วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๒ บ้านเชิงแส

๒.บ้านเชิงแส


     ...ขณะที่ท่านอ่านเรื่องราวของบ้านเชิงแสอยู่จนถึงขณะนี้ Blog แจ้งยอดรวมของการอ่านได้ถึง ๒๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว ...ผมขอเรียนว่า ทุกท่านได้รับคำขอบคุณจากผมอยู่ตลอดเวลา ในความที่เสียสละเวลาติดตามอ่านเรื่องเก่าที่เกี่ยวกับชีวิตบ้านอกบ้านนาชุมชนหนึ่ง.หากมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าอยากจะเพิ่มเติม หรือแก้ไข ก็สามารถเพิ่มเข้ามาได้ส่วนในพื้นที่ความคิดเห็นที่อยู่ข้างล่างของข้อเขียนท้ายบทนี้...ขอให้ผู้ติดตามอ่านทุกท่านมีความสุขไปกับเรื่องเล่าของผมนะครับ...( ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ ซอยอารีย์ กรุงเทพฯ).

     บทที่ ๒ นี้ ผมจะกล่าวถึงบ้านเชิงแส ในแง่มุมด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา บรรพชนแห่งชุมชน ตลอดจนพลวัตของวิถีชีวิตชาติพันธุ์........แต่เบื้องต้นจะได้กล่าวถึงญาติของแม่คนหนึ่งที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด แต่ตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็นญาติที่มีสิทธิโดยธรรมอย่างมากในการรับมรดกของแม่ เนื่องเพราะเป็นญาติโดยการแต่งงาน คนนั้นก็คือ "พ่อ" พ่อได้ถ่ายทอดเรื่องราวของบ้านเชิงแส กับเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คน และชาติพันธุ์ของคนแถบนี้ให้ผมได้รับรู้มาด้วยการบอกเล่าไม่น้อยเลย ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพแหล่งข้อมูลต่อครูคนแรกของผม จึงควรอย่างยิ่งแล้วที่ผมจะได้กล่าวถึงพ่อ
     พ่อของผมเป็นคนบ้านโคกพระ หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านเชิงแส บ้านโคกพระไม่มีวัดประจำหมู่บ้านก็จริง แต่มีความสำคัญที่ผู้คนบ้านเชิงแสต้องให้ความเคารพ นั่นก็คือจารีตขนบวัฒนธรรมทางศาสนาในวันออกพรรษา โดยเรือพนมพระหรือเรือพระของวัดเอกเชิงแส จะต้องเชิญมาสมโภชที่ศาลาบ้านโคกพระ ในตอนเที่ยงของวันออกพรรษา เที่ยงวันนั้นมีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์และทำบุญใหญ่ของชาวบ้านเชิงแสและชาวโคกพระ จากนั้นก็สนุกสนานแย่งชิงเรือพระกันในระหว่างสองหมู่บ้านดังกล่าว ใช้เชือกป่านใหญ่ผูกด้านหัวและด้านท้ายเรือพระ ฟากด้านหัวเป็นของฝ่ายชาวโคกพระ ส่วนฟากด้านท้ายเรือด้านทิศใต้เป็นของชาวบ้านเชิงแส ถ้าเป็นเรือพระน้ำก็แย่งเรือกันในทะเลสาบสงขลาตั้งแต่เช้าที่ปากบางเชิงแส อันที่จริงตอนเช้าๆจะว่าแย่งเรือพระก็ไม่ถูกเสียที่เดียวนัก เนื่องจากต้องอัญเชิญพระไปสมโภชที่ศาลาโคกพระอยู่แล้ว เป็นการร่วมกันนำเรือพระไปศาลาโคกพระเสียมากกว่า ระหว่างอัญเชิญเรือพระหรือลากพระไปนั้น คนตีตะโพนก็ตีไปตลอดทาง เรียกว่า"คุมโพน" เสียงตะโพนดังสนั่น ก้องท้องน้ำ สะท้านท้องทุ่งได้อารมณ์..............ตุ้ง...ตุ้ง...ตุ้ง...ทอม...ตุ้ง...ทอม...ตุ้ง...ทอม...ไปเรื่อยๆ สลับกับเสียง...สาระพา...เฮโล...เฮโล (เฮโลนะครับ ไม่ใช่ไฮโล ไฮโล เดี๋ยวก่อน อย่ารีบ "ขวัด" ทำบุญกันก่อน)โห่รับ โห่ขาน ไปตลอดทาง ช่วงปี ๒๕๒๐ ถนนสายตกพูนกันเรียบร้อยแล้ว ปีนั้นจึงเป็นเรือพระบก มีการติดตั้งเครื่องไฟใส่ลำโพง เปิดเพลงลูกทุ่งไปด้วย จำได้ว่าเพลงฮิตเพลงนั้นคือ เพลง"จดหมายเป็นหมัน" ของขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด ที่เริ่มเนื้อร้องว่า..."ลืม ลืมพี่หรือยังเล่าน้อง จดหมายพี่เคยใส่ซอง ส่งให้น้องเดือนแล้วผ่านมา ทำไมไม่ตอบ ไม่ชอบก็จงตอบมา จะได้ไม่เสียเวลา คอยตั้งตานับวันนับคืน...(เสียงร้องนกดุเหว่าแทรก)....หรือเจ้ามีแฟนใหม่เคลียคลอ ปล่อยให้พี่เฝ้ารอ เฝ้ารอ บุญมั่นขวัญยืน...ฯลฯ."เพลงจดหมายเป็นหมันดังก้องฟ้าเมืองไทยอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งมีเพลง "รักจางที่บางปะกง" ของสดใส รุ่งโพธิ์ทอง (ต่อมาเปลี่ยนเป็น ร่มโพธิ์ทอง)และรุ่งปีขึ้นก็มีเพลงลูกทุ่งดังอีกเพลงหนึ่งคือเพลง "ขี่เก๋งอย่าลืมเกวียน" ซึ่งขับร้องโดยภูมินทร์ อินทพันธ์ ดังขึ้นแทน .....เกี่ยวกับเรื่องการชักเรือพระนี้ ผมเคยถามพ่อว่าทำไมจึงไม่มีการชักเรือพระหรือลากเรือพระไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เพราะถนนดินเริ่มมีแล้ว พ่อบอกว่าถือกันมาแต่โบราณแล้วว่า หากลากเรือพระให้ผ่านทุ่งนาไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน จะเกิดฝนแล้งทำนาไม่ได้ เรือพระไปถึงไหนฝนจะแล้งไปถึงนาที่นั่น
     บ้านโคกพระมีคลองจากทุ่งนาด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาด้านทิศตะวันตกเช่นเดียวกับคลองเชิงแสและคลองหมู่บ้านอื่นๆแถบละแวกนี้ คลองนั้นหากนับจากทุ่งด้านทิศตะวันออกก็ดูจะเป็นร่องน้ำเล็กๆ ครั้นเริ่มเข้าเขตชุมชนจึงเป็นคลองใหญ่ ที่ร่มครึ้มไปด้วยก่อไผ่สีสุกสองฟากคลอง จนถึงจุดที่พ้นเขตหมู่บ้าน ออกสู่ทุ่งนาข้างๆศาลาทำบุญสมโภชเรือพระ แล้วคลองก็ไหลลงสู่ทะเลสาบ สองฝั่งคลองบริเวณ "นาเลโคกพระ" ไม่มีไม้ใหญ่ มีเพียงไม้พุ่มเล็กๆ ไปจนถึงปากบางโคกพระ บ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือคลองอยู่ในเขตการปกครองของเขตตำบลโรง ส่วนบ้านเรือนด้านทิศใต้คลองอยู่ในเขตตำบลเชิงแส บ้านของพ่ออยู่ด้านเหนือคลองโคกพระ พ่อเป็นลูกชายคนที่ ๒ ของปู่พลัดและย่ากลับ ปู่ของผมเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐ ปู่เป็นลูกของทวดเพ็งและทวดเขียว เป็นไทยดั้งเดิม ไทยใต้แท้ๆ รับธรรมเนียมพระพุทธศาสนามาอย่างเต็มเปี่ยม จึงบวชเรียนทางพระมาเป็นอย่างดี ปู่พูดคำสุภาพมาก พ่อเล่าว่ามีอยู่คราวหนึ่งเมื่อปู่ได้ยินคนพูดต่อว่าต่อขานกันโดยใช้คำว่า "ไอ้พันธุ์นี้" ปู่จะสอนว่า"เราคนพูดนั้นเป็นคนพันธ์ุไหน"เมื่อทางการให้มีนามสกุลในรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ปู่จึงใช้นามสกุลที่เคยเป็นฉายาเมื่อเป็นพระ ซึ่งแปลว่า "กระจายไปสิบทิศ" คุณอาประดิษฐ์น้องของพ่อศึกษาเล่าเรียนมาทางพระได้เปรียญธรรมเป็นพระมหา ชั้นต่อมาลาสิกขามีครอบมีครัวแล้วเพิ่มคำว่า "ภาส" ต่อท้ายนามสกุล จึงแปลว่า แสงกระจายไปสิบทิศ ย่ากลับแม่ของพ่อนั้นก็เป็นไทย ย่าเป็นลูกสาวของทวดมีและทวดแป้น น่าเชื่อว่าบรรพชนฝ่ายพ่อของย่าเป็นคนไทยที่มีความใกล้ชิดกันมากกับวัฒนธรรมมุสลิม หรืออาจจะเป็นไทยมุสลิมก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ "ทวดมี" พ่อของย่าเป็นเจ้าของวง "กาหลอ" ซึ่งเป็นวงดนตรีพื้นบ้านมุสลิม โดยทวดมีทำหน้าทีเป่าปี่ ปู่ของผมมีพี่น้องรวม ๒ คน พี่สาวของปู่ชื่อว่าย่าคุลา
     ผมมีภาพถ่ายขนาดใหญ่เป็นภาพหมู่ในงานสระหัวคนเฒ่าคนแก่จำเริญอายุ เมื่อเดือนหก พ.ศ.๒๔๙๐ ของบ้านโคกพระและบ้านเชิงแสอยู่ภาพหนึ่ง นับว่าเป็นภาพคลาสสิคของบรรพบุรุษบรรพสตรี ภาพดังกล่าวนี้ถ่ายที่ใต้ร่มต้นโพธิ์บริเวณศาลาสระออกบ้านโคกพระ โดยมีพระภิกษุผู้ใหญ่สุปฏิปันนาจารย์ ๓ รูป อยู่ในภาพด้วย สุปฏิปันนาจารย์ทั้งสามคือ พระอาจารย์เลื่อน ปุญญสุวรรณโณ แห่งวัดถ้ำพระหอ เมืองนครศรีธรรมราช พระอาจารย์พ่อท่านล่อง แห่งวัดหัวถนน และพระอาจารย์พระครูประทักษ์ธรรมมานุกูล(สเถียร อภิปุญโญ)เจ้าอาวาสวัดหัวนอน หรือวัดเชิงแสใต้ สำหรับบรรพบุรุษและบรรพสตรีในภาพนั้นมี ดังนี้ คุณปู่นิ่ม อินทร์ดำ ก๋งห้อง รัตนสุวรรณ คุณปู่พลัด ทัสสโร คุณปู่คล้าย ศรีใส คุณปู่ดำ ตั้นซ้าย คุณย่าอิน มีปีด คุณย่าแก้ว ศรีใส คุณย่าแคล้ว ชุมแดง คุณย่าทุ่ม ช่วยไล่ คุณย่ากลับ ทัสสโร และคุณย่าคุลา สุวรรณโณ ........งานสระหัวจำเริญอายุดังกล่าวข้างต้นเป็นงานใหญ่ คุณอาช่วงน้องชายคนเล็กสุดของพ่อเล่าให้ผมฟังว่า งานนั้นเฉพาะการทำกับข้าวหลัก ต้องแกงคั่วปลาช่อนริ้ว ๓ กระสอบป่านเป็นกับข้าวหลัก ซึ่งก็คงมีกับข้าวเคียงจำพวก"ยำหัวโหนด" อีกหลายกะละมัง อย่างแน่นอน ในภาพจะเห็นมีการยกเบญจาสำหรับนั่งรดน้ำ เรือใส่น้ำจำหลักไว้บนต้นโพธิ์ แล้วทำหัวพญานาคยื่นออกมา มีฉัตรสี่มุม รั้วไก่ งานศิลป์แทงหยวกรังสรรค์โดยฝีมือของคุณอาจวน เซ่งเอี่ยม และ คุณอาขาว ชมภูทอง ซึ่งล้วนแต่เป็นช่างฝีมือเอกของบ้านโคกพระ

(งานเบญจาสระหัวคนเฒ่าคนแก่บ้านโคกพระและบ้านเชิงแสในภาพจะเห็นเบญจาและงานศิลปะการแทงหยวกฝีมือช่างบ้านโคกพระ)
     "เมื่อพ่อยังเป็นเด็ก ปู่พลัดขุดหนองน้ำที่ใกล้บ้าน ขุดลงไปได้เทียมอก พบเชือกม้วนใหญ่ขดอยู่ เมื่อเอามือไปจับก็เปื่อยยุ่ย..." พ่อเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับสภาพทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา พื้นที่ของชุมชนโคกพระบ้านเกิดของพ่อเช่นนี้ ซึ่งผมเชื่อว่ามีสภาพไม่ต่างไปจากสภาพพื้นที่และธรณีวิทยาของบ้านเชิงแส ความเชื่อของผมที่เชื่อและสนใจมาอย่างนี้ เป็นแรงผลักดันให้เมื่อผมเติบโตขึ้นมีการงานทำ มีทุนรอนค้นคว้าข้อมูลก็ได้ความกระจ่างขึ้นอีกมากต่อมาก......มากต่อมากด้วยข้อมูลจากบันทึกของชาวต่างชาติซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ (ประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ)และที่สำคัญผมได้พบข้อมูลบ้านเชิงแสอายุประมาณ ๔๐๐ ปี อีกด้วย แต่ชั้นนี้ขอกล่าวเริ่มไปจากข้อมูลใหม่ ๑๐๐ ปีเศษก่อน ข้อมูลใหม่นั้นคือบันทึกของชาวต่างชาติ อันประกอบด้วยบันทึกของ เซอ จอห์น บาวริ่ง (Sir.John Bowring) ที่บันทึกสภาพของแผ่นดินบริเวณนี้ไว้เมื่อปี ๒๔๑๐ ปูมบันทึกของกัปตันเฟรเดอริค อาร์เธอร์ นีล (Frederick Arthur Neale)ชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเมื่อปี ๒๓๘๓ และได้รับราชการในกรมทหารม้าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาNealeก็ได้เขียนหนังสือเรื่อง Narature Of a Rasidence in Siam โดยกัปตันนีลบันทึกปูมเรือไว้เมื่อปี ๒๓๘๓ ว่าเรือของตนแล่นผ่านช่องแคบระหว่างเมือง Ligor หรือเมืองนครศรีธรรมราช และหมู่เกาะ Tantalem ที่ว่า " ...ทางต่ำกว่าที่อุดมสมบูรณ์ของเกาะ Tantalem มีอ่าวเล็กๆแถวเมือง Talung ราว ๔ โมงเย็น เราก็มาถึงนอกเมือง Sangora..." นอกจากนี้ กองต์ เดอ ลูโดวิค โบวัวร์ ชาวฝรั่งเศส (เข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๑๐)ได้ทำแผนที่ไว้เมื่อพ.ศ.๒๔๒๑ โดยแผนที่ของเขานั้น เขาไม่ได้บันทึกถึงทะเลสาบสงขลาไว้ (ทั้งที่ขณะนั้นมีทะเลสาบสงขลาอยู่แล้ว... ดูได้จากแผนที่ในสมัยรัชกาลที่ ๓) ซึ่งต่อมาอีก ๕๐ ปี ความเป็นทะเลสาบน่าจะชัดเจนขึ้นจึงปรากฏว่ากัปตัน เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ(Herbert Warrington Smyth)เจ้ากรมโลหะกิจและภูมิวิทยา(ผู้เขียนหนังสือ Five year in Siam)บันทึกไว้ว่าตนนำเรือผ่านร่องน้ำระหว่างสันทรายระโนดกับเมืองนครศรีธรรมราช (Ligor)ไม่ได้เสียแล้ว แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ด้านทิศเหนือของระโนดกับหัวไทรและปากพนัังกำลังจะติดกันเป็นแผ่นดินที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ขดเชือกที่ปู่พลัดขุดพบโดยบังเอิญนั้นก็คือ เชือกจากเรือเดินทะเลเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา แผ่นดินข้างบ้านปู่แต่ก่อนนั้นคือท้องทะเล อันสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่บ้านเชิงแสครั้งที่พ่อท่านเมฆจัดให้มีการขุดสระโพธิ์ขึ้นก็ได้พบไหโบราณสี่หูที่ในพื้นดินใต้สระ ทั้งนี้เนื่องเพราะแผ่นดินที่บ้านเชิงแสก็เคยเป็นทะเลเช่นเดียวกัน ความเป็นทะเลบริเวณบ้านเชิงแสและบ้านโคกพระตลอดจนหมู่บ้านละแวกแถบนี้มิได้เกิดขึ้นเมื่อสมัยอยุธยา แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนับร้อยปีทีเดียว

(ภาพวาดด้านภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์บริเวณเมือนครศรีธรรมราช และเมืองสงขลา ภาพวาดดังกล่าววาดไว้เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)
     บ้านเชิงแสมีอาณาเขตด้านทิศตะวันตกจดทะเลสาบสงขลา ความยาวนับจาก"หน้าท่าเตียน"ซึ่งเป็นเขตแดนชายฝั่งด้านทิศใต้สุด นับไปทางทิศเหนือผ่านปากบางเชิงแส เรื่อยไปจนถึงปากบางคลองโคกพระมีความยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ริมฝั่งทะเลสาบของบ้านเชิงแสเป็นเกาะเลและพื้นที่พรุชุ่มน้ำ ที่เรียกว่า "ปรัง" หรือ"ในปรัง" อันมีสภาพเป็นพรุจูดหนู บัว บา สาหร่าย และแน่นอนว่าเป็นที่สาธารณะมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ระหว่างพรุปรังกับทะเลสาบเป็นที่เนินดินต่อเนื่องกันไปประมาณความกว้างราวๆ ๒๐ ถึง ๒๕ เมตร ยาวประมาณ ๘๐ เมตร หลายเนินดินต่อเนื่องไปตามริมฝั่งตลอดแนว เนินดินดังกล่าวนี้มีสภาพเป็นเกาะเล็กๆ ต่อเนื่องไปตลอดชายฝั่งทะเลเรียกว่า "เกาะเล" โดยมีไม้พุ่มประจำถิ่นที่ชื่อว่า "ไม้ตรุด" ขึ้นอยู่ที่เนินดินนั้นติดต่อกันเป็นพืด กับมีพื้นที่ว่างเป็นสนามหญ้าแกรกด้านที่ติดกับในปรังให้พวกเราเด็กๆ ได้วิ่งเล่นกัน ลานหญ้านี้บางครั้งก็เป็นที่ตากต้นเก็ก ก่อนที่จะนำมาสานเป็นเสื่อบ้าง สานเป็นกระสอบบ้างหลากประเภท เช่น กระสอบหนาด กระสอบนั่ง กระสอบนอน ใต้ร่มไม้ตรุดร่มชื้นมาก จึงมีเห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ทั่วไป ผมและเพื่อนๆตลอดจนชาวบ้านมักจะไปหาเห็ดตับเต่าอยู่เสมอ และเหตุนี้ทำให้ยายที่เลี้ยงดูผมกังวลอยู่ตลอด เพราะเมื่อได้ไปหาเห็ดตับเต่าแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเล่นน้ำทะเล ดำผุดดำว่ายออกไปไกลๆ จนถึงบริเวณที่เรียกว่า "หัวโคลน" ในทะเล และแน่นอนเช่นกันว่า เรื่องเล่นน้ำทะเลกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ขออนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อนไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าคำตอบคือไม่อนุญาต เด็กๆอย่างผมและเพื่อนๆนั้น เมื่อจะลงเล่นน้ำทะเลกัน สิ่งที่สำคัญต้องทำเป็นเรื่องแรก ก็คือ ต้องซ่อนเสื้อผ้าไว้ให้มิดชิด มิฉะนั้นแล้ว จะถูกผู้ใหญ่แกล้ง เก็บเสื้อผ้าพวกเรานำเสื้อผ้ามาไว้ที่บ้าน แล้วเราจะต้องเดินแก้ผ้ากลับบ้าน มีน้าคนหนึ่งชอบแกล้งผมเป็นที่สุดในเรื่องนี้ แกหาปลาอยู่แถวชายทะเล แกห่วงผมมากไม่อยากให้เล่นน้ำ บอกว่าถ้าลงเล่นทะเลจะฟ้องแม่ฟ้องยาย แรกๆผมก็ทำเป็นว่าเชื่อฟัง แต่ถึงจะเชื่อฟังจริงๆ ก็อดใจไม่ได้หรอก เพื่อนๆเล่นน้ำกันอยู่อย่างนั้น มีเรื่องให้ต้องลงเล่นน้ำตามไปจนได้ เมื่อลงเล่นแล้วก็ต้องออกไปให้ไกลจนถึงหัวโคลน ถึงจะสนุกและตื่นเต้น บริเวณนี้น้ำลึกปริ่มๆ จมูก เราต้องเขย่งเท้าไม่ให้สำลักน้ำ พื้นดินใต้ทะเลเป็นเขตต่อระหว่างดินแข็งกับโคลนปากคลองที่น้ำพัดพามา จึงเรียกว่าหัวโคลน เรื่องเล่นน้ำเสี่ยงๆแบบนี้ หากย้อนเวลาได้ก็คิดว่าไม่ควรเล่นเลย เพราะอันตรายจริงๆ ผู้ใหญ่จึงได้ห่วงพวกเด็กๆ กันมาก ห่วงลูกหลานกันมาก แต่ผมคิดว่าในบรรดาคำของผู้ใหญ่ที่ได้ผลที่สุดเรื่องที่จะทำให้พวกเราไม่กล้าเล่นน้ำทะเลนั้น ไม่ใช่คำเตือนคำห้าม แต่น่าจะเป็นเรื่อง "ผีพราย" ซึ่งเป็นผีในน้ำ เรื่องเล่าอย่างนี้ได้ผลยิ่งกว่าคำห้ามปรามใดๆทั้งหมด เพราะทำให้พวกเรากลัวกันไปพักใหญ่ๆทีเดียว

(ดอกลำพูชายทะเลเชิงแสบริเวณไม่ไกลจากปากบาง)

(สภาพปากบางเชิงแส ที่เก่าที่เคยเล่นน้ำ แต่เวลานั้นไม่ใช่เวลาเก่าเวลาเดิมเสียแล้ว เพราะเข็มเวลาผ่านมานานโขถึง ๔๐ ปี...)

( ภาพบน...ลูกคุระก็ยังพอมีให้เก็บภาพได้ ส่วนอีกภาพ...เรือหาปลาจอดหลบ "ลมพลัดยา" อยู่ใกล้ต้นลำพู)

(สังเกตตรุดที่ยังคงเป็นไม้กอเล็กอยู่(บริเวณหัวเรือหางยาว)ซึ่งยังพอมีให้เห็นเตือนความจำในวัยเด็ก แต่ไม้ตรุดใหญ่ๆ ประเภทมีพุ่มให้ความชื้นระดับที่เห็ดตับเต่าขึ้นเต็มดังแต่ก่อนนั้นไม่มีแล้ว หมดไปแล้ว)
     เล่นน้ำจนเหนื่อยแล้ว....ก็จะหาของกินกัน ของกินเล่นของผมและเพื่อนๆ ที่บริเวณริมชายทะเลและในปรังมีสองอย่าง อย่างหนึ่งคือ "แห้วนา" หัวแห้วนาที่นาเลเชิงแสมีมากจริงๆ "นาเล"ของบ้านเชิงแสอยู่ถัดจากในปรังเรื่อยมาจนถึงทิวไผ่เขตหมู่บ้าน ชาวบ้านไถนาที่นาเลแล้วหััวแห้วก็จะอยู่ตามรอยไถให้พวกเรากินกันอย่างสนุก ไม่มีใครหวงใครห้าม นาของใครก็หากินหาขายได้ ป้าชาวเชิงแสบางคนหาหัวแห้วไปต้มขายที่โรงเรียนทุกวัน ผมยังเคยซื้อหลายครั้ง ....ยังจำคุณป้าท่านนี้ได้ดี เนื่องจากป้าเคยมีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน หัวค่ำหนึ่งป้ามาหาพ่อที่บ้าน ป้าบอกว่า "เรื่องนี้ จะต้องไปให้ถึงมณฑล" ป้ากลับไปแล้วพ่ออธิบายให้ผมฟังว่า "มณฑล" ที่ป้าพูดถึงนั้นหมายถึง ศาลจังหวัดสงขลาซึ่งเดิมคือศาลมณฑลนครศรีธรรมราช (ท่านที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์การศาลเมืองสงขลา ศึกษาได้จากรายงานราชการของเจ้าพระยายมราช ปั้น สุขุม และหนังสือที่ระลึกเปิดอาคารศาลจังหวัดสงขลา พ.ศ.๒๔๘๔)....นอกจากนั้นของกินอีกอย่างหนึ่งของเด็กๆที่ริมทำเลก็คือลูกบัวและเม็ดบัว ทั้งบัวสายและบัวหลวง บัวสายเม็ดสุกสีดำคล้ายๆแก้วมังกรในทุกวันนี้ ชาติจืดๆ ส่วนบัวหลวงเม็ดสีขาวรสชาติมัน แต่ใจกลางที่เป็นเส้นหน่อสีเขียวเล็กๆ อย่ากินเข้าไป รสขม ปัจจุบันนี้ผมอยู่ที่กรุงเทพฯจะกินเม็ดบัวหลวงต้องซื้อกิน เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ จะหากินกันเองเหมือนเมื่อเด็กๆ ไม่ได้เสียแล้ว....หาแห้วนาและเม็ดบัวกินกันแล้ว ก็กลับมานั่งเล่นนอนเล่นที่บนศาลาปากบาง หรือ "หลาปากบาง" บ้าง ดูชาวบ้านหาปลาบ้าง ดูป้าๆน้าๆผู้หญิง "รุนกุ้ง" บ้าง บางคราวโอกาสดีจะมีน้าผู้ชายพักจากการออกเรือหาปลาแล้วมาเล่านิทานให้ฟัง นั่งฟังกันบนศาลาที่ปากบาง สนุกมาก .....เรื่องตาก้าน....ตาก้านออกเรือหาปลาในทะเลสาบสงขลา ระหว่างหาปลาเผลอทำขวานตกทะเล ตาก้านฉลาดมากจึงใช้พร้าบากกราบเรือหมายไว้ให้รู้ว่าขวานตกที่ตรงนั้น หาปลาแล้วถ่อเรือมาจอดที่ตลิ่งชายคลองปากบาง ตาก้านบอกชาวบ้านว่า ขวานตกตรงที่บากหมายไว้ แล้วลงงมหาขวานที่ชายคลอง ตาก้านงมหาขวานไม่เจอ บ่นงึมงำว่าไม่น่าเชื่อบากแคมเรือไว้แล้ว ทำไมหาไม่พบขวาน ชาวบ้านถามว่าขวานหล่นที่ไหน ตาก้านว่า "หลนเลที่ตรงหนี้ บากแคมเรือหมายไว้แล้ว พรื้อหาไม่พบ" ชาวบ้านบอกตาก้านว่า ไปงมหาอยู่ในคลองทำไมเล่าตาก้าน เข็นเรือมาบนตลิ่งข้างศาลาดีกว่า จะได้หาขวานง่ายขึ้น ...ตาก้านว่า "หมันแหละ จริงเหมือนพี่เณรบอก ไม่น่างมหาขวานที่ในคลองให้โง่เลย พี่เณรฉลาดพันญาจริงๆ" ว่าแล้วตาก้านก็เข็นเรือขึ้นมาบนตลิ่งที่ริมฝั่งคลองเพื่อหาขวาน.....+++++....อีกเรื่องหนึ่งสนุกมากกว่าเรื่องตาก้านเสียอีก......เรื่องชายแจวเรือ....เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่ง แจวเรือจากบ้านเชิงแสไปที่เกาะใหญ่ ทำธุระเสร็จแล้้ว ก็"แจวหลบ" คำว่า "หลบ"เป็นภาษาใต้แปลว่ากลับ น้าชายเล่าถึงตอนนี้ก็หยุดเล่า พวกเราเด็กๆ ถามว่าแล้วเรื่องเป็นอย่างไรต่อไป น้าบอกว่า "แจวหลบ" คือ "จบแล้ว" .....เสียท่าน้าจนได้......ลงเลว่ายน้ำกันดีกว่าพวกเรา แต่อย่าลืมซ่อนเสื้อผ้าให้ดีๆ

(สิบแปดนาฬิกา วันที่ไม่มีแล้งซึ่งหลาปากบางเชิงแส)
     เดินตามตลิ่งเลียบชายคลองเชิงแสจากริมทะเลปากบางเข้ามาประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นบ้านเชิงแส.....ชุมชนแห่งนี้ตั้งขึ้นในสมัยอยุธยาโดยคนไทยใต้เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ต่อเนื่องกับรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ มีการอพยพของชาวจีนเข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภารอยู่ด้วย โดยก่อนหน้านั้นน่าเชื่อว่าได้มีชาวเชิงแสส่วนหนึ่งอพยพมาเพิ่มเติมจาก "บ้านเชิงแส" อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นชุมชนโบราณกลางทุ่งนา อันตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของบ้านเชิงแสใกล้ทะเลสาบแห่งนี้...ห่างกันประมาณ ๓ กิโลเมตร ดังนั้นด้วยเหตุที่บ้านเชิงแสมีมาแต่เดิมแล้วคำว่าเชิงแส "จึงไม่ได้มีชื่อมาจากคำว่า ซินแส" อย่างที่บางคนเข้าใจกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น.....แต่มาจากคำว่า "บารเชิงแสะ หรือ บ้านเชิงแส" นั่นแหละ.......++++++.....บ้านเชิงแสที่ใกล้ทะเลสาบ บ้านเกิดของแม่และบ้านเกิดผมแห่งนี้ได้ตั้งมา ๔๐๐ ปีแล้ว ตั้งเป็นหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือก่อนนั้น ผมมั่นใจ ทำไมผมจึงมั่นใจ เหตุที่มั่นใจก็เพราะผมได้เห็นแผนที่ภาพโบราณ ที่เป็น "แผนที่ภาพกัลปนาวัดพะโคะ" มาแล้ว เห็นมาแล้ว อ่านมาแล้ว อ่านหลายรอบ หลายครั้ง.........แต่ก็เคารพท่านที่มีความเห็นต่าง ต่างจากผม...ที่มีความเห็นว่า เชิงแสมาจากคำว่าซินแส +...+...เอกสารเกี่ยวกับกัลปนาวัดพะโคะมี ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเขียนขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ฉบับหนึ่งเขียนขึ้นหลังรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อักขระกำกับบรรยายภาพและข้อความเอกสารเขียนเป็นภาษาไทยอยุธยา และเขียนเป็นภาษาขอมปนกับภาษาไทยด้วย.....++++++......เอกสารและแผนที่ภาพดังกล่าว......บอกชื่อบ้านเชิงแส โดยใช้คำว่า "บารเชิงแสะ"บ้าง "บารเชิงแส" บ้าง รวมบ้านที่ชื่อว่าเชิงแสมีทั้งสิ้น ๔ บ้าน นอกจากนั้นยังบอกชื่อผู้ควบคุมดูแลบ้านเชิงแส บอกชื่อ"คลองเชิงแส"บอกชื่อวัดเอกว่าสมัยก่อนเรียกว่า "วัดเชิงแสพระครูเอก" ยิ่งกว่านั้นเอกสารแผนภาพนี้ยังได้บอกชื่ือ"วัดกลาง" บอกชื่อ"วัดเชิงแสะหัวนอน" บอกชื่อ"คลองพระ" (ซึ่งไหลมาจากบ้านเชิงแสกลางทุ่ง มาบรรจบกับคลองเชิงแสที่บริเวณทิศใต้ของวัดกลาง)ทั้งแผนที่ภาพนี้ยังบอกชื่อ "คลองช้าง" (ที่ปัจจุบันเรียกหนองคลองช้าง) บอกชื่อและวาดภาพ"วัดทะเย้า" ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของ "เขารัชปูน" (ปัจจุบันวัดดังกล่าวไม่มีแล้ว คงมีแต่ที่นาแถบนั้นซึ่งก็ยังเรียกว่า "เยา" แต่วัดไม่มีแล้ว) นอกจากนั้นแผนที่ภาพยังมีภาพที่ดอนด้านทิศตะวันตกของหนองบ่อ ว่า "โภดอรขรี" ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "ดอนโพธิ์" ...+++++++......เอกสารโบราณเกี่ยวกับบ้านเชิงแส จึงเป็นความรู้ที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าภูมิใจ ภูมิใจในบ้านของเรา บ้านที่เป็นบ้านเกิด...และจากการอ่านเอกสารนี้ทำให้ผมทราบว่า คำว่า "เชิงแส"แปลว่าอะไร???.........ดังนั้น ขณะที่ท่านกำลังอ่านเรื่อง.."เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล"...อยู่นี้ ท่านกำลังอ่านพร้อมกับที่ผมกำลังอ่านเรื่องราวของบ้านเชิงแสในเอกสารและภาพแผนที่ ซึ่งมีการรังสรรค์ไว้เมื่อสมัยอยุธยา.......แม้ว่าขณะนี้ผมและท่านผู้อ่านเราจะอยู่ห่างกัน แต่เชื่อว่า ชาวเชิงแส และลูกหลานของบ้านเชิงแส จะได้รู้เรื่องราวของบ้านเกิดไปพร้อมๆกับผม............เราจะรับรู้ไปด้วยกัน.....+++++++.......รับรู้ไปด้วยกันว่า คำว่า "เชิงแส" เมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วแปลว่าอะไร????..และได้รู้ว่า คำว่า "เชิงแส" นั้นเป็นคำภาษาไทยประสมกับภาษาขอมโบราณ โดยคำว่า "เชิง" เป็นคำไทย ส่วนคำว่า "แส" เป็นคำขอม...."เชิงแส" คำนี้จึงมีคุณค่ามีความหมายลึกซึ้ง และน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง........++++...เนื่องเพราะ คำว่า "เชิง" แปลว่า "ตีน หรือ ฝ่าย" ซึ่งการที่จะแปลว่าตีนอันมุ่งหมายถึงส่วนที่เป็นข้างล่าง หรือจะแปลว่าฝ่ายซึ่งหมายถึงบริเวณหรือหน้าที่ด้านนั้นๆ ก็ขึ้นอยู่ที่บริบทของคำ เช่นที่ในเอกสารกล่าวถึงคำว่า "เชิงกุฎี" "เชิงเรือน" "เชิงเรือ" ส่วนคำว่า "แส" แปลว่า "นา" แปลรวมได้ว่า "เชิงแส คือ บ้านตีนนา หรือพวกฝ่ายที่มีนา หรือบริเวณที่เป็นท้องนาด้านล่าง" คำภาษาไทยปัจจุบันก็มีใช้อยู่มาก เช่น "เชิงกลอน" "เชิงชาย" "เชิงเทียน" ที่ว่านาด้านล่างนั้นเพราะนับจากวัดพะโคะหรือวัดราชประดิษฐานซึ่งเป็นวัดหลวง ในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่สูงกว่านั่นเอง.....เมื่อผมยังเป็นเด็กจูงวัวไปส่งให้พ่อที่นา พ่อเตือนเสมอว่า "อย่าให้ข้องเชิง" คืออย่าให้เชือกหย่อนจนคล้องเข้ากับเท้าและขาของวัว ถ้าวัวข้องเชิง ต้องบอกวัวว่า "เชิง เชิง" วัวก็จะยกขาขึ้นให้ดึงเชือกออก วัวเชิงแสรู้ภาษาคนหลายคำ ตอนไถนาบอกว่า "เข้า" วัวจะไถเข้า บอกว่า "แจง" วัวก็จะไถออก....+++...ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ การดำเนินการสอบวัดที่นาเรียกตามกฎหมายเก่าว่า "สอบแส" พนักงานที่มีหน้าที่สอบแส เรียกว่า "แสนา" ต่อมากล่อนเป็น "เสนา" เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ไม่ใช่ฝ่ายกลาโหม........ด้วยพระคุณของแผ่นดินผืนนาแห่งบ้านเชิงแสนี้ ทำให้บ้านนี้ดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องมาหลายร้อยปีแล้ว ท้องนาจึงได้ให้ชีวิตและวิถีแห่งชาติพันธ์ุ เลี้ยงดูผู้คนมาอย่างยาวนาน พ่อสะท้อนความภูมิใจไว้ว่า "ชาวเชิงเป็นคนดี ขยัน และอดทน เห็นได้จาก การที่คนเชิงแสสามารถรักษาวัดบำรุงพระศาสนาได้ตั้ง ๓ วัด"


(แผนที่ภาพบ้านเชิงแสและวัดทั้งสี่วัดในเขตบ้านเชิงแส แผนที่ภาพดังกล่าวแม้จะวาดภาพในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ตาม แต่เชื่อว่าบ้านเชิงแสและวัดทั้งสี่ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการวาดแผนที่ภาพอย่างต่ำประมาณ ๑๐๐ ปี)

แผนที่วัดทเยาและเขารัชปูนซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงเขารัชปูน ในชื่อว่าเขารัดปูนส่วนวัดทเยานั้นเป็นทุ่งนาหมดแล้ว คงมีเพียงแต่คำบอกเล่าว่าพบซากวัดโบราณและชุมชนโบราณบริเวณนั้น

เขาทะเลจรรน์ปัจจุบันคือเขาในหรือบ้านเขาใน หมู่ที่ ๑ ตำบลเชิงแส

(ภาพท้องทุ่งนาที่สมบูรณ์ของบ้านเชิงแส สมกับคุณค่าของชื่อบ้านที่แปลว่าบ้านนา ในภาพจะเห็น "เขารัชปูน" เด่นอยู่กลางทุ่ง)
     ชาวเชิงแสเริ่มมีชาติพันธุ์อย่างผสมผสานเมื่อช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ คือประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาพักอาศัยในหมู่บ้าน ก๋งซุนเฮาะของผมเป็นชาวจีนรุ่นที่ ๒ หรือรุ่นที่ ๓ ก๋งเข้ามาถึงบ้านเชิงแสประมาณ พ.ศ.๒๔๒๕ ชาวจีนยุคของก๋งมีหลายคนพ่อเคยบอกชื่อให้ผมฟังหลายครั้ง ผมจึงจำได้อยู่ไม่ว่าจะเป็น "ก๋งสุย" "จีนฉาวเถ้า" "จีนกี่เถ้า" "จีนเอี่ยม บิดาของครูบวร วรารัตน์" "จีนนอง มีอาชีพขายทอง" คนจีนที่อยู่ทั่วบ้านเชิงแสประกอบอาชีพทำนาเป็นส่วนมาก และตั้งโรงเหล้า โรงสูบฝิ่น ที่ริมคลองกลางหมู่บ้านที่เชิงสะพาน ชาวจีนกลุ่มนี้บางคนก็ค้าน้ำตาลอย่าง "จีนโหย" ปัจจุบันนี้ชาวเชิงแสส่วนใหญ่เป็นชาวไทยจีนแทบทั้งสิ้น คำพูดก็ผสมกันทั้งคำไทยคำจีน เช่นคำว่า "ก้งโท้" แปลว่าซื่อสัตย์ คำว่า "เจี้ยนซี่" แปลว่าตะหลิว ปลาทอดยายและแม่ว่า "ปลาเจี้ยน" ขนมก็มี "ขนมอี่" แม่เรียกที่ตักน้ำว่า "ถุ้ง" ประเพณีชาวจีนที่ผมชอบมากก็คือตรุษจีน จะว่าไปแล้วพวกเราเด็กๆเชิงแสจะชอบวันตรุษจีนมากกว่านี้หากเป็นวันที่โรงเรียนหยุด


(หลักจารึกของคนตระกูล "ถู" เมื่อ ๓๕๐ ปีมาแล้ว เข้าใจว่าลูกหลานนำมาจากเมืองจีน อ่านข้อความในจารึกนี้ได้ความว่า ผู้ตายมีลูกหลายคน แต่จารึกนี้จะทำโดยลูกชาย ๓ คน เพื่อระลึกถึงบิดาผู้ล่วงลับ... แผ่นจากรึกหินนี้ผมจำได้ติดตามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อปี ๒๕๕๕ ผมทราบว่าจารึกดังกล่าวมีต้นไทรโอบคลุมอยู่จึงได้ดำเนินการขุดค้นขึ้นมาและถ่ายภาพไว้...)
     คนบ้านเชิงแสหลายชาติพันธ์ุได้ร่วมแผ่นดินอยู่กันมาอย่างสันติ ด้วยสิ่งยึดเหนี่ยวทางกายภาพ คือ แผ่นดินบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทำนาปลูกข้าวลงเลหาปลา ยากดีมีจนก็เลี้ยงชีวิตอยู่กันได้ไม่อดไม่อยาก ฐานะก็ไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่า "ถึงจะรวยหรือจน ทุกคนทุกครัวก็กินแกงส้มเหมือนกัน" ส่วนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจนั้นมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือความศรัทธาในพระศาสนาตั้งแต่เมื่อเป็นพราหมณ์ มาจนเป็นพุทธศาสนา และสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์.....+++++......

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ ๑ บ้านแม่

โดย...นิกร ทัสสโร++++++++++++++++++++++++++...............................+.+.+...+..........................................

บทที่ ๑. บ้านแม่

     ...นับเรียงปีที่ผมเริ่มเขียน "เชิงแสบ้านแม่ บ้านทุ่งริมเล" ลงใน blogger.com จวบจนถึงวันนี้ คือ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ ก็นับได้ว่าหกปีแล้ว มีเรื่องเล่า ๒๑ เรื่อง เริ่มจาก "บ้านแม่" จนถึง "อินทผลัม ที่ขนำปลายนา" มีผู้เข้าอ่านเป็นจำนวนมาก จนจะถึง ๒๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว ถือว่าเยอะมากนะครับ ที่เรื่องของชุมชนบ้านนอกจะมีคนอ่านหลายครั้งอย่างนี้.
      ...อันที่จริง ผมอยากจะเขียนให้สมบูรณ์กว่านี้ ตลอดจนเกลาถ้อยคำเสียให้ดี และเพิ่มเติมภาพให้มากขึ้นทั้งภาพใหม่และภาพเก่า แต่ก็ไม่มีเวลา เพราะมีงานประจำอยู่มาก.อย่างไรก็ตาม ผมขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน โดยหวังใจว่าท่านผู้อ่านน่าจะเป็นรุ่นลูกจากบ้านเชิงแส และรุ่นหลานๆ ของบ้านเชิงแส ทั้งที่ยังกลับไปทำบุญเดือนสิบอยู่ และที่ไม่ได้กลับไปทำบุญโดยทำบุญอุทิศให้ปู่ย่าตายายที่วัดใกล้บ้านแทน.หรือรวมตลอดถึงทุกท่านที่สนใจอ่านเรื่องบ้านๆ ซึ่งสภาพปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว.

     หากจะถามว่าเมื่อใดที่ผมมีความสุขที่สุด ผมตอบตัวเองว่าเมื่อผมคิดถึงบ้านแม่ บ้านแม่ที่เชิงแส หมู่บ้านชายทุ่งริมทะเลสาบสงขลา บ้านแม่ที่เชิงแสให้ความสุขแก่ผมอยู่ตลอดตั้งแต่เวลาที่ผมยังเป็นเด็ก และจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
     บางวันรถติดมาก ผมจอดรถต่อท้ายเบนซ์คันใหญ่ ที่มีเลขทะเบียนขึ้นต้นว่า "ชส...." ผมยังเผลอรู้สึกไปว่ารถคันนี้มาจากบ้านแม่ที่เชิงแส..



(ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณตำบลเชิงแส ในภาพจะเห็นว่าบ้านเชิงแสตั้งอยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบสงขลา ส่วนด้านทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา ถัดไปเป็นอ่าวไทยหรือที่เรียกว่าทะเลนอก)

     บ้านแม่หลังนี้ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดสามห้อง ใต้ถุนสูง หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือหรือปละตีน "ตีน หรือ ตีนนอน" หมายถึงทิศเหนือซึ่งตรงข้ามกับทิศ "หัวนอน" ซึ่งคือทิศใต้ ห้องทิศตะวันออกเป็นห้องนอน ห้องกลางเป็นห้องโถง ห้องทิศตะวันตกเป็นลอมข้าว ถัดจากลอมข้าวเป็นระเบียงไว้ข้าวเหนียวทั้งข้าวเหนียวดำและข้าวเหนียวขาว.. ซอกว่างระหว่างลอมข้าวใหญ่กับลอมข้าวเหนียวเป็นที่อยู่ของแม่แมวและลูกๆของมัน เกิดลูกกี่ครอกต่อกี่ครอกก็เกิดที่ซอกลอมข้าวตรงนี้แหละ...บ้านสามห้อง คำว่า "ห้อง" นี้นับตามช่วงเสาโดยที่ไม่ต้องมีฝากั้นห้องก็ได้

     บ้านหลังเดียวของแม่หลังนี้หลังคาบ้านเป็นกระเบื้องดินเผาซึ่งแม่ภูมิใจเล่าลูกเสมอว่า มองจากทุ่งนานอกบ้านก็เห็นมาแต่ไกล หากคนต่างถิ่นที่จะมาหายายและถามชาวบ้านเชิงแสว่่า บ้านยายแกวดหลังไหน ก็จะได้รับคำตอบว่าหลังที่มีหลังคากระเบื้องแดง อันต่างแปลกจากบ้านหลังอื่นที่ส่วนใหญ่มุงหลังคาด้วยจาก มีอยู่คราวหนึ่งเมื่อผมยังเล็ก จำได้ว่าคืนนั้นฝนตกหนักครั้นจวนสว่างเกิดพายุพัดหลังคากระเบื้องปลิวไปหลายแผ่น จนมองเห็นท้องฟ้า ยังจำภาพที่ยายนั่งว่าคาถาสลับกับสวดมนต์คำพระพร้อมทั้งโบกผ้าเช็ดน้ำหมากไล่ลมพายุได้ติดตา..
     ที่ดินแปลงปลูกบ้าน เดิมเป็นที่ของตา ตามีพี่น้อง ๔ คน คือ คุณยายเจื้อม คุณตายก คุณยายโคบ และคุณตาเห้ง จีระโร แม่บอกผมว่าเชื้อตระกูลตาของผมเป็นคนจีนแซ่จิว ตาได้รับมรดกที่ดินปลูกบ้านมาจากทวดหญิงสุ่น เมื่อตาสู่ขอยายแล้วจึงได้ปลูกบ้านขึ้นที่ตรงนี้ ผมเกิดไม่ทันตา เรื่องราวของตาและบ้านหลังนี้จึงฟังมาจากคำเล่าของยายและแม่

     ยายเล่าว่า ยายเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๓ พ่อของยายหรือก๋งทวดของผมชื่อซุนเฮาะ ก๋งมาจากเมืองจีน ขึ้นบกที่บ้านระวะแล้วเดินทางข้ามทุ่งนาป่าพรุมาที่บ้านเชิงแส มาอาศัยบ้านเตี่ยแปะล่องอยู่ที่ใกล้วัดเอก จากเมืองจีนมาถึงเมืองไทยแล้วก๋งแต่งงานมีครอบมีครัว และมีลูกสาว ๒ คน คือคุณยายเลี่ยนและยาย ต่อมาคุณยายเลี่ยนแต่งงานกับคุณตาเก้าสุ้น แซ่นะ ซึ่งเป็นชาวบ้านระวะจึงได้ย้ายไปอยู่ที่ตำบลระวะ ส่วนยายนั้นต่อมาเมื่อแต่งงานกับตาแล้วก็มาอยู่ที่นี่ที่บ้านนี้มาเป็นลูกสะใภ้ของทวดหญิงสุ่น

     ผมเห็นควรกล่าวถึงญาติของแม่สายคุณยายเลี่ยนพี่สาวของยายเพิ่มเติมไว้ ณ ที่นี้ว่า คุณยายเลี่ยนมีลูก ๕ คน แม่เรียกตามลำดับว่า ฉียกเนี่ยว เฮียข้อง เฮียเฮ้ง เฮียเฉ้ง และชิกฮั่น ชิกฮั่นญาติผู้พี่ของแม่ก็คือคุณลุงเพ็ญ ถาวรวิจิตร คุณลุงเพ็ญสันนิษฐานให้ผมฟังว่าที่คุณยายเลี่ยนได้แต่งงานกับคุณตาเก้าฉุ้นอาจจะเนื่องจากญาติผู้ใหญ่ของคุณตาเก้าฉุ้นรู้จักกับก๋งซุนเฮาะมาตั้งแต่อยู่ที่เมืองจีนก็เป็นได้

     ต่อมาก๋งซุนเฮาะแต่งงานกับทวดดำ ก๋งซุนเฮาะและทวดดำมีลูก ๓ คน คือ ก๋งผอม ซึ่งใช้นามสกุลว่า ผ่องศรี คนหนึ่ง คุณยายขุ่ยเลี่ยน คนหนึ่ง (น่าจะเกิดเมื่อปี ๒๔๕๓)และคุณยายเลี่ยนเห้ง อีกคนหนึ่ง (ปีที่เกิดน่าจะ ๒๔๕๙)ก๋งผอมมีลูกหลานมากหลายคน ส่วนคุณยายขุ่ยเลียนแต่งงานกับคุณตาเชี่ยว แซ่ฉิม มีลูกชายคนเดียว คือคุณอาสุวิทย์ นภาพงษ์ (ชื่อเดิม กิ้มเอ้ง แซ่ฉิม)ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากพระครูปลัดสุข วัดตะเครียะ ให้ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ ในตัวเมืองสงขลา สำเร็จการศึกษาที่สงขลาแล้วจึงได้เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้นโดยไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ในวิชาการช่างที่อุเทนถวาย ที่เมืองกรุงอาได้รับความอุปการะเป็นลูกศิษย์วัดของสมเด็จพระวันรัต (จับ)ขณะที่ิเรียนหนังสือที่ในเมืองสงขลา ญาติผู้ใหญ่ของผมท่านนี้ได้รู้จักสนิทสนมกับท่านอาจารย์เธียร เจริญวัฒนา บรรพตุลาการ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม แบบอย่างของเหล่าผู้พิพากษา ซึ่งเป็นคนระโนดด้วยกันและเพราะต่างเป็นลูกศิษย์วัดมัชฌิมาวาส สงขลาด้วยกัน คุณอาสุวิทย์เรียนจบสำเร็จการศึกษาจากเมืองกรุงแล้วเข้ารับราชการที่แขวงการทางจังหวัดพัทลุง สำหรับคุณยายเลี่ยนเห้งนั้นได้แต่งงานกับคุณตาเหี้ยง แซ่อิ้ว มีลูกหลายคนแต่เป็นชายคนหนึ่ง ลูกชายนั้นชื่อคุณอานิเวศ จ่าผ่องศรี ซึ่งได้เรียนหนังสือชั้นมัธยมที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา และที่อุเทนถวาย กรุงเทพฯ เช่นเดียวกับอาสุวิทย์ ต่อมาอานิเวศเข้ารับราชการจนมีความก้าวหน้าจนถึงตำแหน่งระดับสูงของสายช่างที่กรมทางหลวง และเคยเป็นนายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ ญาติของผมทั้งสองท่านนี้ต่างก็รู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดีกับท่านอาจารย์เธียร ทั้งอาสุวิทย์และอานิเวศนับว่าเป็นญาติของแม่สายก๋งซุนเฮาะและทวดดำ..ก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ผมและสมยศ ผ่องศรี หลานก๋งผอมได้ตามหาญาติในกรุงเทพฯ ไปที่บ้านของคุณอาสุวิทย์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตบางกรวย เราพบลูกสาวของคุณอาสุวิทย์ ๒ คน ลูกสาวคนโตของคุณอาสุวิทย์อายุ ๖๐ ปีแล้ว ได้พูดคุยกันเป็นเวลานาน ต่างดีใจมากที่ได้พบกัน..คุณอาสุวิทย์นั้นเสียไปแล้ว ผมจึงไม่ได้ตามไปหา ได้แต่เพียงภาพของคุณอาติดมือมา ๑ ภาพ มีความสุขมากจริงๆ เมื่อได้พบญาติ เป็นความสุขอย่างวิเศษ

     ตาและยายของผมมีลูกชายหญิงรวม ๘ คน ป้าสาวจู้ทัด แปะหลวงขิ้ม แปะชม แปะเซ่ง แปะช้อย ป้าเชย แม่ และน้าวิสัย ซึ่งวันที่ผมกำลังเล่าเรื่องบ้านของแม่อยู่นี้แม่และพี่น้องของแม่ทุกคนไม่มีแล้ว ส่วนลูกๆของคุณยายเลี่ยนกับคุณตาเก้าสุ้นก็คงมีเพียงคุณลุงเพ็ญ ถาวรวิจิตร แม่เรียกคุณลุงเพ็ญว่า ชิกฮั่น ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่การจากไปของญาติแม่ที่เล่าขานกันอยู่เป็นตำนานของครอบครัว คือ การจากไปของแปะหลวงขิ้มซึ่งนับเป็นตำนานแห่งความศัทธาของครอบครัวผมเพราะแปะหลวงมรณภาพในผ้าเหลืองระหว่างเดินทางไปประเทศอินเดียกับคณะของพระโลกนาถ (Salvatore Cioffi)พระสงฆ์ชาวอิตาลี

(ภาพพระโลกนาถพระสงฆ์ชาวอิตาลีที่นำคณะพระภิกษุและสามเณรใจสิงห์เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศอินเดีย แปะหลวงของผมและหลวงพ่อปัญญาได้เดินทางร่วมไปกับคณะนี้ด้วย)

     ในห้องนอนของบ้านแม่จึงมีภาพถ่ายแปะหลวงในกรอบขนาดใหญ่ไว้ให้กราบไหว้และระลึกถึงอยู่จนทุกวันนี้

(ภาพของแปะหลวงซึ่งไม่เพียงแต่ยังคมชัดด้วยเทคนิคด้านการถ่ายภาพเมื่อ ๘๐ ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังชัดเจนด้วยเรื่องราวที่ท่านมีความศรัทธาพระศาสนาในความทรงจำของผม และทุกคนในวงศ์ตระกูล)
     แปะหลวงบวชเป็นพระปีใดผมไม่ทราบ เสียดายมากที่ไม่ได้ถามใครไว้ในความข้อละเอียด จึงได้ทราบจากคำบอกเล่าที่น่าศรัทธาจากถ้อยคำของคุณลุงเพ็ญว่า วันหนึ่งแปะหลวงเดินเท้าข้างหนึ่งตกลงไปในหลุมโคลนที่มีปลาอยู่ข้างล่างก้นหลุม แปะหลวงเหยียบปลาตัวนั้น ปลาตาย จึง"พิจารณา"เกิดข้อธรรมขึ้นในใจ แล้วออกบวช ท่านบวชอยู่น่าจะหลายปี คุณลุงเพ็ญจำได้แค่นี้ ผมได้แต่ค้นพบประวัติเพิ่มเติมว่า ในปลายปี ๒๔๗๕ แปะหลวงขิ้มร่วมเดินทางกับคณะพระภิกษุและสามเณรใจสิงห์จากสงขลาไปสมทบกับคณะของท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุที่นครศรีธรรมราช แล้วขึ้นรถไฟจากนครศรีธรรมราชไปหาคณะใหญ่ของพระโลกนาถที่วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ จากนั้นในเดือนมกราคม ๒๔๗๖ ก็เดินทางต่อกันไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ ที่จังหวัดนี้แปะหลวงถูกงูเหลือมกัดรัดถึงแก่มรณภาพ ไม่นานปีนักหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุซึ่งรวมคณะไปด้วยได้นำอัฐิของแปะหลวงไปที่วัดเชิงแสหัวนอนหรือวัดเชิงแสใต้ในชื่อปัจจุบัน และพระเดชพระคุณหลวงพ่อจากเมืองพัทลุงได้มอบอัฐิของแปะหลวงให้แก่ยายของผมที่วัดนั้น

     บ้านของแม่สร้างด้วยไม้ที่แข็งแรงมาก เสาหลายต้นเป็นไม้เคี่ยม หัวนอเรือนใหญ่เป็นไม้เคี่ยม ไม้ฝาทุกด้านและไม้ฝาห้องนอนในตัวบ้านหนาเหลืองออกน้ำตาลเข้มสะอาดตา ที่มุมฝาห้องนอนส่วนที่ต่อเนื่องกับระเบียงในบ้านมีพระบรมฉายาลักษณ์ภาพเขียนสีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมอยู่ในบานกระจกขนาดใหญ่ งดงามมาก...ถัดจากพระบรมฉายาลักษณ์ลงมามีชั้นไม้ไม่ใหญ่นักพ่อวางตำราพรหมชาติเล่มใหญ่และหนังสือประวัติหลวงปู่ทวดวัดพะโคะไว้ที่นี่...ผมจึงได้อ่านหนังสือเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก

(พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่บ้านของแม่)
(พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่บ้านของผมที่กรุงเทพฯ ซึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนี้ผมโดยการอนุมัติจากภรรยาได้จัดทำขึ้นด้วยทุนส่วนตัวแสนบาทเศษ เพื่อใช้ประกอบปกหนังสือ "๘๔ พรรษา พระภูมิบาล รอยเสด็จฯ ภูมิสถานศาลยุติธรรม"อันผมได้รับมอบหมายให้เรียบเรียงในนามของศาลยุติธรรม และสำนักงานศาลจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในวาระที่พระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมมายุ ๗ รอบ)

     ความข้างต้นผมเล่าถึงห้องทางทิศตะวันตกว่าเป็นลอมข้าวใหญ่ไว้บ้างแล้ว ลอมข้าวนี้สูงถึงหลังคาบ้าน บริเวณนี้มีหัววัวแขวนไว้หลายหัว แม่บอกชื่อวัวได้ทุกตัวว่าเป็นหัวของวัวตัวใดเพราะแม่ผูกพันกับวัวทุกตัวดังเช่นชาวนาทุกคน ...นั่นหัวของไอ้จำปา นั่นหัวของไอ้เขาตัด(ขี้ทอ)...เมื่อวัวตายแล้วจึงนำกระดูกหัววัวมาไว้เหนือลอมข้าวอย่างรู้คุณ แม่จึงไม่ทานเนื้อ เป็นคุณธรรมแห่งชีวิตอีกประการหนึ่งที่แม่ยึดถือไว้อย่างมั่นคงตลอดชีวิตของแม่..

     พ่อและแม่เลี้ยงวัวไว้หลายตัว มีคอกวัวที่ใต้ถุนบ้าน กลางคืนจึงได้กลิ่นวัวหอมอับๆ และได้ฟังเสียงวัวเคี้ยวเอื้องฟังเพลินดี บางคืนพ่อก็เล่าให้ฟังถึงความเก่งกาจของวัวชนตัวเก่งๆที่เมืองสงขลา เช่น เจ้าแดงเดียว บางคืนผมก็แกล้งวัวที่ใต้ถุนโดยใช้ไฟฉายส่องตาวัว เห็นตาวัวเป็นสีแดงแววงาม หากพ่อหรือแม่เห็นเข้าก็จะถูกดุ บาปกรรมนั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือเปลืองถ่านไฟฉายซึ่งเป็นของหายากสำหรับบ้านนอกคอกนาเช่นนี้

     ถัดจากตัวเรือนใหญ่บ้านสามห้องดังกล่าวแล้ว ก็เป็นระเบียงบ้าน เป็นระเบียงบ้านที่อยูรวมภายในตัวบ้าน เพราะต่อระเบียงมาจากเรือนใหญ่สามห้องพ่อและแม่จึงเรียกว่าระเบียง ดูพ่อภูมิใจกับระเบียงนี้มาก เพราะต่อขึ้นเมื่อพ่อแต่งงานกับแม่แล้ว หากไม่รู้ประวัติเช่นนี้ก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าเป็นระเบียง ทั้งนี้เนื่องจากมีฝาผนังเป็นเนื้อเดียวกับเรือนใหญ่ และมีีช่องหน้าต่างยาวประมาณ ๒ เมตรอยู่ที่ฝาบ้านด้านทิศเหนือ..ทิศตะวันออกในระเบียงนี้เป็นที่นอนของพ่อ พ่อนอนที่นี่เพื่อป้องกันภัยให้แก่ทุกคนข้างที่นอนของพ่อจึงมีพร้าคมด้ามใหญ่ มีดเล่มใหญ่คมกริบสอดไว้ในฝักสีเหลือง กริชเล่มสีดำฝักดำ และอาวุธคล้ายทวนอีกเล่มหนึ่ง แม่กางมุ้งให้พ่อนอนทุกคืน แต่พ่อมักจะนอนนอกมุ้ง แม่บ่นเรื่องนี้อยู่เสมอบ่นว่ายุงจะกัดเอา ยุงจะมาหามเอา แต่พ่อบอกแม่ว่าเมื่อพ่อหลับยุงก็หลับเหมือนกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่พ่อนอนที่ระบียงก็เพราะต้องนอนเฝ้าวัว

     ที่ระเบียงนี้หากช่วงใดที่โจรต่างตำบลมักจะมาปล้นวัวที่บ้านเชิงแส ใต้ถุนบ้านจะมีญาติหลายคนนำวัวมารวมกันที่นี่ และญาติชายๆจะมานอนรวมกันที่ระเบียงนี้ โดยมีปืนยาวมาด้วย ผมคิดว่าปืนยาวนี้น้ำหนักคงไม่มาก แต่ความจริงแล้วหนักน่าดูที่เดียว ทุกคนมีเรื่องราวต่างๆมาเล่ากัน เช่น เรื่องวัวชน ขณะเล่าก็จะทำนิ้วมือเป็นเขาวัว น้าเถ็กคุณพ่อของสมยศมักเล่าเรื่องการหาปลาเพราะน้าหาปลาเก่งมาก บางครั้งออกเรือไปหาไกลถึงทะเลหัวนอนใกล้ๆเกาะสี่เกาะห้า น้าหลวงชิ้นก็หาปลาเก่งและหวดนกก็เก่ง ส่วนน้าเพียรมักเล่าเรื่องไก่ชน ไก่ชนนี้ส่วนใหญ่ชื่อ ไอ้เขียว ไอ้เหลือง ช่วงหัวค่ำจึงเป็นเวลาที่่ผมและเพื่อนๆ ได้ฟังเรื่องราวและเรื่องเล่าสนุกมาก

     ระเบียงบ้านห้องกลางเป็นประตูบ้าน ประตูไม้บานพับใหญ่ ๒ ด้าน ด้านละ ๔ บาน เรียกว่าประตูหน้าถัง คงเป็นเพราะดูใหญ่แข็งแรงหรือเพราะอะไรผมไม่รู้ เห็นเรียกกันอย่างนี้ พ่อเล่าว่าบางบ้านจะเจาะรูใส่กระสุนไว้ที่ประตูทุกบาน บานละหลายรูกระสุน การเจาะนี้ไม่เจาะให้ทะลุจึงมองจากข้างนอกไม่รู้ ถึงกลางคืนปิดประตูบ้านแล้วแทงเข็มชนวนไว้ แล้วประกบด้วยไม้ขวางยาวคั่นประตูทุกบาน ครั้นโจรมาปล้นบ้าน โจรใช้วิธีพังประตูโดยใช้สากตำข้าวผูกชายคาบ้านกระแทกประตู แรงอัดทำให้กระสุนปืนทำงาน ยิงออกไป

     ยายเล่าว่าคนเชิงแสทั้งคนไทยคนจีน สู้คน ไม่กลัวใคร และไม่กลัวโจร รุ่นของก๋งซุนเฮาะและรุ่นของก๋งสุยเตี่ยก๋งจูห้องได้ต่อสู้กับ โจรที่มาปล้นบ้านเชิงแส ก๋งสุยชนะโจรฆ่าโจรได้ จึงตัดอวัยวะเพศของโจรนำไปปิ้งที่กอไผ่หญ่ใกล้ศาลาทวด หรือที่เรียกว่า "หลาทวด" กลุ่มกอไผ่บริเวณนั้นจึงเรียกว่า "กออี้ปี้ง"..โจรชั่วรายนั้นชาวบ้านช่วยกันตัดคอ และนำหัวไปเสียบประจานไว้ที่ต้นเลียบใหญ่นอกทุ่ง ด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ต้นเลียบนี้ทุกคนเรียกว่า "เลียบหัวโจร"..เรียกมาจนกระทั่งทุกวันนี้..

     เมื่อต้องไปเลี้ยงวัวกลางทุ่งด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน ผมและเพื่อนๆ ต้องเดินอ้อมเลียบหัวโจรต้นนี้ทุกครั้ง ไม่ได้กลัวโจรหรอก แต่กลัวผี วัวบางตัวก็แปลก กลางวันมันจะชวนกันเล็มหญ้าหากินที่อื่น พอใกล้ค่ำ ก็จะมากินหญ้าใกล้ต้นเลียบนี้แหละ พวกเราเด็กๆต้องคอยดูไว้ให้ดีๆ โดยเฉพาะลูก วัวตัวเล็กที่เรียกว่า "ลูกแหย้" อย่าให้เข้าไป ถ้ามันเข้าไปแล้วแม่วัวก็จะตามไปด้วย คราวนี้จะยุ่ง ถ้าลูกวัวเข้าไป เราต้องจับแม่วัวไว้ แล้วช่วยกันทำเสียง ร้องเรียกลูกวัว มอ มอ มอ ..ลูกวัวบางตัวแทนที่จะรีบวิ่งหางตรงออกมาหาแม่วัว กลับร้อง แมะ แมะ แมะ เรียกแม่วัวให้เข้าไปด้วย จึง ต้องคอยจับเชือกแม่วัวไว้ให้ดี..บริเวณใต้ต้นเลียบใหญ่นี้มีพุ่มไม้หลายชนิดหนาบังตาเป็นดง เป็นต้นว่า กะพ้อ นมแมว ราม แสงขันที่ มีหนาม ปดเป็นไม้เถา เถาคัน ขุมนกซึ่งบางที่ก็เรียกว่าหนุมนก(ภาคกลางเรียกชื่อเสียเพราะพริ้งว่า "กำแพงเจ็ดชั้น"...เพราะเนื้อไม้มีวงรอบเป็นชั้นๆถึง ๗ ชั้น)และต้นหวาด หวาดนี้ยอดสีเขียวอ่อน ขมมาก แต่เป็นยาถ่ายพยาธิ เอามาปั้นคั้นเป็นน้ำคล้ายกับคั้นกะทิแล้วให้เด็กกิน ขมที่สุดในชีวิต มีคนบางคนว่า "ความรักเหมือนยาขม" ผมเข้าใจว่าคนนั้นคงไม่เคยกินยอดหวาดคั้น พ่อเคยคั้นให้ผมกินหลายครั้ง ใกล้ต้นหวาดก็มีบรเพ็ดขึ้นเป็นเพื่อนกัน ขมเหมือนกัน บรเพ็ดนี้เป็นยาให้วัวกิน แต่ต้องป้อนบังคับให้กิน วิธีป้อนพ่อจับเชือกที่สนสะพายยกให้เงยหน้าขึ้น แล้วใส่บรเพ็ดป้อนเข้าไป เป็นการบังคับให้วัวต้องเคี้ยว ต้องกลืน สำหรับคน เห็นใช้เมื่อจะให้เด็กหย่านม พวกแม่ๆใช้บรเพ็ดทานม เด็กดูดนม ขมเข้าหลายๆครั้ง ก็เลิก แม่หย่านมผมด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ ลืมถาม หรือถามแล้วลืม ไม่แน่ใจ ครั้นจะถามพวกพี่ๆ ก็กลัวจะได้รับคำตอบแบบแกล้งๆ ไม่ถามดีกว่า

     ก๋งสุยเตี่ยของก๋งจูห้องนี้ เป็นปู่ของท่านเจ้าคุณพระราชปริยัติโกศล (เสถียร ฉันทโก ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร์ โพธิ์สาม ต้น กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งญาติและพระอาจารย์ของเด็กวัดอย่างผม..ท่านไปรับผมมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ ของเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๕ ท่านเจ้าคุณสอบได้เปรียญธรรมประโยค ๙ เมื่อท่านมีอายุ ๗๒ ปี และปีนั้นเด็กเลี้ยงวัว ลูกชาวนา และเด็กวัดอย่างผมก็สอบอัยการและผู้พิพากษาได้สองตำแหน่งติดต่อกัน..ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์ภูมิใจกับผมอยู่ไม่น้อย...ผมไม่มีโอกาสรับใช้ท่านเจ้าคุณคราวที่ท่านเจ้ารับพระราชทานตราตั้งสัญญาบัตร พัดสมณศักดิ์ที่พระศรีรัตนวิมล เพราะเหตุอะไร จำไม่ได้ แต่หลังจากนั้นด้วยความเป็นข้าราชการตุลาการจึงได้มีโอกาสรับใช้ครั้งที่สหายธรรมของท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ท่านให้ผมเป็นผู้ถือตราตั้งจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ แล้วอัญเชิญไปอ่านท่ามกลางหมู่สงฆ์และญาติโยมที่ร่วมมุทิตาจิต ผมได้ร่วมรับใช้พระคุณเจ้าในงานอย่างนี้หลายครั้งแล้ว ล่าสุดในคราวมหามงคลสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ ผู้ใหญ่ฝ่ายศาลท่านหนึ่งจะมอบบัตรเข้าร่วมพิธีให้ผม ผมเรียนท่านว่าผมต้องไปทำหน้าที่เด็กวัด เพราะสหายธรรมของพระราชปริยัติโกศล ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดยะลา เข้ารับพระราชทานตราตั้ง ผมจะต้องไปร่วมงานและอ่านตราตั้ง...เจ้าคุณภิญโญเจ้าคณะจังหวัดยะลาท่านนี้ จบบาลีชั้นสูงสุดเปรียญธรรม ๙ ประโยค เช่นกัน เมื่อพำนักอยู่ที่วัดใหม่พิเรนทร์ ท่านเคยบิณฑบาตให้ผมกินอยู่ประมาณ ๑ ปี ยังระลึกถึงพระคุณของท่านอยู่ไม่รู้ลืม คืนวันที่ ๕ ธันวาคมนั้น ผมอ่านตราตั้งสมณศักดิ์ถวายแล้ว ในชั้นที่กราบลากลับบ้าน ท่านเมตตาขอบใจผมพร้อมกับกล่าวว่า "ฉันยังจำเธอได้ ถึงจะไม่ได้พบกันสามสิบปีแล้ว ก็ยังจำได้ เธอนั่งอ่านหนังสือที่หน้าห้องของฉันอยู่เสมอ"

     ก๋งสุยมีวิชาอะไร?..ท่านจึงชนะโจรได้ คือท่านมีอาคม มีคาถา และมีคุณสมบัติพิเศษในตัว เฉพาะตัวของท่าน จึงต้องแก้สังเวยด้วยของสำคัญ ของโจรที่กออี้ปิ้ง

     

     (ภาพขวา พระราชปริยัติโกศล (เสถียร ฉันทโก ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร์ โพธิ์สามต้น กรุงเทพฯ หลานปู่ของก๋งสุย ภาพซ้าย พระมหาเอี้ยน เขมังกโร ป.ธ.๘ สุปฏิปันโนอีกรูปหนึ่งจากบ้านเชิงแส ภาพเมื่อสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนมกราคม ๒๕๕๖ คราวที่คณะศิษย์เด็กวัดใหม่พิเรนทร์และครอบครัว ทำบุญถวายภัตตาหารเพลประจำปี ซึ่งปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว)


     จากห้องโถงระเบียงต่อเนื่องไปทางทิศตะวันตก เป็นห้องครัว ใกล้ประตูครัวด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของโอ่งน้ำดินเผาเก่าแก่ เป็นโอ่งน้ำดื่มประจำบ้าน อายุน่าจะมีอายุ ๑๐๐ ปี ได้แล้ว สีของโอ่งน้ำดื่มใบนี้ เป็นชมพูอมสีส้ม แม่ใช้ถาดใบใหญ่ปิดฝาโอ่ง บนถาดวางขันลงหินใบใหญ่ไว้ ก่อนรับประทานอาหารแต่ละมื้อผมและน้องมีหน้าที่ตักน้ำดื่มด้วยขันลงหินใบนี้ ไปวางไว้ข้างวงทานข้าว

(ภาพโอ่งน้ำเก่าแก่ที่บ้านแม่ที่ยังคงใส่น้ำดื่มอยู่จนถึงทุกวันนี้ ในภาพโอ่งน้ำวางอยู่ที่นอกชานไม้เคี่ยมแผ่นใหญ่ ราคาแผ่นละ ๒๕๐ บาท ซึ่งแม่ซื้อมาจากพัทลุง)

     บริเวณนี้นอกจากจะมีโอ่งน้ำดื่มใบนั้นแล้ว ยังมีโอ่งเคลือบใหญ่อีกใบหนึ่ง ไม่ได้ใส่น้ำหรอก แม่และยายไว้บ่มกล้วยน้ำ กล้วยน้ำนี้ไม่ใช่กล้วยน้ำว้า เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมือง หอม หวาน นุ่ม อร่อยมาก ต้นใหญ่ สูง ใบและทางใหญ่ คราวออกปลี ปลีก็ใหญ่ แกงเลียงอร่อยโดยเฉพาะแกงเลียงกับเนื้อปลาช่อนย่าง กล้วยน้ำต้นอ่อนใช้แกงคั่วเผ็ดกะทิกับเนื้อไก่บ้านเข้ากันดี และอร่อยมาก แม่บอกว่าเคล็ดลับในการแกงคั่วไก่หยวกกล้วยน้ำให้อร่อยนั้น ต้องผสมกะปิในเครื่องแกงให้มากกว่าแกงคั่วผักอื่นสักเล็กน้อย...ส่วนบนของผนังห้องครัวส่วนที่ติดกับชานบ้านหรือที่เรียกว่านอกชาน เป็นที่ไว้อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว จำพวกจานกระเบื้อง จานสังกะสี ชาม หม้ออวย หม้อเคลือบใบเล็ก เรียกบริเวณนี้ว่า "ผลา" ครั้งหนึ่งผมหยิบจานกระเบื้องลงมาคราวเดียวกันหลายใบ จานหลุดมือตกแตกกระจาย หลังจากนั้นแม่ไม่ได้เก็บจานกระเบื้องไว้บนผลาอีกเลย ขณะนี้จานกระเบื้องที่เหลือจากฝีมือของผมไม่มีอยู่เลย จะหายหรือแตกไปด้วยฝีมือใครบ้างก็ไม่รู้ แต่ไม่ใช้ฝีมือผมอีกแน่ๆ จึงเหลืออยู่เพียงความทรงจำในความงามของชุดจานกระเบื้องใบใหญ่สีขาว ที่มีลายดอกไม้สีชมพูประดับด้วยลวยลายสีทอง กับความทรงจำคราวที่จานกระเบื้องแตกเมื่อผมเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมหนึ่ง

     ฝาครัวด้านทิศตะวันตกมีหน้าต่างใหญ่ ควันไฟจะลอยขึ้นไปทางหน้าต่างนี้บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเตาไฟซึ่งประกอบด้วย อั้งโล่ ๒ ใบ บนแม่เตา ข้างแม่เตาวางไหใบเล็กไว้ใส่ถ่านไฟที่ใช้ไม้คีบถ่านคีบออกมา ใส่ไหแล้วปิดฝาไว้ ถ่านจะดับไปเอง ครัวที่อยู่ในตัวบ้านอย่างบ้านแม่ ไม่เหมาะที่จะใช้น้ำพรมดับไฟ เพราะจะทำให้ขี้เถ้ากระจาย...ซ้ายมือของแม่เตา ชิดกับลอมข้าวใหญ่ เป็นที่วาง "เผล้งสาร" คือภาชนะดินเผาทรงกลมใส่ข้าวสาร ซึ่งบ้านของแม่ใช้ข้าวสารชนิดที่ดีที่สุดของบ้านเชิงแสหุงกิน ชื่อว่า"ข้าวไข่มดริ้น" ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวพันธ์ุดีราคาแพงกว่าพันธ์ุอื่น ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์ช่อไพร พันธุ์จังหวัด นางฝ้าย นางกอง นางหมุย หรือพันธุ์เฉี้ยง ที่จังหวัดพัทลุงนั้นมีข้าวพันธ์ุสังหยุดเป็นข้าวพันธุ์ดีมานานแล้ว (ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็นข้าวสังข์หยด เปลี่ยนชื่อเสียทำไมก็ไม่รู้ ทำให้เสียประวัติที่มาของคำว่าสังหยุด)ที่บ้านเชิงแสซึ่งตั้งอยู่คนละฟากฝั่งทะเลสาบ ก็มีข้าวดี คือ ไข่มดริ้น ข้าวดีพันธ์ุนี้ ข้าวสารเม็ดสีขาวเหมือนไข่มด สารยาว กลิ่นหอม นุ่มละมุน เมื่อยังเป็นเมล็ดข้าวคู่รวงเหลืองงามมากเพราะเล็ดยาวประมาณ ๙ มิลลิเมตร เป็นข้าวที่มีน้ำหนักเบากว่าข้าวพันธ์ุอื่น แต่ราคาแพงกว่ามาก...ในเผล้งสารที่บ้านแม่จะมี "ป้อย" สำหรับใช้ตักข้าวสารเมื่อตอนจะหุง ป้อยนี้เป็นของเก่าของเดิมคู่บ้านมานานนัก ทำด้วยกะลาตาเดียว สีดำเงางาม เมื่อไม่มีทั้งแม่และพ่อแล้ว ผมจึงเก็บป้อยนี้ไว้ติดตัวมา เอามาไว้ที่บ้าน จนทุกวันนี้ บางครั้งให้รู้สึกว่าป้อยใบนี้เหมือนตัวแทนของแม่ เป็นตัวแทนของชาวนา ชาวบ้านเชิงแส

     จากระเบียงในบ้านดังที่เล่าแล้ว เป็นชานใหญ่ เรียกว่า"นอกชาน" เรียกกันอย่างนี้คงจะเป็นเพราะอยู่นอกตัวเรือน นอกชานบ้านแม่ปูเรียบด้วยไม้เคี่ยมแผ่นใหญ่ มีทั้งไม้เคี่ยมเก่าและไม้เคี่ยมใหม่ ไม้ใหม่มีทั้งหมดห้าแผ่น แม่ซื้อมาจากตัวเมืองพัทลุง ยังจำราคาได้ แผ่นละ ๒๕๐ บาท คืนไหนฟ้าดีไม่มีเมฆ หัวค่ำๆ พ่อจะชี้ให้ผมดูดาวประกายพฤษ์ ที่ขึ้นอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มองผ่านยอดไผ่ในหมู่บ้านแล้วดาวพระศุกร์ดวงนี้งามจับใจ ส่วนดาวพุธนั้นต้องดูตอนใกล้รุ่ง ดาวพุธขึ้นสว่างสดใสทางทิศตะวันออก พ่อสอนให้เรียกว่า "ดาวรุ่ง" ดาวรุ่งขึ้นสว่างเช่นนี้มองเห็นดาวพร้อมกับได้ยินเสียง "เพลงสวรรค์บ้านนา" ของก้าน แก้วสุพรรณ เพราะพริ้งอ่อนเย็น "ตื่นเถิดทรามวัยดวงใจของพี่...รุ่งสางสว่างแล้วนี่...ตื่นเถิดคนดีอย่ามัวนิทรา...พี่แบกคันไถ...ไล่ควายไปสู่ท้องนา น้องจงหุงข้าวคอยท่า กลับมาแล้วจะได้กิน...++++เหน็ดเหนื่อยเพียงใดทนไปไม่บ่น เมื่อยล้ากายาเหลือทน พี่จะผจญเพื่อแม่ยุพิน....ตากแดดตากลม เหงื่อโทรมร่างกายไหลริน แล้วพลันมลายหายสิ้น เห็นหน้ายุพินพี่สุขทุกยาม..." ในตอนเช้าๆมองดาวรุ่งไป ฟังเพลงไป สูดลมหายใจลึกๆ ก็จะได้กลิ่นหอมของท้องทุ่ง ทุ่งนาแห่งบ้านเชิงแส "หอมกลิ่นทุ่ง" หรือ"หอมกลิ่นทุ่งนา" ไม่ได้เป็นแค่เพียงความรู้สึก แต่เป็นความรับรู้ เนื่องเพราะทุ่งนายามเช้าๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าไถ หน้าข้าวตั้งท้อง หน้าเกี่ยวหรือหน้าเก็บข้าว ท้องทุ่งจะมีความหอมของตัวเองให้สัมผัสได้ เพียงแต่แตกต่างกันไปตามฤดูกาล กล่าวคือ หน้าไถนั้นทุ่งนามีกล่ินหอมของดินสดฉ่ำฝน ที่พลิกขึ้นมาจากผาน ส่วนยามหน้าข้าวตั้งท้อง ก็จะหอมกลิ่นดอกข้าว ผสมกับกลิ่นน้ำสะอาดใสราวกระจกที่หล่อเลี้ยงกอข้าวและพืชน้ำ จำพวก ผักลิ้น ขี้ไต้ สันตะวา สาหร่าย และตะใคร่น้ำที่เกาะอยู่บนผิวดินใต้น้ำ จึงเป็นความหอมสดเย็นชื่น ครั้นเมื่อถึงหน้าเกี่ยว เก็บรวงข้าวรวบมัดเป็นเรียงก่อนที่จะนำมาดับเป็นลอม ทุ่งเชิงแสก็จะหอมกลิ่นข้าวสุก เหลืองอร่ามเป็นทุ่งแพรสีทองสุดตางามอยู่ใต้ดงของต้นตาลสีเขียวบนคันนาทั่วท้องทุ่ง จึงกล่าวได้ว่าไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาหน้าใด ย่อมมีกลิ่นหอมอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงทุ่งนี้ไว้ก็คือไอน้ำจืดจากทะเลสาบสงขลา ทุกเช้าจึงเห็นน้ำค้างเกาะพราวเต็มทุ่ง และน้ำค้างที่เกาะเป็นแผงติดกันตามยอดของกอหญ้า กลมบางๆ ขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือนั้น เรียกกันว่า "ผีตากผ้าอ้อม" เด็กๆชอบเดินเหยียบเพราะนุ่มเท้าดี

     จากนอกชานลงบันไดไปที่พื้นดินหน้าบ้าน บริเวณนี้เป็นแปลงผักกาดซึ่งล้อมด้วยรั้วทางตาลขัดแน่น แข็งแรงและสวยงาม แม่ปลูกผักกาดเขียวไว้กินในครอบครัวและขายในส่วนที่เหลือ ครั้งหนึ่งมีผักกาดเหลือมาก แม่ให้ผมนำไปขายที่ตลาดอำเภอระโนด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเด็กอย่างผม แต่ผมก็ทำได้ แม่นำผักกาดลงเข่งใบใหญ่ได้หลายใบ แล้วนำผมไปลง"เรือพก"ซึ่งเป็นเรือรับจ้างที่ท่าคลองคด ท่าเรือที่นี้เป็นท่าเรือสุดท้ายของหมู่บ้าน ก่อนที่คลองเชิงแสจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา หากนับจากลำคลองที่เรียกว่า "สำคอแดง" เวิ้งน้ำใหญ่มาจนถึงที่นี่มีคลองอยู่ ๒ คด จึงเรียกกันว่า "คลองคด" น้าวาดถ่อเรือพกรับคนโดยสารมาจากท่าเรือที่ "คลองควายอ่าง"เรื่อยตามลำคลองมารับคนที่ท่าเรือกลางหมู่บ้าน จากนั้นก็ถ่อต่อไปถึงสำคอแดง แล้วเลี้ยวขวาผ่านป่าละเมาะสองข้างริมคลองถึงท่าคลองคด รับคนโดยสารแล้วน้าวาดถ่อเรือต่อไปตามลำคลองผ่านทุ่งนาเลและในปรัง จนถึงศาลาที่ปากบางเชิงแสที่เรียกว่า "หลาปากบาง" เพื่อรอเรือยนต์ลำใหญ่ชื่อ"ศรียนต์"ของแปะเซ่งที่มาจากพัทลุง เรือของแปะลำนี้เป็นเรือยนต์สีแดง แปะถือท้ายเอง มีโกจีนลูกชายคนที่สี่คุมเครื่องยนต์ ในตอนเช้าจะออกท่าเรือระโนด แล่นล่องเลียบชายฝั่งทะเลสาบสงขลามาทางทิศใต้ แวะรับผู้โดยสารและสินค้า ที่ปากบางเฉียงพง ปากบางมหาการ ปากบางตำบลโรง ปากบางบ้านกาหรำ ปากบางบ้านโคกพระ จนกระทั่งถึงปากบางเชิงแส จากนั้นเรือศรียนต์จะเดินจักรไปทางทิศตะวันตกฝ่าท้องทะเลสาบสงขลาช่วงที่กว้างที่สุด ตรงไปยังจังหวัดพัทลุง เมืองแห่งเขาอกทะลุ ประมาณสามชั่วโมงจึงเข้าคลองลำปำอันเป็นเวลาเที่ยงพอดี ช่วงบ่ายเรือศรียนต์ของพี่ชายแม่ จะบรรทุกผู้โดยสารและสินค้าจากพัทลุงกลับมา สินค้าที่บรรทุกมานั้น เป็นสินค้าสำคัญทั้งสิ้น เป็นต้นว่าปูนซีเมนต์ ไม้ เหล็ก หม้ออะลูมิเนียม จานกระเบื้อง นอกจากนั้นก็เป็นสิ้นค้าสำหรับบริโภคที่ผลิตจากโรงงาน เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด หมี่ขาว วุ้นเส้นที่แม่เรียกว่าตังหน และขนมโรงชนิดต่างๆ จำพวกถั่วตัด ขนมหัวจุก ขนมปังกรอบ และลูกอม กับมีสินค้าอีกประเภทหนึ่งคือผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน ขนุน เงาะ มังคุด ซึ่งที่บ้านเชิงแสและฟากแถบระโนดปลูกไม่ได้ ท้ายที่สุดมีผักสำคัญใช้ประกอบอาหารของชาวเชิงแสที่จะต้องนำใส่เรือข้ามทะเลมาจากพัทลุงนั่นก็คือ หน่อไม้ดอง และ มะนาว ชาวเชิงแสจึงมีคำทายเกี่ยวกับมะนาว ว่า "ไอ้ไหรเหอ มาจากเมืองลุง มีขนเต็มพุง ให้พ่อลุงบีบ (เอาน้ำ)"
(ท่าคลองคดที่เคยเป็นท่าเรือพกสำคัญของหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ วันที่ ๗ เม.ย. ๒๕๕๖ แม้คลองจะยังคงสภาพคดเป็นคลองโค้งอยู่ก็ตาม แต่ความเป็นท่าเรือหมดไปแล้ว ศาลาริมคลองคดก็หมดสิ้นแล้ว วันที่ผมบันทึกภาพคงมีเพียงเพื่อนเก่าของผมเดินผ่านมา จึงเก็บภาพมาฝากในฐานท่ี่คุ้นเคย)

     เมื่อเห็นเรือศรียนต์มาแล้ว น้าวาดถ่อเรือนำผมและชาวบ้านจากปากบางผ่าน"เกาะเล" ต้นลำภูที่มีขวากเต็มโคนต้น และผ่านไม้น้ำหลากหลายพรรณที่ริมทะเล สู่เว้ิงทะเลสาบสงขลา น้าถ่อเรือไปตามร่องน้ำระหว่างผืนสาหร่ายและกอบัวแดงไปยังเรือศรียนต์ที่จอดรออยู่ ผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่รู้จักกันทั้งนั้น ก็ทักทายกันโหวกเหวก น้าวาดเทียบเรือพกเข้ากับกราบเรือใหญ่ ผู้ใหญ่ช่วยกันจับเรือไว้ ถ่ายของขึ้นลงเรือ ซึ่งต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆที่เดียว การเทียบถ่ายผู้คนและสิ่งของระหว่างเรือใหญ่และเรือพกในท้องน้ำทะเลสาบยามบ่ายแก่ๆ โดยมีเขาอกทะลุและทิวเทือกเขาบรรทัดเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ และมีเรือมาดของชาวบ้านหาปลาแซมแต้มเป็นทิวทัศน์ประกอบ เช่นนี้ เป็นภาพที่งามแห่งวิถีชีวิตของชุมชนและผู้คนฟากริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งในปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

     โกจีนมารับผมที่เรือพกแล้วจัดแจงยกเข่งผักกาดไปไว้ที่ท้ายเรือบริเวณที่ไว้สินค้า แล้วฝากขนมกับน้าวาดไปให้ยายเช่นที่เคยทำอยู่เสมอ ผมขึ้นเรือศรียนต์แล้วก็วิ่งไปหาแปะทันทีที่หัวเรือ คอยฟังแปะดึงกระดิ่งเป็นสัญญาณให้โกจีนค่อยๆเร่งเครื่องยนต์ เดินจักรสู่ปากบางโคกพระ และปากบางต่อๆไป มองไปทางทิศใต้ก็จะเห็นเกาะใหญ่เหนือน้ำอยู่เบื้องหลัง

     ใกล้ค่ำยามมุ้งมิ้ง เรือศรียนต์ก็เลี้ยวที่ปากบางและเข้าสู่คลองระโนด ผ่านวัดระโนด วัดจาก(ซึ่งในแผนที่สมัยอยุธยาเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดจากที่เก้าระวาง") ที่ทำการการไฟฟ้า ตลาดตก แสงไฟนีออนที่เสาไฟฟ้าซึ่งปักไว้เป็นระยะอยู่ในน้ำตามชายคลองเริ่มให้แสงสว่างทอเงาลงทาบคลื่นเมื่อเรือผ่าน บอกความเป็นเมือง บอกให้รู้ว่านี่คืออำเภอ อันต่างจากชุมชนอย่างบ้านเชิงแส บ้านของเรา เรือของแปะจอดเทียบที่สะพานหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งขณะนั้นสะพานกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โกจีนยกเข่งผักกาดทั้งหมดไว้ที่บนไม้พื้นของนั่งร้านเหนือน้ำของสะพานนี้ โดยมีพี่มะลิมาคอยช่วย คืนนี้ผมจะนอนที่บ้านพี่มะลิ รอเมื่อถึงเวลาตีห้าย่ำรุ่งพี่มะลิและผมจะนำผักกาดไปขายส่งให้แม่ค้าผักที่ตลาดระโนด........เงินค่าผักกาดจึงเป็นสินในดินจากหน้าบ้านของบ้านแม่

     ริมแนวรั้วที่หน้าบ้าน แม่ปลูกผักพื้นบ้านไว้หลายอย่าง เช่น เอาะดิบ พาโหม ตะไคร้ และสะตอเบา ผักพื้นบ้านเหล่านี้เป็นทั้งผักแกงและผักเครื่องเคียงที่เรียกกันว่า "ผัักเหนาะ" อยู่ในตัว ทุกวันนี้มักจะเห็นการนำเอาะดิบมาแกงส้มแกงเหลือง แต่สำหรับแม่และแม่ครัวชาวเชิงแสที่เป็นคนเก่าคนแก่ นำทางเอาะดิบและใบอ่อนประมาณเพหลาดมาแกงคั่วกะทิกับกุ้งแตะย่าง ซึ่งเป็นแกงที่อร่อยเป็นอย่างมาก แม่ทำให้กินบ่อยๆ โดยแม่จะทำแกงคั่วเอาะดิบเป็น ๒ หม้อแกง อันที่จริงแม่แกงคราวเดียวสองครั้ง คือว่า ครั้งแรกแกงไม่เผ็ดมากเสร็จแล้วตักขึ้นใส่หม้อเคลือบ เหลือไว้อีกส่วนหนึ่งสำหรับพ่อ แม่เติมพริกเครื่องแกงเพิ่มความเผ็ดลงไป ตั้งไฟต่ออีกครู่หนึ่งพอให้เครื่องแกงสุกผสมกันดี แล้วจึงราไฟ.........วิธีแกงคั่วเอาะดิบกุ้งย่าง เป็นเรื่องที่ผมสนใจและช่วยแม่ทำมาหลายครั้งมาก จึงยังจำได้จนทุกวันนี้....ก่อนแกงคั่วหนึ่งวันแม่จะซื้อกุ้งแตะที่บ้านน้าหลวงชิ้นซึ่งตั้งอยู่ที่ริมคลองกลางบ้าน มาเสียบย่างเตรียมไว้ กุ้งแตะนั้นต้องใช้ขนาดที่ตัวใหญ่สักหน่อย ขนาดสี่ห้าตัวราคา ๑ บาท ที่ต้องซื้อกุ้งใหญ่ก็เพราะต้องนำมาเสียบย่างด้วยถ่านไฟอ่อน ให้ตัวกุ้งแห้งและเล็กลงกว่าเดิม แม่เสียบกุ้งไม้ละ ๕ ตัว ประมาณห้าหกไม้ ย่างไปจนเปลือกกุ้งเป็นสีชมพูไปทั่วตัว แล้วย่างต่อไปจนกุ้งเป็นสีน้ำตาลอ่อน ได้ที่แล้วนำมาพักให้เย็น ตัดหัวตัดกรีทิ้งแล้วเก็บไว้ โดยที่ต้องไม่ลืมแบ่งให้ผมตัวหนึ่ง เป็นรางวัลที่อุตส่าห์นั่งคอยอยู่นานแล้ว.......ถึงวันที่จะแกงผมมีหน้าที่ไปถอนตะไคร้มา ขณะที่ถอนตะไคร้ก็ต้องรู้วิธีถอนไม่ให้ใบบาดมือ คือถอนต้นริมด้านนอกกอก่อน โดยจับที่โคนต้นให้แน่น ดึงลงให้เอียงมาที่พื้นดินเพื่อให้รากที่ยึดแน่นกับกอคลาย ดึงกระตุกไม่แรงนักก่อนสักสองสามครั้ง พอรากคลายมากกว่าเดิมแล้วก็ดึงแรงขึ้น ต้นตะไคร้ก็จะหลุดออกมา ตะไคร้มีวิธีถอนอย่างนี้ การที่ดึงให้ต้นเอียงเสียก่อนเช่นนี้นั้น พอเราถอนออกมา ใบตะไคร้จะไม่ตีหน้า ไม่บาดหน้า ส่วนที่ต้องกระตุกเสียก่อนนั้น ก็เพราะว่าหากดึงแรงๆ ถ้าต้นแน่นเกินแรงเด็กมือจะรูดมาถึงใบ ใบบาดมือเอาได้ หากว่าต้นไม่แน่น ดึงแรงๆ ตะไคร้หลุดติดมือมา พร้อมๆกับเราก้นจ้ำเบ้า หรือที่ภาษาใต้เรียกว่า "แยะขี้นั่ง" จึงต้องระวังหลายอย่างเหมือนกัน วิชาอย่างนี้เด็กบ้านนอกต้องเรียนรู้ด้วยชีวิตที่เหมาะตามวัยเด็ก ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆจำ เพราะเป็นเรื่องของความรอบคอบ ความไม่ประมาท ครั้นโตขึ้นมีงานมีการทำ ก็ต้องปรับใช้กับสิ่งแวดล้อมและผู้คน ซึ่งจะต้องพานพบทั้งคนดีและคนชั่ว เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะพบคนประเภทไหนมากกว่า และจะรับมือหรือแก้ปัญหาอย่างไร

     ได้ตะไคร้มาประมาณ ๓ ต้น ตามจำนวนที่แม่บอกแล้ว บิดปลายและใบกับรากทิ้ง ล้างให้สะอาด จากนั้นก็นำมาหั่นบนเขียงเล็กที่พาดอยู่บนครกหิน ได้เกือบฟายมือ แม่ก็จะบอกว่าพอแล้ว และเด็ดพริกชี้ฟ้าแดงสดห้าเม็ดกับพริกที่ยังเขียวอีกสี่เม็ดใส่ตามไป ใส่เกลือเม็ดช้อนหนึ่ง ขมิ้น ๒ ข้อนิ้ว กระเทียม ๑๐ กลีบ หอมแดง ๒ หัว พริกไทย ๑๐ เม็ด แล้วช่วยแม่ตำเครื่องแกง ค่อยๆตำเบาๆก่อน ระวังอย่าให้กระเด็นจากครก โดยเฉพาะอย่าให้เครื่องแกงกระเด็นเข้าตา ตำจนแม่บอกว่าพอ ทั้งๆที่แม่บอกว่า"เครื่องเนียนแล้ว" แต่แม่ก็จะตำเครื่องต่อทุกครั้ง แล้วใส่กะปิกุ้งตำต่ออีกจนเข้ากันดี แม่สอนผมว่าเกลือนั้นเป็นตัวช่วยให้เครื่องแกงเนียนละเอียด สำหรับพริกที่จะใช้ทำเครื่องแกงคั่วเผ็ดปลาน้ำจืด อย่างปลาดุกนา หรือแกงคั่วลูกชิ้นปลาสลาดที่ชาวใต้เรียกชื่อสั้นๆว่าปลาหลาด หรือแกงคั่วกุ้งเตะย่าง ควรใช้พริกชี้ฟ้าที่สุกแดงผสมกับพริกชี้ฟ้าเขียว เพื่อให้น้ำแกงสีออกมาสวย โดยแกงคั่วปลาดุกนานั้นต้องใช้ปลาดุกพันธุ์ดุกอุยไม่ใช่ดุกด้าง และต้องใส่ข่าอ่อน ข่าที่ใช้นั้นนำมาจากกอข่าที่สวนนอกบ้าน เพราะพ่อไม่กินแกงข่าที่ใช้ข่าในหมู่บ้าน พ่อบอกว่าในหมู่บ้านน้ำสะอาดสู้ที่สวนนอกบ้านไม่ได้ ส่วนแกงคั่วไก่บ้านกับหยวกกล้วยน้ำ หรือแกงคั่วนกชันกับหัวตาลต้องใช้พริกแดงที่ตากแห้ง น้ำแกงจะเป็นสีสวยน่ากิน.......ระหว่างที่ผมช่วยแม่ตำเครื่องแกงอยู่นั้น แม่ปอกมะพร้าว ผ่าโดยรองน้ำมะพร้าวใส่ขันไว้ให้ผม แล้วแม่ขูดมะพร้าวด้วย "เหล็กขูด" การขูดมะพร้าวนั้นสำหรับเด็กแล้วจ็บมือเอาการอยู่ ผมช่วยแม่ไม่บ่อยนัก เว้นแต่ขอแม่กินเนื้อมะพร้าวขูด ก็ขูดกินเอง แม่สอนว่าการขูดมะพร้าวต้องขูดจากขอบๆเข้าไปข้างในที่เป็นก้นกะลา หากขูดจากข้างในก่อนมะพร้าวจะกะเทาะเสียหายได้ ขูดมะพร้าวเสร็จแล้ว แม่ลอกเอาะดิบ หั่นเป็นชิ้นๆ และฝานใบเอาะดิบเหมือนฝานใบยอห่อหมกล้างน้ำสะอาดเตรียมไว้ แล้วคั้นกะทินำส่วนที่เป็นหัวกะทิตั้งไฟ คั้นน้ำกะทิเตรียมไว้ใส่เติม หัวกะทิแตกหอมแล้วจึงใส่เครื่องแกงให้สุกหอม ใส่กุ้งเตะย่าง เติมน้ำกะทิ เดือดแล้วใส่เอาะดิบลงไปทั้งหมด เติมไม้ฟืนให้ไฟแรง แกงเดือดสุกก็ราไฟแล้วยกกะทะลงจากเตาใหญ่ พักไว้ที่เตาเล็ก แม่ดับถ่านไฟ แล้วตักแกงคั่วร้อนหอมใส่ปิ่นโตสำหรับถวายพระก่อน จากนั้นตักใส่ถ้วยสำหรับยาย ที่เหลือทั้งหมดก็ใส่หม้อเคลือบ......แม่อาบน้ำแต่งตัวแล้วยกปิ่นโตทั้งเถาขึ้น "ทูนหัว" วันนี้แม่จะ"ยกชั้น"ไปถวายพระที่วัดหัวนอน วัดเชิงแสใต้ วัดพ่อท่านเมฆ ติสโร หรือพ่อท่านเมฆวาจาสิทธิ์ ซึ่งเป็นพระอาจารย์พระอุปปัชชาญ์ของพ่อและของชายชาวบ้านเชิงแสและชุมชนจำนวนมากแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออก พระท่านเมฆได้เป็นพระครูเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ ผมเคยเห็นตราตั้งของท่าน และเข้าใจว่าขณะนี้ตราตั้งนั้นก็ยังมีอยู่ พ่อท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนวัดเชิงแส เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๑ โรงเรียนนี้จึงได้ชื่อว่าโรงเรียนวัดเชิงแส(เมฆประดิษฐ์)แม่ของผมเกิดหลังการก่อตั้งโรงเรียนแล้ว ๑๐ ปี แม่เรียนจบประถมสี่ที่โรงเรียนนี้ ส่วนพ่อไม่ได้เรียนหนังสือในระบบโรงเรียนเพราะเกิดเมื่อปี มะโรง ๒๔๕๙ ก่อนมีโรงเรียน พ่อจึงบวชเรียนทางพระ เรื่องราวของพ่อท่านเมฆพ่อรับรู้จากคำบอกเล่าของพ่อเป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์มรณภาพของพ่อท่านแม่เป็นผู้ที่เล่าผม แม่เล่าว่า พ่อท่านอาพาธ ไปรักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมืองสงขลา ครั้นมรณภาพแล้ว ชาวเชิงแสนำศพพ่อท่านมาทางเรือ เมื่อเรือมาถึงท่าคลองคดชาวบ้านต่างร้องไห้อาลัยพลางกล่าวว่า "ต้นโพธิ์ใหญ่ของบ้านเชิงแสล้มเสียแล้ว"

(ภาพโรงเรียนวัดเชิงแส (เมฆประดิษฐ์) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พ่อท่านเมฆตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ โดยตั้งขึ้นในที่ดินของวัดเชิงแสใต้ที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส โรงเรียนแห่งนี้ก่อให้เกิดคุณูปการด้านการศึกษาแก่อนุชนบ้านเชิงแสตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันเปรียบประดุจต้นโพธิ์ใหญ่ด้านวิชาการที่ให้ร่มเงาและที่พักพิงตลอดมา)



(ภาพงานทอดผ้าป่าสมทบทุนสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดเชิงแส อาคารที่ ๓ ซึ่งเป็นการอนุวรรตด้านการศึกษาต่อจากรากฐานเดิมที่พ่อท่านเมฆได้วางเป็นแนวทางไว้)
แม่ศรัทธาวัดเชิงแสใต้หรือวัดหัวนอนมากทีเดียว ดังปรากฏจากคำเทศนาธรรมของพ่อท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ที่ได้เทศนาไว้ในงานศพของแม่ ท่ีว่า "น้าอบมีความศรัทธาสูง อันที่จริงคืนนี้ฉันมีกิจนิมนต์ที่อื่น แต่ของด ต้องมาเทศนาที่นี่ เพื่อจะได้กล่าวถึงความดีของน้า คือว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งทางวัดเชิงแสใต้ วัดหัวนอนของเรา ต้องบอกบุญเรี่ยไรเงินเป็นค่าถมที่ น้าอบถวายเงินให้จำนวนหนึ่งแล้ว ต่อมาได้ไปถวายอีก ๗,๐๐๐ บาท น้าบอกฉันว่า เกรงว่าทางวัดจะได้เงินไม่พอค่าที่ดินถมที่ ฉันยังนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ" ...ต้องยอมรับว่าลูกๆของแม่ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย เมื่อได้รู้ได้ทราบแล้วก็ให้เกิดความภูมิใจในตัวแม่มาก เงินเจ็ดพันในยุคนั้นคงจะมากโขอยู่หากเทียบกับว่าเมื่อผมเริ่มรับราชการได้รับเงินเดือนสำหรับผู้จบปริญญาตรี เพียง ๒,๗๖๐ บาท

     สุดท้ายที่เกี่ยวกับตัวเรือนบ้านของแม่ นั่นคือ ใต้ถุนบ้าน ใต้ถุนบ้านแม่นอกจากจะเป็นที่รวมกิจกรรมทุกอย่างของชาวนาไว้แล้ว ยังเป็นที่พบปะพูดคุยของเพื่อนบ้าน เป็นที่เล่นของผมและเพื่อนๆ เล่นกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กชายชาวนาบ้านนอก บางวันช่วงบ่ายๆ หลังหน้านาเก็บข้าวแล้ว หากพวกเราเด็กๆเล่นกันเสียงดังมากเข้าก็ถูกผู้ใหญ่ที่นอนเคลิ้มๆกันอยู่บนแคร่ ตะโกนดุให้เบาๆเสียงลงบ้าง เพราะพวกผู้ใหญ่เขาจะนอนกลางวันกัน และบางคราวเด็กอย่างพวกเราเล่นกันแล้วขัดใจทะเลาะกัน หากถึงกับชกต่อยกัน ก็ชกกันที่ใต้ถุนบ้านนี้แหละ หากไม่ถึงกับชกกันเพียงแต่ด่าบรรพบุรุษกัน ก็ด่ากันใต้ถุนบ้าน ผู้ใหญ่ได้ยินเข้า ก็จะเรียกไปอบรมว่า ท่ีด่าบรรพบุรุษกันนั้นมิได้ด่าใครที่ไหนหรอก ด่าต้นตระกูลตัวเองกันทั้งนั้น เพราะนับญาติกันได้ อย่างที่ชาวเชิงแสมักจะพูดเปรียบเทียบว่า "สาวย่านหวย" หมายความว่าหากเป็นเถาวัลย์แล้วดึงย่านก็ยังสั่นไหวไปถึงปลายย่านอยู่เพราะเทือกเถาเหล่ากอเดียวกัน

     ใต้ถุนเรือนใหญ่ด้านทิศตะวันออก ยกเป็นแคร่ไม้กระดานสำหรับกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนถึงนั่งเล่น นอนเล่น ถัดมาทางด้านเหนือแคร่ไม้เป็นที่วางกระสอบป่านใส่บรรจุข้าวเปลือกที่แม่รับซื้อมา บริเวณนี้จึงมีเครื่องชั่งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "ชั่งพุ้น" วางอยู่ ไว้ชั่งข้าวเปลือก กระสอบป่านที่ผมกล่าวถึงนั้นเรียกว่า "สอบปู้เท้" บรรจุข้าวได้ประมาณ ๗๐ ถึง ๘๐ กิโล แล้วแต่เป็นข้าวเบาหรือข้าวหนัก ถัดเข้าไปใต้ถุนบริเวณห้องกลางบ้านเป็นที่ผูกวัวไว้วัวตอนกลางคืน ใต้ถุนถัดเข้าไปอีกเป็นร้านแม่ไก่ ใต้ถุนตรงบริเวณนี้มีเสามากเพราะเป็นที่รับลอมข้าวมีลอมข้าวอยู่ข้างบน อีกทั้งยังมีเสาอยู่ต้นหนึ่งที่สำคัญของบ้านเรียกว่า "เสาภูมิ"

     กิจกรรมของคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นชาวนาอย่างแม่ที่ใต้ถุนบ้านนี้ เป็นไปตามฤดูกาลและตามเทศกาล...............ถึงหน้านาแม่นั่งเคล้าข้าวปลูกที่ใต้ถุนบ้าน การเคล้าข้าวปลูกนั้นเรียกว่าเป็นภาษาใต้ว่า "เคล้าโปลก" คือนำเมล็ดพันธ์ุข้าวที่คัดไว้มาคลุกเคล้ากับปุ๋ยขี้ค้างคาวผสมขี้เถ้าและน้ำแต่พอหนืดให้ปุ๋ยเกาะเมล็ดข้าวได้ ก่อนที่จะนำไปหว่าน.............ครั้นถึงเทศกาลเดือนแปดเข้าพรรษาใต้ถุนบ้านก็เป็นที่คั่วข้าวตอกถวายพระ เดือนสิบใต้ถุนบ้านเป็นที่รวมญาติรวมเพื่อนบ้านช่วยกันทอดทำขนมลา ขนมเบซำ สำหรับทำบุญเดือนสิบอุทิศให้บรรพบุรุษ ต่อจากนั้นไม่นานก็ออกพรรษาทำขนมข้าวต้มที่ห่อด้วยใบพ้อ ขนมปัดห่อด้วยยอดใบลาน จนเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่าพระบวชใหม่"เข้าพร้อมตอก ออกพร้อมต้ม" คือเข้าพรรษาพร้อมกับการทำข้าวตอก ออกพรรษาพร้อมการทำต้ม วันเวลาผ่านไปถึงหน้าน้ำเดือนอ้าย เดือนยี่ หากปีใดน้ำไม่ท่วมใต้ถุนบ้านแม่ก็จะตั้งเตาใหญ่นึ่งขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมห่อ สำหรับตรุษจีนที่ใต้ถุนบ้านนี้แหละ ขนมเทียนของแม่และของชาวเชิงแสเป็นขนมที่ไม่มีใส้ แต่ขนมห่อนั้นมีใส้เป็นใส้หวาน ส่วนขนมเข่งชาวเชิงแสเรียกว่า "ขนมชะ" เพราะว่าก่อนที่จะนึ่งต้องนำใบตองใส่เข่งเล็กๆก่อนแล้วจึงกรอกแป้งขนม เข่งนั้นคนเชิงแสเรียกว่า "ชะ" ..............ชะเป็นภาชนะสานสำหรับหาบข้าว สานด้วยตอกไม้ไผ่ ใหญ่และแข็งแรงมาก ใส่เรียงข้าวเต็มทั้งสองข้างแล้ว ต้องแข็งแรงจริงๆจึงจะหาบไหว ผมเคยเห็นลูกวัวที่เป็นลูกแหย้ตัวซนๆวิ่งเข้าไปในชะ ชะก็ไม่พัง หากครั้งคราวใดเด็กเลี้ยงวัวอย่างผม ปล่อยให้ลูกแหย้ซนวิ่งเข้าชะ ก็เป็นอันว่าวันนั้นจะต้องถูกพ่ออบรมแน่........ชาวเชิงแสส่วนใหญ่ปลูกบ้านใต้ถุนสูง เพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ทะเลสาบ น้ำท่วมแทบทุกปี แต่ไม่เคยปรากฏว่ามีบ้านใดตำน้ำพริกแล้วมะนาวหล่นลงพื้นใต้ถุนให้ต้องย่ืนมือลงไปหยิบ เหมือนบ้านหลังหนึ่งแถวพระโขนงที่กรุงเทพฯ.............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++................................