรียนของเราแพ้เขา" ที่ลานโพธิ์ดังกล่าวเป็นที่รวมกิจกรรมหลายอย่างของนักเรียนและกิจกรรมชุมชนของชาวบ้าน เพราะมีลานสะอาดให้นั่งพัก เช่น เมื่อมีการแข่งขันกีฬาก็ใช้ลานโพธิ์เป็นกองอำนวยการ วัดความสูงของนักกีฬา รุ่นเล็กพิเศษ , รุ่นเล็ก , รุ่นกลาง , รุ่นใหญ่ ...สนามหน้าลานโพธิ์ใช้เป็นที่แข่งขันฟุตบอล โดยเฉพาะฟุตบอลในกลุ่มโรงเรียน ระหว่าง ทีมฟุตบอลโรงเรียนวัดเชิงแสกับโรงเรียนวัดโรง โรงเรียนของผมมีนักฟุตบอลเก่งๆหลายคน เช่น นาถ จิตรบรรจง และ โกวิทย์ สาโรจน์ สองคนนี้เป็นนายประตู , วิเชียร ทะลิทอง และ นิกร ดำสิโก เล่นปีก , แซม ไตรสุวรรณ กองหลัง คนนี้ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วิวัฒน์ , ไพฑูรย์ ตุกชูแสง คนนี้เป็นกองหน้า , สากล ชนะบางแก้ว กับ วิเชียร (จำนามสกุลไม่ได้,เด็กบ้านโคกพระมีพี่ชื่อประชา) สองคนนี้เล่นตำแหน่งกองกลาง, ที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นนักฟุตบอลต่างยุคกันนะครับ .... ส่วนนักกีฬาหญิงที่แข่งแชร์บอลนั้น ผมจำได้คนเดียว คือ หมุก ขุนแก้ว...สำหรับเพลงเชียร์ฟุตบอลมีเพลงหนึ่งจำได้ท่อนท้ายๆ ว่า "...ฟุตบอลมาแบ็ค แบ็คแตะลอย บอลมาหนอยๆ ปลอยให้โกล.." มาหนอยๆนั้นหมายถึงบอลมาไม่แรงมาเบาๆ.....+++...ไม้ใหญ่ต้นที่สามที่ริมสนามหน้าโรงเรียน คือ ต้นมะขาม ซึ่งขึ้นอยู่ทางทิศใต้ของต้นโพธิ์ห่างกันประมาณ ๖๐ เมตร...มะขามใหญ่ต้นนี้ปีนขึ้นเก็บกินยากมาก เพราะโคนต้นใหญ่เด็กๆโอบไม่รอบ แต่ก็มีการแอบขึ้นโดยไม่ให้ครูเห็น การขึ้นมะขามต้นนี้ต้องปีนขึ้นด้านทิศตะวันตก เนื่องจากมีกิ่งหักขนาดแขนอยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะให้โหนได้ เมื่อโหนได้แล้วก็ใช้เท้าทั้งสองรัดหนีบโคนต้นไว้ ใช้มือเกร็งยกยันตัวขึ้นโดยมีเท้าคอยถีบช่วยจนปีนขึ้นได้ ดูยากลำบากเอาการจริงๆ ต้นมะขามนี้มีประโยชน์ด้านกีฬาชนิดหนึ่ง คือ การซัดบอลเข้าเป้า โดยครูและน้านิต นกเพชร ภารโรงของโรงเรียนช่วยกันนำกระดานดำมาตอกตะปูตรึงไว้กับโคนต้นมะขาม ใช้ชอกล์ทำวงเข้าที่กระดาน จากนั้นกำหนดจุดให้ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๒ ถึง ๑๕ เมตร ใช้ลูกเทนนิสชุบน้ำในถังให้เปียก แล้วผลัดกันปาเป้า เป็นกีฬาของเด็กบ้านนอกที่สนุกดี กีฬาชนิดนี้ถูกเลิกไปโดยปริยาย เมื่อปี ๒๕๑๕ คืนหนึ่งมีพายุฝนแรงมากตลอดคืน เช้าขึ้นมาแม่ไปส่งผมที่โรงเรียน เราสองคนเดินไปท่ามกลางสายฝนที่ยังตกพรำๆ เมื่อผ่านกำแพงวัดกลาง ก็ให้แปลกใจที่มองไปทางทิศใต้ที่โรงเรียนตั้งอยู่ไม่เห็นยอดต้นมะขาม ครั้นข้ามสะพานที่ "คลองควายอ่าง" และเข้าเขตโรงเรียนแล้ว พบว่าพายุเมื่อคืนพัดแรงจนมะขามใหญ่ต้นนี้ล้มลงเสียแล้ว...อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่สนามหน้าโรงเรียนวัดเชิงแสก็ยังคงมีต้นโพธิ์ใหญ่ให้ร่มแก่ลานโพธิ์อยู่ดังเดิม

     "ร่มโรงธรรม"
     "ร่มโรงธรรม"....เมื่อกล่าวถึงร่มของลานโพธิ์สถานที่ซึ่งนักเรียนได้ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติ ตลอดจนฟังโอวาทข่าวสารจากคุณครูในตอนเช้าๆแล้ว สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักเรียนต้องประชุมเพื่อไหว้พระสวดมนต์ในเวลาเย็นของวันศุกร์ ก็คือ "โรงธรรม" ของวัดเชิงแสใต้ ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนวัดเชิงแสนั้นไม่มีหอประชุม จึงต้องใช้โรงธรรมของวัดเป็นที่ประชุมสวดมนต์ และประชุมในคราวอื่นวาระอื่น เช่น ประชุมฟังการประกาศผลสอบประจำภาค ในการประชุมฟังผลสอบนั้น นักเรียนทุกคนตั้งแต่ชั้นประถม ๑ ถึงประถม ๗ ทั้งห้อง ก และห้อง ข นั่งเข้าแถวตอนแยกตามชั้นรวม ๑๔ แถว จากนั้นคุณครูใหญ่จะพูดถึงภาพรวมของการสอบ แล้วเมื่อถึงเวลาก็ประกาศผลสอบ เด็กนักเรียนที่สอบได้ที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะได้รับเกียรติให้ยืนขึ้น และไดรับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญ กำลังใจ นอกจากนั้นในวาระเดียวกันครูก็ประกาศชื่อนักเรียนที่สอบตกด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ผมเรียนชั้นประถมปีที่ ๗ ปีนั้นหลังจากที่ครูประกาศชื่อผู้สอบได้และนักเรียนลำดับที่ ๓ ลุกขึ้นยืนแล้ว ครูก็อ่านชื่อคนสอบตก ว่า "ผู้ที่สอบตกมี ๑. เด็กชาย...." สิ้นเสียงของครูปรากฏว่า เด็กชายคนที่เป็นเจ้าของชื่อก็ลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเองทั้งครูและนักเรียนต่างก็พูดขึ้นพร้อมกันว่า "คนสอบตกไม่ต้องยืน..คนสอบตกไม่พักยืน"....+++...เมื่อคราวเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ คุณครูเรียกประชุมนักเรียนในตอนเย็น คุณครูเปลื้อง ช่วยไล่ เล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นให้นักเรียนฟังว่า "นักศึกษาที่มาเดินขบวน ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เขาขึ้นเฮลอคอบเตอร์ แล้วยิงลงมา เปรียบเหมือนเอาบุหรี่จี้ลงไปบนกองมดคัน" ผมยังจำคำเล่าของครูไม่เคยลืม เมื่อไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ จนเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี ๒๕๓๕ ผมกำลังเตรียมตัวสอบเป็นผู้พิพากษา ก็ยังได้ไปร่วมเดินขบวน ทั้งกลางวันและกลางคืน ในปีนี้พี่น้องมวลมหาประชาชน ชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ ก็ยังต้องไปร่วมชุมนุมอยู่หลายครั้ง แต่เนื่องจากอายุของผมเริ่มมากขึ้น ความอดทนแดดลมไม่เหมือนเดิม ร่วมชุมนุมได้ไม่เกิน ๓ ชั่วโมง ก็ต้องกลับ แต่ต้องชื่นชมในความมีน้ำอดน้ำทนของผู้ชุมนุม ต้องตากแดดตากฝนนับครั้งนับคืนไม่ถ้วนก็ไม่ย่อท้อ นี่ลมหนาวมาแล้ว คงลำบากกันอีกมากทีเดียว ประเทศเรานั้น ผมเห็นว่า หากนักการเมืองทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับตำบล ไม่ทุจริตเสียอย่างเดียว ประเทศชาติก็จะมีความเจริญ ประชาชนก็ร่มเย็นเป็นสุข แต่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักการเมืองทุจริตกันมากจริงๆ จนประเทศชาติจะล่มจมอยู่แล้ว ก็ยังไม่เลิกโกงบ้านกินเมือง กินเปอร์เซนยังไม่พอ ที่หนักที่สุดคือการทุจริตเชิงนโยบายครบวงจร น่าหนักใจมาก ผมได้แต่หวังว่าการชุมนุมครั้งนี้ จะสามารถถอนรากถอนโคนการทุจริตลงได้ พวกเราศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เป็นคนใต้ ได้ร่วมกันสนับสนุนกันมากทีเดียว จนเปิดห้องพักให้ชาวใต้บางส่วนได้พักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ๆ ถนนราชดำเนิน

     ที่โรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)นี้ มีวิชาหนึ่งที่ในสมัยนี้คงจะไม่มีโรงเรียนใดสอนกันแล้ว นั่นคือ "วิชาขับร้อง" วิชาขับร้องเป็นวิชาที่สอนเสริมสอนแทรก เพื่อให้นักเรียนแสดงความสามารถในการร้องเพลง ให้ร้องเพลงหน้าชั้นเรียน แล้วครูก็ให้คะแนน โดยที่ไม่ต้องสอนวิธีการออกเสียง เปล่งเสียงให้ยุ่งยาก ชั้นเรียนของผมมีเพื่อนที่เป็นญาติคนหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการขับร้องมาก เขาคือ...."สมเกียรติ ผ่องศรี" หรือในนิกเนมว่า "ถก" เมื่อเวลาร้องเพลงสมเกียรติมิเพียงแต่ส่งเสียงร้องอย่างเสนาะเพราะพริ้งเท่านั้น เขายังมีท่าทางประกอบการร้องด้วย เพลงหนึ่งที่สมเกียรติร้องที่หน้าชั้นเรียน และผมยังจำเนื้อร้องได้มาบางตอน คือเพลงที่ขึ้นต้นว่า "เธอช่างสวย เธอช่างสาว เหมือนดาวผ่อง..." และต่อไปก็ถึงท่อนที่น่าจะเป็นสุดท้ายที่ว่า "พี่จะรัก น้องนุชสุดชีวิต เหมือนกามนิตรักวาสิฏฐี ไม่มีสอง เหมือนรจนาคู่หวังกับสังข์ทอง จะรักน้องเป็นที่สุดดุจดวงใจ" ...ในปี ๒๕๒๐ สมเกียรติ และผม รวมทั้งเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนของเราอีกหลายคน เรียนจบชั้น ป.๗ แล้ว สอบเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๑ ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ได้ ซึ่งนับว่าเป็นปีที่เด็กเชิงแสสอบเรียนต่อเข้ามหาวชิราวุธในเมืองสงขลาได้มากที่สุดปีหนึ่งทีเดียว จึงขอบันทึกชื่อไว้เป็นที่ระลึกถึง ดังนี้ .....สุชาติ ดำคลิ้ง สอบได้คะแนนดีมาก จึงได้เข้าเรียนในห้อง ๑ เรียนห้องเดียวกับ สุวิช ธรรมปาโล , โกสินทร์ ฤทธิรงค์ ซึ่งเป็นเด็กในเมือง...นอกจากนั้นเด็กเชิงแสที่สอบเข้าเรียนโรงเรียนมหาวชิราวุธได้อีกก็มี...พิท พัทบุรี , ไข่แดง หนูยี่ , ไสว แสงแก้ว ,จรัล ทองหยู ,สุภาพ มุสิกพงศ์ เป็นต้น....+++.....เพื่อนจากโรงเรียนวัดเชิงแสแทบทุกคนที่กล่าวถึงนั้น ยังพบปะกันอยู่แม้จะไม่เป็นประจำก็ตาม บ้างคนยังได้ไปร่วมงานแต่งงานของผม...และแทบทุกคนยังคงใช้ชื่อเดิมกันอยู่ จะยกเว้นก็เพียง "ไข่แดง" เท่านั้น ที่เมื่อเข้าเรียนในเมืองแล้ว ไข่แดง ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัชระ หนูยี่".../

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๗ สิงห์บ้านนา เสือลาทุ่ง


บทที่ ๗ สิงห์บ้านนา เสือลาทุ่ง


     บ้านเชิงแสบ้านเกิดของผมนั้นตั้งอยู่ที่ตรงบริเวณชายขอบของเมืองสงขลา เป็นบริเวณใกล้เคียงกับเขตต่อแดนระหว่างสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช พื้นที่อย่างนี้เอื้ออำนวยเสียเหลือเกินกับการตั้งถิ่นของทุจริตชน ทั้งในลักษณะที่เป็นกลุ่มชุมโจรและโจรเดี่ยว ทั้งโจรทางน้ำในทะเลสาบสงขลา และโจรบนบกริมฝั่งทะเล การชุกชุมของพวกโจรเหล่านี้มีมานานแล้ว จนความทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราช ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ จะเห็นได้จากเมื่อพระองค์เสด็จฯสงขลา เมื่อ ร.ศ.๑๐๘ (พ.ศ.๒๔๓๒)ก็มีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินตรวจราชการยังพื้นที่ต่างๆในท้องทะเลสาบสงขลา จนถึงเกาะสี่เกาะห้า และประทับแรมที่เกาะนั้น ก่อนที่จะเสด็จฯ ไปเมืองพัทลุง ปรากฏความในพระราชหัตถเลขาและจดหมายเหตุการเสด็จประพาสแหลมมลายู เกี่ยวกับบรรยากาศการรับเสด็จ พระราชกรณียกิจ และพระราชดำริเรื่องโจรผู้ร้ายในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลา จากพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ ๑ และ ฉบับที่ ๒ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๓๒ และวันที่ ๒๙ มาสและศกเดียวกันว่า

     "เรือพระที่นั่งอุบลบุรทิศ ทอดปากอ่าวเมืองสงขลา....วันที่ ๒๑ กรกฎาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๐๘ ...วันที่ ๑๙ วันนี้เปนวันคลื่นลมอยู่ข้างเรียบราบกว่าทุกวันตั้งแต่มา เปนแต่เวลาเช้ามีเล็กน้อย เวลาบ่าย ๒ โมงตรง แหลมตลุมพุก หยุดขึ้นดูแหลมตลุมพุกเปนหาดทรายแคบนิดเดียว มีเรือนประมาณ ๗๐ หลัง ปลูกต้นมพร้าวมาก...เวลา ๘ ทุ่มถึงเมืองสงขลา...วันที่ ๒๐ พอรุ่งสว่างเลื่อนเรือไปจอดที่ พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม ณ สงขลา ,ต่อมาได้เป็นพระยาวิเชียรคิรี)นำแผนที่ทเลสาบลงมา คิดกะการท่ีจะไปเมืองพัทลุง เวลาบ่ายขึ้นบก เขาทำพลับพลารับที่หน้าจวน กรมการแลภริยากรมการมาหา แล้วไปเที่ยวตามตลาด ตลอดจนถึงวัดมัชฌิมาวาส การที่เมืองสงขลาจัดตกแต่งบ้านเมืองเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เขื่อนหน้าเมืองที่ชำรุดก็ซ่อมใหม่ตลอด ถนนดาดปูนใหม่กว้างขวางหมดจด...ซึ่งกำหนดว่าจะไปเมืองพัทลุงแต่สองคืนแต่ก่อนนั้น เปนอันไม่พอทีเดียว...".............+++++...ขบวนการเสด็จฯเริ่มออกจากเมืองสงขลาเมื่อวันที่ ๒๒ เวลาเช้า เมื่อขบวนถึงปากรอและปากพยูน ต่อมาจนเสด็จฯถึงเกาะสี่เกาะห้า ล้นเกล้าฯของชาวไทยมีพระราชหัตถเลขาว่า..."คลองปากรอนั้นมิใช่เล็ก ถ้าจะเรียกว่าแม่น้ำก็ได้ กว้างกว่าคลองเกร็จมาก...ปากพยูนซึ่งเป็นช่องจะออกที่กว้าง มีบ้านเรือนหลายสิบหลัง ต้นไม้แลภูมที่งามนัก...ตั้งแต่เมืองสงขลาขึ้นมาจนถึงปากพยูน มีเสารั้วโพงพางและยกยอตลอดระทางไป ไม่ได้ขาดเลย เพราะในตอนนี้ปลาชุม พอขึ้นไปถึงกลางเกาะปราบบ่ายหัวเรือขึ้นเหนือ จะไปตามน่าเกาะรังนก ลมพัดโต้น่าจัด น้ำก็ตื้น ...เวลาค่ำจึงได้ถึง ที่ซึ่งปลูกพลับพลานี้ เรียกว่า "น่าเทวดา" คือเปนที่ศาลสำหรับพวกรังนกไหว้เจ้าก่อนที่จะลงมือทำรังนก...วันที่ ๒๔ ได้จารึกอักษร จ.ป.ร. และศักราช ๑๐๘ ไว้ที่หน้าเพิงศาลเทวดา...วันที่ ๒๕ เวลาเช้าหนึ่งออกเรือไปพัทลุง...วันที ๒๗ เวลาเช้าสองโมง ๔๕ ออกจากเมืองพัทลุงมาที่พลับพลาเกาะมวยเร็วกว่าเมื่อขาไป ๑๕ มินิต พอมาถึงก็มีพายุจัด ภายหลังเป็นฝนตกพรำไปจนค่ำ ไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ทำอะไร จึงจะขอพูดถึงทเลสาบ...ทเลสาบนี้มีที่กว้างเปนสามลอน ลอนต้นอยู่กลางเมืองสงขลา...เกาะในทะเลลอนที่สองนี้ บันดาเกาะใหญ่ๆ ตั้งแต่ปากช่องคลองปากรอออกไปเจ็ดเกาะ ๆ เล็กสามเกาะไม่มีประโยชน์อันใด ตกเปนของเมืองพัทลุง แต่เกาะเล็กๆที่มีรังนก เรียกว่าเกาะสี่เกาะห้า รายอยู่ตามน่าเกาะใหญ่ของพัทลุงสิบเอ็ดเกาะ มีรังนกอยู่หกเกาะ กับเกาะหว่างช่องที่จะออกไปทเลลอนที่สาม ซึ่งน่าจะเปนของเมืองพัทลุงด้วยนั้น กลับเปนของเมืองสงขลา...ในทเลตอนที่สาม ตั้งแต่ทิศใต้โอบไปจนทิศตวันตกครึ่งทเล เปนแขวงเมืองพัทลุง ตั้งแต่ทิศตวันตกครึ่งทเล โอบไปจนทิศเหนือเปนแขวงเมืองนครศรีธรรมราช ทิศตวันออกเปนแขวงเมืองสงขลา ในที่ทเลต่อแดนกันนี้ ว่าผู้ร้ายชุมอย่างยิ่ง...ด้วยเปนปลายแดน การติดตามผู้ร้ายยากลำบากอย่างยิ่ง..."

    (พ.ศ.๒๔๔๘:ชาวเมืองสงขลารอรับเสด็จ               (พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ
รัชกาลที่ ๕ อยู่ที่ประตูเมืองริมทะเลสาบสงขลา)                พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

     เกาะสี่เกาะห้าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึง และประทับแรมด้วยพระมหากรุณาธิคุณอยู่หลายราตรีนั้น เมื่อผมอายุได้สิบสามปีผมและญาติหลายคนมีโอกาสได้ตามรอยเสด็จฯ ไปยังเกาะสี่เกาะห้า โดยเรืองหางยาง ทะเลบริเวณนั้นน้ำไม่ลึก มองเห็นสาหร่ายเรี่ยไหวอยู่ที่ใต้ผิวน้ำ ทะเลสาบสงขลาส่วนนี้คนเชิงแสบ้านผมเรียกว่า "เลหัวนอน" เพราะอยู่ทางด้านทิศใต้ของตำบลบ้านผม เลหัวนอนแถบนี้เป็นที่ที่ท้องทะเลและหมู่เกาะงดงาม ตลอดจนถ้ำรังนกน่าชมน่าพิศวงอยู่มากมาก แต่ต้องยอมรับว่า "ผลประโยชน์และราคาของรังนก" เจ้าของสัมปทานได้มอบความตายอย่างเหี้ยมโหดให้กลุ่มผู้ที่บุกรุกเข้าไปขโมยรังนกอยู่เสมอ...เกาะสี่เกาะห้าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปประทับแรม และมีพระราชหัตถเลขาไว้นั้น ขอนำพระราชหัตเลขามาลงพิมพ์ให้อ่านกันในรายละเอียด ดังนี้ครับ.....


(พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพนี้ไม่ปรากฏชื่อผู้วาด ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท)



      


(พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการเสด็จประพาสเมืองสงขลา เมืองพัทลุง และทะเลสาบสงขลา)


(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเมืองสงขลาที่ศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช ณ เมืองสงขลาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙)
(รอชม...ภาพต้นเลียบหัวโจร ที่ผมเคยเล่าไว้ในบทที่ ๑)

(ต้นเลียบใหญ่ทางทิศเหนือของบ้านเชิงแส ซึ่งโจรถูกตัดคอและนำหัวมาเสียบไว้ที่นี่ ปัจจุบันต้นเลียบใหญ่ต้นนั้นน่าจะล้มตายไปแล้ว แต่หน่อพันธ์ุยังคงมีอยู่ จึงเกิดเป็นเลียบต้นใหม่ที่บริเวณเดิม...บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ทางเดินใต้ต้นเลียบที่เคยเป็นทางดินมืดคลึ้มน่ากลัวมาก เด็กเลี้ยงวัวอย่างผมและเพื่อนๆ หากมีเพียง ๓ คน ไม่กล้าเดินผ่าน ก็เปลี่ยนเป็นถนนซีเมนต์ที่กว้างพอที่รถยนต์จะแล่นผ่านได้ ใต้ต้นเลียบที่เคยเป็นสุมทุมพุ่มไม้ป่า ดูจะหายไปมาก ก็คงเหลือแต่ความทรงจำเป็นตำนานให้ได้เล่าขานถึงความกล้าหาญของชาวบ้านเชิงแสและวีรกรรมของก๋งสุย)

     (เนื่องจาก..ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ อยู่ในระหว่างการตรวจข้อสอบคัดเลือกเนติบัณฑิตเพื่อเป็นผู้พิพากษา เด็กเชิงแสอย่างผมจึงของดเล่าเรื่องบ้านเชิงแสไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว...เสร็จจากงานราชการตรวจข้อสอบแล้วค่อยมาเล่าให้ฟังกันต่อ..ระหว่างนี้ขอเชิญทุกท่าน "นั่งแพงเชิง" ร่วมวงพักกิน "หนมลูกโหนด" ไปพลางๆ ก่อน..แต่ให้ระวังสำหรับท่านที่ท้องว่างหากกินมาก..จะเสียดพุง)

     (ภาพขนม ๒ ภาพ)




     (..ขนมลูกโหนด..เป็นขนมไทยบ้านทุ่งประจำถิ่นที่นับว่าเป็นขนมสุดยอดความอร่อยของชาวเชิงแส แม่ทำให้กินแทบทุกครั้งที่อยากกิน /.วิธีทำ./.ขนมชนิดนี้ต้องทำน้ำขนมก่อน โดยคั้นกะทิใส่หม้อไว้ ตวงน้ำตาลโตนดใหม่ใส่ผสมลงไป ก็จะได้น้ำขนมหอม ชิมแล้วใส่เกลือเม็ด ใช้ทัพพีคนให้เสียงดัง "ครก เคร็ก ๆ ๆ" เมื่อแม่ใช้ช้อนเล็กตักชิมอีกครั้ง ผมก็ขอแม่ชิมด้วย ได้น้ำขนมกลมกล่อมแล้วพักไว้ แทลูกตาลสดเนื้ออ่อนๆ ออกจาก "หมรง" ใส่กะละมังใบเล็ก จากนั้นเอามาแกะเปลือกที่เรียกว่า "เจียะ" ออก แล้วใช้มีดบางตัดลูกตาลใส่ลงไปในน้ำขนมทันที จนพอดีกับน้ำขนม เป็นอันเสร็จ..ดูทำง่ายๆ แต่จะให้อร่อยก็ต้องฝีมือแม่..และถ้าจะให้ได้บรรยากาศก็ต้องทำกินกันตอนเที่ยง ๆ ที่ใต้ต้นตาลในทุ่งนา กินเสร็จแล้วหาร่มตาลเหมาะ ๆ นอนเอาหมวกปีกสานปิดหน้า ฟังเสียงลมพัดใบตาลเพลินๆจนหลับสักงีบ..ก็นับว่าเป็นความสุดที่น่าจะย้อนเวลาไปถวิลหา..+++...ในภาพผมทำเองที่บ้าน จำสูตรของแม่มาทำ โดยซื้อลูกตาลมาจากตลาด อ ต ก. ที่สวนจตุจักร น้ำขนมนั้นได้น้ำตาลมะพร้าวปึกของสมุทรสาครแทน "น้ำผึ้งโหนด" ของน้าจิตบ้านเชิงแส ชิมแล้วอร่อยดีครับ..ผมแปลงเพิ่มสูตรเข้าไปเล็กน้อย โดยการผสมลอดช่องลงไปด้วย ปรากฏว่าสีสวยดี แต่รสชาติไม่ค่อยเข้ากัน..นำภาพมาลงหน้าตาของหนมลูกโหนดสูตรกรุงเทพฯ ..ให้ชมกัน..)

     (...ผมมีเวลามีวันหยุดช่วงเข้าพรรษาอยู่ ๒ วัน จึงนำเรื่อง "สวนพระเทศฯ" และ "สวนเถ้าแก้" ที่เมืองสงขลา มาเขียนลงในบทที่ ๖ ทำบุญไหว้พระแล้ว หากสนใจเรื่องเกี่ยวกับ "บ้านเกิด ถิ่นเก่า บ้านเราสงขลา" ก็ตามอ่านได้ที่ช่วงท้าย ๆ ของบทที่ ๖...เนื้อหาของเรื่องสวนพระเทศฯ นั้นเขีียนไว้ค่อนข้างยาว สวนอีกสวนหนึ่งเขียนเพิ่มไว้ไม่มาก เพราะชื่อเจ้าของสวนบังคับไม่ให้เขียนยาว...เจ้าของสวนชื่อว่า "ยกสั้น")

     ได้เวลาต่อบทนี้เสียที่.....+++++.....ชาวบ้านเชิงแสนั้นนอกจากจะต้อต่อสู้กับความลำบากยากจนเช่นเดียวกับชาวนาทุกครอบทุกครัวที่บ้านอื่นภาคอื่นแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ชาวบ้านเชิงแสยังจะต้องต่อสู้กับ "โจรภัย" ที่มีมากในลุ่มทะเลสาบสงขลา เช่นดังที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ มีพระราชหัตถเลขาไว้...คราวคราใดที่ชาวบ้านเชิงแสชนะโจรได้ อย่างเช่นเรื่องของก๋งสุยวีรบุรุษแห่งบ้านเชิงแส ก็ปลอดภัยหายใจโล่งอกกันไปคราวหนึ่ง แต่หากถึงคราวที่ต้องแพ้โจรแล้ว ก็แทบจะหมดเนื้อหมดตัวเหมือนกัน ชาวเชิงแสทุกบ้านเรือนจึงมีวิธีการต่อสู้กับเหล่าโจรร้ายที่มาปล้นบ้านทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน ที่เหมือนกันก็คือ ทุกกลุ่มบ้านจะปลูกไม้ไผ่สีสุกไว้เป็นแนวรั้วแน่นหนามาก แนวรั้วต้นไผ่นี้ปลูกไว้ที่เขตบ้าน จึงเรียกว่า "ชายดม" คำว่า "ดม" นี้ภาษาใต้ลุ่มทะเลสาบสงขลา แปลว่า รั้ว ที่ชายดมชายรั้วนี้เป็นที่ปลูกไม้ไผ่สมทบเข้าไปให้แน่นหนา นอกจากจะปลูกไม้มีหนามอย่างไผ่แล้ว บ้างบ้านก็มี "หนุมซอ" "ชายโขะ" และ "เพดาด" ปลูกไว้ด้วย เป็นไม้ "ชายดม" คำว่า "ดม" นี้ เป็นคำเก่าในภาษาใต้ ผมได้ความรู้มาจากท่านอาจารย์เธียร เจริญวัฒนา ว่า คำว่า "ดม" นั้น แปลว่า "รั้ว"....ไม้ไผ่ชายดมเช่นนี้มีทุกบ้านทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านกลุ่มที่เรียกว่า "หยอมบ้าน" เป็นต้นว่า บ้านนอกหน้าวัดกลาง บ้านลุงแมว ถัดมาบ้านครูแอบ ศิริรักษ์ ถ้าใกล้วัดเอกก็บ้านลุงหิ้นป้าพิน รัตนสุวรรณ บ้านลุงพรั่ง ตั้นซ้าย ใกล้บ้านผมเข้ามานั้นบ้านลุงเห้ง จีระโร ที่บ้านนี้ไม้ไผ่แน่นหนามากจริงๆ...ส่วนที่บ้านเดิมของก๋งสุยนั้นมีต้นหนุมซอแน่นมากขึ้นอยู่ริมทางด้านทิศตะวันออกของตัวบ้าน เป็นแนวไปทางทิศเหนือ บ้านก๋งสุยนี้ต่อมาขยายเป็นหย่อมบ้านหลายหลัง มีบ้านก๋งห้อง รัตนสุวรรณ ลูกชายก๋งสุยเป็นหลังใหญ่ ถัดไปทางเหนือรั้วชายดมติดกันเป็นบ้านของป้ากลิ่น...ทุกบ้านล้วนมี "ชายดม" เป็นเครื่องป้องภัยโจรทั้งสิ้น.....+++...หย่อมบ้านของแม่เรียกว่า "บ้านใหญ่" มีบ้านหลายหลังติดกัน จนกล่าวกันว่าบ้านใหญ่เชิงแสแมวเดินบนหลังคาได้ไกลๆ ไม่ต้องลงดิน บ้านของแม่จัดว่าปลูกอยู่โดยมีบ้านเพื่อนบ้านล้อม ...แต่ความจริงแล้วด้านทิศตะวันออกของบ้านแม่ติดทางสาธารณะ ที่มีความกว้างขนาด "เรือบรรทุกข้าวบั้นหนึ่ง" เข้าถึงบ้านแม่ได้ ทางนี้ตรงไปทางทิศใต้ผ่านบ้านป้าฉีดจนถึง "ทางรง" คำว่า "ทางรง" กลางบ้าน ทางรงนี้บางหมู่บ้านเรียกว่า "หว่างรง" คำนี้เป็นคำใต้โบราณ แปลว่า ทางระหว่างบ้านระหว่างสวน จุดที่ทางจากบ้านแม่จด"ทางรง" เป็นบ้านของก๋งเคว็ด ฉันทอุไร...../

(ภาพของต้นหลุมซอไม้ที่มีหนามคมมาก และขณะนี้ถือว่าเป็นไม้หายากชนิดหนึ่ง... แต่เดิมนั้นที่บ้านเชิงแสมีหลายบ้านได้อาศัยหลุมซอเป็นไม้ชายดมชั้นดี...ผมมีโอกาสหามาได้ต้นหนึ่งจึงนำมาปลูกที่กรุงเทพฯ กลายเป็นว่าปลูกมา ๕ ปี แล้วโตเท่าที่เห็น และมีทีท่าว่าไม่อยากจะโตแล้ว ดูใบเหลืองให้ใจหายทีเดียว ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ชอบน้ำ และคงจะขึ้นดีที่เชิงแส เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่หลุมซอต้นนี้โตเร็วมาก มีใบประมาณ ๖๐ ใบ ผมคิดว่าจะได้เห็นดอกเห็นลูกแน่นอน ที่ไหนได้พอน้ำลดใบก็ลด...เหลืออยู่เท่าที่เห็น ผมเคยบอกลูกเป็นคำกลอนว่า ...+++..."หนุมซอไม้หนามมีที่พ่อปลูก เพื่อให้ลูกได้เห็นเป็นอนุสรณ์ ถึงประวัติและบ้านเดิมของบิดร จากสงขลาเมืองนอนเข้าสู่กรุง...เป็นเด็กวัดอยู่ขรัวจารย์สมภารเจ้า ตั้งบาตรข้าวจัดแจงวางแกงถุง ได้หมู่สงฆ์ใหญ่น้อยคอยพยุง ครบสี่ปีสมมุ่งปริญญา...ด้วยอิทธิบาทธรรมที่ตั้งไว้ ในวิชากฎหมายอันสูงค่า จึงส่งพ่อสู่สุดแห่งวิชชา ได้เป็นผู้พิพากษาตุลาการ...หนุมซอไม้หนามมีที่พ่อปลูก ดุจสิ่งผูกพันใจถิ่นสถาน ให้ย้อนไปในวัยเยาว์เคยสำราญ ณ ปากบางเชิงแสบ้านแม่เอย...ฯ")
     ในตอนกลางคืนทุกประตู "ทางรง" ในบ้านเชิงแสไม่ว่าจะเป็น ประตูท่ี่บ้านใหญ่ ประตูสระโพธิ์ หรือประตูวัดกลาง จะถูกปิดแน่นหนาด้วย "หลอดคอก" ไม้เนื้อแข็ง และท่อนไม้ไผ่สีสุกลำใหญ่ๆ รวมทั้งจะนำหนามไม้ไผ่สุมทับเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เห็นแล้วให้รู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยพอสมควร นั่นคือประตูหมู่บ้าน ส่วนบ้านที่อยู่ด้านริมเช่นบ้านของลุงแมวหน้าวัดกลาง บ้านลุงเห้ง บ้านลุงอิ่ม บ้านก๋งถัด ก็จะปิดประตูบ้านของตนด้วยความแน่นหนาลักษณะเดียวกัน....ยิ่งกว่านั้น ชาวเชิงแสยังมีวิชาป้องกันตนเองในลักษณะของ "คาถา อาคม" ที่สอนสืบทอดกันมา ควบคู่กับการใช้ของขลังป้องกันตัวที่สำคัญ คือ "ผ้ายันต์ นะคาบสมุทร ของ พ่อท่านทองมาก" ดังที่ผมได้เล่าไว้ในบทก่อนๆ แล้วว่า ที่วัดเชิงแสใต้ หรือวัดเชิงแสหัวนอนนั้น มีพระเจ้าอาวาสที่ศักดิ์สิทธิ์มากหลายท่าน เริ่มจากพ่อท่านทองมาก หรือ พ่อท่านเฒ่า ซึ่งต่อมาท่านได้เป็น "พระครูธรรมเจดีย์ศรีสังวร" ยันต์ของพ่อท่านทองมากคุ้มครองชาวเชิงแสมาตลอด ชาวเชิงแสนั้นมีธรรมเนียมเกี่ยวกับผ้ายันต์อยู่อย่างหนึ่ง คือ แทบทุกบ้านจะปิดผ้ายันต์ไว้ที่ "แปทู" กลางตัวบ้าน คงให้ผ้ายันต์คุ้มครองบ้านเรือนและบุคคลภายในบ้านประมาณนั้น ผ้ายันต์ของพ่อท่านทองมากแห่งวัดเชิงแสใต้ ระยะหลังนี้ไม่ค่อยจะมีใครเห็น จนกระทั่งเกิดนิมิตขึ้นแก่พระครูบรรหารศาสนกิจ(พ่อท่านพลับ)วัดระโนด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพ่อท่านทองมาก พ่อท่านพลับจึงได้เขียนยันต์นี้ขึ้นเป็นคาถา ว่า "นะกุย นะคาบ หยุดฝั่งอยู่ฝั่งคงคา นะคาบสมุทร นะคาบนิพพาน นะคาบ นะสูตร" พ่อของผมก็มีคาถาประจำตัวหลายบท เช่น "ฤ พุทธศูนย์ ฤา พุทธศาสน์" เป็นต้น คาถาอาคมเหล่านี้บ้างก็ให้พระเขียนใส่ผ้ายันต์ให้ บ้างก็ให้พระสอนให้และท่องจำกันมา ถือเป็นเครื่องป้องกันตัวป้องกันภัย

     กลุ่มพวกโจรที่มาปล้นบ้านเชิงแสนั้นเดิมมุ่งมาปล้นเงินปล้นทอง จนคุณทวดคุณย่าคุณยายบางท่านที่มีฐานะหวาดระแวงมาก เมื่อทราบข่าวว่าจะถูกโจรปล้น ก็หาวิธีเอาตัวรอดโดยเก็บเงินทองใส่ห่อมัดติดตัว แล้วไปอาศัยนอนที่บ้านญาติหรือบ้านเพื่อนบ้าน หมุนเวียนกันไปจนปลอดภัยหรือข่าวที่จะถูกปล้นซาเงียบลง แต่ระยะหลังเมื่อชาวเชิงแสเริ่มมีอาวุธปืน การขึ้นปล้นบนบ้านย่อมไม่ปลอดภัยแก่พวกโจร โจรจึงเปลี่ยนวิธีเป็นปล้นวัวใต้ถุนบ้านแทน อันที่จริงจะเรียกว่าปล้นก็ไม่เชิงนัก เรียกว่าลักน่าจะถูกต้องกว่า เพราะจะย่องเข้ามาเงียบๆ แต่ถ้าเจ้าทรัพย์เริ่มรู้ตัว โจรเหล่านี้ก็จะ "ยกระดับ" การทำชั่ว จากแค่เพียง "ลัก" ก็เพิ่มขึ้นเป็น "ชิง" และ "ปล้น" การลักวัวนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ลักเอาไปใช้ไถนา หรือลักเอาไปฆ่าไปแกง แต่เป็นการลักไปเรียกค่าไถ่ คือเมื่ิอวัวถูกลักไปแล้ว เจ้าของวัวจะรวมพวกกันประมาณสี่ห้าคนออก "ตามวัว" ไปที่หมู่บ้านที่คาดหมายว่าชุมโจรอยู่ที่นั่น การตามวัวนี้ตามกันไปหลายวัน นับว่าเป็นวัฒนธรรมความสามัคคีอย่างหนึ่ง เมื่อไปถึงหมู่บ้านที่ตั้งชุมโจร คณะตามวัวจะไปที่บ้านของผู้มีบารมีในหมู่บ้านนั้น คนที่มีบารมีระดับนี้จะมีพวกมาก เรียกกันว่า "คนใหญ่" คณะตามวัวก็จะพักที่บ้านของคนใหญ่ ประมาณวันสองวันหากโจรที่ละแวกบ้านคนใหญ่เป็นผู้ลัก คนใหญ่ก็จะบอกคณะผู้ตามวัวว่า โจรเสนอราคาค่าไถ่เป็นเงินเท่าไร? เมื่อทราบแล้วคณะผู้ตามวัวก็อาจจะต่อรองราคาค่าไถ่วัวคืน เมื่อตกลงค่าไถ่วัวได้แล้ว ประมาณวันสองวันก็มอบเงินไว้กับคนใหญ่ วันรุ่งขึ้นก็จะได้รับวัวคืน หากเงินค่าไถ่ไม่พออาจจะตกลงให้วัวแก่โจรไปบางตัวก็ได้ ...เรื่องอย่างนี้จะไม่มีการแจ้งความกัน...ถือกันเป็นธรรมเนียมโจร...อย่างไรก็ตามโจรก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะในเวลาเข้ามาลักวัวแล้วพลาดท่าเสียทีถูกไล่ตามทัน ก็หมายถึงต้องตายเป็นผีเฝ้าทุ่งเชิงแสได้เช่นกัน....เหมือนเรื่อง "เลียบหัวโจร" และเรื่ิิิองที่ผมจะเล่าต่อไป.....๐๐๐๐๐๐... .....................................................................................................................................................................++++++++++...... เรื่องราวการต่อสู้ของก๋งสุยนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ฮือฮาหวาดเสียวและกล่าวถึงกันมาก ถ้าจะเทียบกับสมัยนี้น่าจะประมาณเรื่องของ "ฮีโร่ป๊อบคอร์น" อย่างนั้นแหละ เรื่อง "ฮีโร่ก๋งสุย" หวาดเสียวกว่ามาก เรื่องเริ่มจากว่า...ที่บ้านเชิงแสมีคุณทวดหญิงคนหนึ่งท่านเป็นคนมีฐานะดี คุณทวดหญิงแห่งบ้านเชิงแสท่านนี้ชื่อว่าอะไรผมจำไม่ได้ แต่ท่านเป็นแม่ของย่าดำภรรยาก๋งเหี้ยง ต่อมากลุ่มโจรจากทะเลน้อยทราบเรื่องนี้เข้า จึงรวบรวมพรรคพวกกันมาที่บ้านเชิงแส ไม่ได้มาทำบุญที่วัดเอก หรือวัดกลาง หรือวัดหัวนอน นะครับ คนชั่วๆ เหล่านี้ทำความดีไม่เป็น เรียกว่ารอยหยักของสมองมีเรื่องความดีอยู่น้อย ที่ยกพวกกันมาบ้านเชิงแสนั้นก็เพื่อจะมาปล้นทวดหญิงแม่ของย่าดำ บ้านของทวดแม่ย่าดำอยู่ติดกับบ้านก๋งสุย คืนนั้น พวกโจรขึ้นบ้านก๋งสุยก่อน เมื่อเห็นก๋งสุยนอนอยู่ก็ใช้ "ปืนลูกนาค" ยิงก๋งสุย แต่กระสุนปืนไม่เข้า ก๋งสุยหาเป็นอันตรายไม่ ก๋งสุยจึงคว้าดาบสู้กับกลุ่มโจร ผลปรากฏว่า โจรตาย ๑ คน ที่เหลือต่างพากันวิ่งหลบหนีไป ชาวบ้านมามุงดูโจรที่ตายแล้วได้เห็นภาพก๋งสุยใช้ดาบตัดอวัยวะเพศของโจร ไข่โจรที่ก๋งสุยตัดมานี้ ชาวบ้านเชิงแสนำไปปิ้งที่กลุ่มกอไผ่ข้าง "หลาทวด" กอไผ่กลุ่มนั้นจึงถูกเรียกว่า "กออี้ปิ้ง" มาตลอด เมื่อผมเป็นเด็ก ยายของผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังหลายครั้ง เพราะเป็นตำนานการต่อสู้ของคนบ้านเชิงแส เมื่อปิ้งไข่โจรแล้ว ชาวบ้านเชิงแสก็กลับมาตัดหัวโจรนำไป "ค้าง" ไว้ที่ต้นเลียบใหญ่ ด้านทิศเหนือของหมู่บ้านใกล้ๆบ้านโคกพระ และใกล้กับที่ฝังศพก๋งซุนเฮาะของผม ต้นเลียบที่นำหัวโจรไปค้างไว้นี้ เรียกว่า "เลียบหัวโจร" ซึ่งผมได้ถ่ายภาพมาให้ชมกัน สำหรับลำตัวแขนขาของโจร ชาวเชิงแสก็ไม่ได้นำไปเผาให้เปลืองไม้ฟืน แต่นำไปขึ้น "ขาหย่าง" ไว้ที่ต้นเลียบอีกต้นหนึ่งที่อยู่ทางทิศใต้ของสระโพธิ์ เรียกต้นเลียบต้นนี้ว่า "เลียบขาหยั่ง" ขณะนี้เลียบขาหยั่งตายไปแล้ว กออีปิ้งบางคนก็บุกรุกที่ดินบริเวณนี้นำไปออกโฉนดเป็นสมบัติส่วนตัวเสียแล้ว จึงเหลืออยู่แต่เพียง เลียบหัวโจร ซึ่งก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานกี่ปี คนเชิงแสในปัจจุบันบางคน อาจจะนำไปออกโฉนดฮุบเป็นสมบัติส่วนตัวอีกหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ..."สังคมไทยในทุกวันนี้" เมื่อคำนึงครุ่นคิดถึงความเสียสละของคนรุ่นเก่า แล้วมาเปรียบเทียบกับความเห็นแก่ตัวของคนไทยในสมัยปัจจุบันแล้ว ได้แต่วังเวงใจจริงๆครับ ประเทศไทยเราจึงได้รับเกียรติ ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการคอรัปชันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก...ก๋งสุย,วีรบุรุษของชาวเชิงแส สร้างวีรกรรมรักษาชุมชนหมู่บ้านไว้ได้ ให้บ้านเชิงแสปลอดภัยจากโจรต่างถิ่น ผมก็ได้แต่หวังว่าลูกหลานของชาวเชิงแสในปัจจุบันจะได้นำความดีของท่านมาเป็นแบบอย่าง แบบอย่างของการเสียสละอย่างนี้จะต้องมีอยู่อย่างสม่ำเสมอสังคมไทยเราจึงจะอยู่ได้ สังคมชุมชนบ้านเชิงแสก็เช่นเดียวกันจะอยู่ได้ต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องไม่เบียดเบียนที่ดินส่วนรวม ให้เหลือไว้เป็นตำนานสำหรับลูกหลานจะได้เล่าขานกันต่อไปอย่าให้รู้จบรู้สิ้น....+++.. ก๋งสุย เป็นเตี่ยของก๋งห้อง และเป็นโยมปู่ของพระราชปริยัติโกศล (เสถียร ฉันทโก,ป.ธ.๙,เจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร์ โพธิ์สามต้น กรุงเทพฯ) ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลชาวเชิงแสเพียงท่านเดียวที่เป็นพระเถระในระดับเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในยุคร่วมสมัย ต้องกล่าวว่าท่านเจ้าคุณเป็นพระผู้มีคุณูปการอย่างล้นเหลือต่อบ้านเชิงแสและต่อชาวเชิงแสในปัจจุบัน อันไม่ต่างจากโยมปู่ของท่าน ...ซึ่งผมจะได้เล่าให้ฟังต่อไป......๐๐๐๐๐๐๐................................................................................................................................++++++....... ในกิจกรรมทางความยุติธรรมของฝ่ายศาลที่ผมทำงานอยู่ ครูบาอาจารย์ได้เล่าเกี่ยวกับโจรในทะเลสาบสงขลาไว้สองเรื่องราว คือ เรื่องของ "อีเสือจวน" และเรื่อง "การชันสูตรศพโจรที่ระโนด" กฎหมายเดิมนั้นกำหนดให้ผู้พิพากษามีหน้าที่ชันสูตรศพโจรที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญ ครั้งที่ท่านเดือน จิตรกร ผู้พิพากษานักเรียนนอก รับราชการที่ศาลจังหวัดสงขลา เกิดเหตุโจรปล้นเรือชาวบ้านในทะเลสาบที่ระโนด โจรถูกเจ้าหน้าที่ยิงตาย คณะของผู้พิพากษาจึงนั่งเรือไปชันสูตรศพโจร เม่ื่อใกล้ถึงที่ระโนดซึ่งบริเวณนั้นมีสาหร่ายในทะเลมาก สาหร่ายจึงพันเอาไปพัดเรือจนเครื่องจักรเสีย เรือไปไม่ถึงศพโจร ต้องลอยลำอยู่ในทะเลนานเป็นวัน กว่าจะมีคณะของทางฝ่ายระโนดนำเรือออกไปช่วย เรื่องครั้งนั้นจึงมีการกล่าวกันว่า "ต่อไปหากจะยิงโจรแล้ว ขอให้ยิงที่ใกล้ๆถนนหน่อย".......๐๐๐๐๐๐..................................................................................................................................++++++++............ เมื่อเสร็จสิ้นหน้านาสำหรับการเก็บเกี่ยวไม่นานนัก...โจรทางด้านบ้านต่างถิ่นเริ่มเคลื่อนไหว โดยเฉพาะขณะนี้ให้ปรากฏว่า ไอ้เน่า(ชื่อสมมุติ)กับพวกได้พ้นโทษออกจากคุกที่สงขลาแล้ว ไอ้เน่ายังไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงวางแผนกับพวกอีกสี่คน ปล้นวัวของชาวบ้านโคกพระ ประมาณบ่ายสองโมงของเดือนวันเสาร์กลางมิถุนายน ปี ๒๕๑๙ ไอ้เน่ากับพวกพร้อมปืน เอ็ม ๑๖ เป็นอาวุธที่ครบมือ เข้าต้อนฝูงวัวของชาวบ้านโคกพระซึ่งเด็กๆกำลังเลี้ยงอยู่ที่กลางทุ่งด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เด็กหลายคนต่างวิ่งมาที่บ้านโคกพระและตะโกนบอกไปทั่วบ้าน "โจรอุกวัวแล้ว! โจรอุกเอาวััวไปแล้ว!"...ชาวบ้านโคกพระใจเด็ดเดี่ยวมาก รวมกลุ่มกันแล้ววิ่งไปแทบหมดหมู่บ้าน ไล่ไปทันโจรกลุ่มของไอ้เน่าที่บริเวณตะวันตกหนองตรุดห้างกลางทุ่ง ชาวบ้านโคกพระสกัดกลุ่มโจรไว้ไม่ยอมให้ต้อนวัวไปทางทิศตะวันออกอันเป็นบ้านของไอ้เน่ากับพวก แต่บังคับให้โจรต้อนวัวไปทางทิศใต้ ซึ่งท้องทุ่งเป็นแนวยาว ไอ้เน่าเริ่มเสียชัยภูมิ จึงยิงปืนดังไปทั่วทุ่ง ขณะนั้นผมกับพ่อนั่งอยู่บนแคร่ใต้ต้นโพธิ์เลที่สวนตีน ด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ได้ยินเสียงปืนเป็นชุดๆ อย่างชัดเจน ไม่นานนักญาติจากบ้านโคกพระวิ่งมาบอกข่าวพ่อ พร้อมทั้งบอกด้วยว่า "จ้ายนำชาวบ้านสู้กับโจร"...พ่อถามว่า "เครื่องมือพวกเรามีกันไปครันไหม้?" ญาติบอกว่า ..."ไม่เท่าใด แต่คนเราลุย" คือตอบว่า ไม่มากนักแต่คนของฝ่ายเรามาก "ลุย" แปลว่า มีมาก .,เสียงปืนของฝ่ายโจรดังอยู่เป็นระยะๆ ชาวเชิงแสต่างก็ถามข่าวกันทั่ว ครั้นทราบว่าพี่น้องชาวโคกพระได้สกัดกลุ่มโจรไว้ บางคนก็ชวนพากันไปสมทบ...ภาพทุ่งนาปาซังข้าวเก็บเสร็จใหม่ๆยามนั้น นับว่าน่าตื่นเต้นมาก พี่น้องชาวโคกพระและกลุ่มโจรชิงไหวชิงพริบกัน โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน การสัปยุทธเริ่มถึงจุดหักเห เมื่อกลุ่มชาวบ้านยันโจรไว้ที่ทิศตะวันออกของหนองบ่อ ไม่ยอมให้โจรฝ่าขึ้นไปทางตะวันออก จนในที่สุดไอ้เน่าหัวหน้าโจรสั่งสมุนให้ทิ้งฝูงวัว และพากันไปทางทิศใต้จนถึงหนองนกพลัด ไอ้เน่าเลือดเข้าตา ระดมยิงปืนชุดใหญ่หมายฆ่าชาวโคกพระ ชาวบ้านโคกพระหลบลงตามคันนา และยิงปืนยาวโต้ตอบ ระหว่างนั้นสมุนโจรสองคนฝ่ากลุ่มชาวบ้านหลบหนีไปทางบ้านเจดีย์งาม ส่วนอีกคนหนึ่งทิ้งพวกหนีไปทางเขารัดปูน พี่จ้ายเห็นเข้าก็พาพวกสามคนไล่ตามไป จนทันกันที่ทิศตะวันตกของหนองพังกาน พี่จ้ายยิงโจรจนแน่นิ่งไป แต่! เมื่อเข้าไปดูที่จุดโจรถูกยิง ปรากฏว่าสมุนของไอ้เน่าถอดเสื้อคลุมตอไม้ไว้ หลอกให้ยิงเสื้อ โดยตนเองสามารถหลบหนีไปได้ ....ส่วนการต่อสู้กันระหว่างไอ้เน่าและพวกอีกหนึ่งคน กับกลุ่มชาวบ้านโคกพระ ผลปรากฏว่าพี่น้องชาวบ้านโคกพระชนะ ๒ - ๐ /....๐๐๐๐๐๐....................................................................................................................................+++++++....... ใกล้ค่ำแล้ว..."จ้าย ดุกลิ่ม" นำคณะหลายคนมาที่บ้านเชิงแส พี่จ้ายยืนเล่าเรื่องการยิงกับโจรให้ชาวบ้านฟังอย่างออกรสออกชาติมาก ผมยืนฟังอยู่ด้วย ขณะที่เล่าพี่จ้ายก็กางเสื้อตัวนั้นของโจรให้ชาวบ้านและผมดู .....เช้าวันอาทิตย์ชาวเชิงแสไปดูศพโจรกันที่กลางทุ่ง ผมก็ไปด้วย ศพไอ้่เน่านอนหงายอยู่ข้างคันนา มือสองข้างยกขึ้นเหลื่อมกัน ชาวบ้านพูดกันว่าเหมือนท่าจับปืน ไม่ไกลกันนัก โจรอีกศพหนึ่งนอนหงายตายอยู่ในนาห่างคันนาสักสิบเมตรประมาณนั้น ศพนี้ถูกยิงที่อก มีรอยกระสุนเป็นรูสองรอย เห็นได้ชัดมาก และมีมดหลายตัวมากินเลือดอยู่ที่รอยกระสุน พวกเราดูศพโจรกันอยู่นานเท่าใดจำไม่ได้ แต่เริ่มรู้สึกว่ามีคนมากขึ้น ...ทันใดนั้นพ่อก็เดินมาที่ผมและกลุ่มเด็กๆ พ่อบอกให้รีบกลับบ้านเสีย พ่อเกรงว่าเด็กๆ จะไม่ปลอดภัย เพราะกลุ่มคนที่มากันมากนั้น เป็นชาวบ้านของกลุ่มโจร พวกเขากำลังจะมาหามศพทั้งสองศพกลับบ้าน...+++...เหตุครั้งนี้แม้จะทำให้ชาวบ้านโคกพระและบ้านเชิงแสปลอดภัยจากโจร แต่พวกเราก็ต้องระวังตัวกันมาก กลัวโจรจะมายิงแก้แค้น...เช้าวันจันทร์เปิดเรียนแล้วเด็กๆก็ยังพูดกันถึงเรื่องชาวโคกพระสู้ชนะโจร "เกษม อินทร์ดำ" ลูกน้าเซี้ยนซึ่งเป็นเด็กบ้านโคกพระเพื่อนร่วมชั้นของผมเล่าว่า คนบ้านกลุ่มโจรจะแก้แค้น หากใครเป็นคนแปลกหน้าผ่านหมู่บ้านของเขา ก็จะถูกถามว่า "เป็นชาวบ้านโคกพระหรือไหม้?" เกษมได้ข่าวนี้มาจากใครผมไม่ทราบ ผมลืมถาม!;....หลังจากนั้นผมมีประสบการณ์รู้เห็นโจรปล้นบ้านเชิงแสอีกหลายครั้ง เช่น คืนหนึ่งที่โจรปล้นวัวบ้านลุงอิ่ม แล้วลุงแอบมาเรียกให้พ่อช่วย..."เพียร เพียร โจรอุกวัว" เสียงที่ลุงอิ่มเรียกพ่อครั้งนั้น ผมยังจำได้อยู่จนทุกวันนี้ เพราะขณะนั้นผมและพ่อนอนอยู่ที่ระเบียงบ้าน ทันที่ที่ได้ทราบว่าลุงอิ่มถูกโจรปล้น พ่อก็ตะโกนขึ้นว่า "หลักไว้! หลักไว้! วินหลักไว้ปละตีน" พ่อตะโกนยังไม่ทันขาดคำ โจรก็ยิงปืนขึ้นทันที กระเบื้องหลังคาบ้านลุงอิ่มร่วงกราว และโจรยิงอีกหลายชุด ไม่ให้เราสู้ ...คืนนั้นเราแพ้ โจรปล้นวัวของลุงอิ่มไปได้ ๒ ตัว...หลังจากโจรได้วัวไปแล้ว ทุกคนมารวมกลุ่มกันที่บ้านของผม พ่อถามว่า "โจรพาวัวไปทางไหน?" มีเสียงตอบว่า "พาไปทางสวนตีน แล้วเลี้ยวไปทางท่าออก ที่ตีนวัดเอก"...หลายคนปรึกษากันว่าตามไปแย่งวัวหรือไม่? และว่าน้าไหวมีปืน แต่เป็นปืนสั้น ส่วนน้าอีกคนมีปืนยาว ...ที่สำคัญ ข้อที่ปรึกษากันนั้น ได้ความเพิ่มเติมว่า การปล้นคืนนี้น่าจะมีชาวเชิงแสที่ชื่อว่า "....." เป็นนกต่อ เป็นสายให้คนบ้านอื่นปล้นคนบ้านตัวเอง ทุกคนเห็นร่วมกันว่า หากตามไปกลางคืนจะเกิดอันตรายมาก...เรื่องที่มี "นกต่อ" ครั้งนี้เป็นเรื่ิิองที่ยังจดจำกันอยู่จนถึงทุกวันนี้./